J-Cruises 20



หลังเรือออกจากท่า Kochi ได้ไม่นาน ผมก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหญ่เพื่อไปกินข้าวมื้อหรูที่ห้อง Sabatini’s  ห้องอาหารระดับซิกเนเจอร์ของเรือ Princess ทุกลำ เรืออเมริกันแต่โดดเด่นด้วยอาหารอิตาเลียน โดยเฉพาะเมนูพาสต้าที่ทำเส้นกันสดๆ บนเรือ รังสรรค์โดยเชฟ Angelo Auriana เชฟอาหารอิตาเลี่ยนแถวหน้าของอเมริกาผู้ร่วมก่อตั้งร้านอาหาร The Factory Kitchen และ Offcine Brera ในเมืองลอสแองเจลิส มีดีกรีระดับนี้การันตีถ้าไม่กินน่าเสียดายแย่ พอถึงเวลานัดหมาย 6 โมงตรง ผมไม่กล้าสายกลัวที่จะหลุดเพราะห้องนี้จุได้ไม่เยอะ กะด้วยสายตาน่าจะมีราวๆ 40 ที่นั่ง ผมเลือกโต๊ะกลมกลางห้องที่ดูหรูหราที่สุดให้สมกับมื้อพิเศษในค่ำคืนนี้ Mr.Sabino ผู้จัดการห้องอาหารมาต้อนรับและพาไปส่งยังที่นั่งด้วยตัวเอง หลังจากทักทายกันประหนึ่งสนิทกันมานานแล้วก็หยิบเมนูมาให้เลือก ดูไปดูมาสุดท้ายเราใช้แนวทางเดิมคือส่งมอบความไว้วางใจให้คุณ Sabino เลือกเมนูที่น่ากินมาให้

ระหว่างรออาหารจานหลักขอเตร็ดเตร่ไปดูครัวเสียหน่อย เขาจัดห้องครัวแบบเปิดสำหรับปรุงอาหารง่ายๆ อย่างซุป สลัด พาสต้าให้เห็นเป็นการเรียกน้ำย่อยกลายๆ ผมนี่ดูเพลินเลย พอกลับมานั่งที่โต๊ะคุณ Sabino เอาน้ำมันมะกอกแบบ Extra-virgin พร้อมน้ำส้ม Balsamic มารินใส่จาน กินคู่กับขนมปังกรอบแท่งยาว กรุบกริบๆ ไปได้สักพัก อาหารเรียกน้ำย่อยจานแรกก็มาเสิร์ฟ เป็นพาร์มาแฮมสไลด์บางวางมาบนขนมปังกรอบคล้ายแคร็กเกอร์ พร้อมเครื่องเคียงมะกอกเขียวและดำแยกถ้วยมา เนื้อแฮมจากขาหลังของหมูดำนี่อร่อยมาก ยิ่งกินกับขนมปังกรอบยิ่งกลมกล่อม อาจจะขัดกับความคุ้นชินของหลายท่านที่ชอบทานพาร์มาแฮมกับเมล่อน กินสลับกับมะกอกดองตัดรสเค็มได้เป็นอย่างดี จานต่อมาเป็นชีสสดทำมือก้อนเท่ากำปั้นเด็กวางมาบนมะเขือเทศคาปาโช เห็นตอนแรกตกใจมากทำไมชีสมันใหญ่ขนาดนี้ดูท่าจะไม่รอด ลองฝานชีสดูปรากฏว่านุ่มมากเพราะเนื้อครีมยังไม่เกาะตัวกันดี มันเป็นอย่างนี้นี่เองที่ในเมนูเขียนไว้ว่า hand-formed cow’s milk cheese with creamy lava center กินคู่กับมะเขือเทศฝานบางชุ่มด้วยน้ำส้มสายชูผสมน้ำมันมะกอกกับเกลือและพริกไทย สุดท้ายหมดเกลี้ยงทั้งจานครับ ตามติดมาด้วย Calamari Fritti หมึกชุบแป้งทอดเสิร์ฟมาในภาชนะรูปกรวยดูเก๋ไก๋กว่าใส่จาน เนื้อหมึกกรอบหยุ่นที่ผิวนอกบวกความนุ่มหนึบของเนื้อในอร่อยได้โดยไม่ต้องจิ้ม แต่ก็มีครีมซอสรสกระเทียมและเลม่อนจัดเคียงไว้ให้ในกรณีต้องการเพิ่มรสชาติ เบรกคอร์สแรกด้วยซุปใสรสกลมกล่อมทำจากถั่วและหอยแมลงภู่เพื่อเตรียมรับรสชาติถัดไป ที่ว่ามาทั้งสี่จานเป็นแค่เมนูเริ่มต้นเท่านั้น แอบรำพึงรำพันกับตัวเองว่า จะยืนระยะถึงของหวานได้มั้ยหนอ

อาหารเด่นๆของงาน

จานถัดมาพาสต้าที่ถือว่าเป็น Signature ของเรือ Princess เลยก็ว่าได้ มี 3 เมนูให้เลือก ตอนไปส่องที่ครัวเห็นผู้ช่วยเชฟปรุงอาหารทะเลในซอสมะเขือแล้วอยากกินมากเลยจิ้มตัวนี้ไป Spaghetti allo Scoglio ปกติผมไม่ค่อยชอบพาสต้าคลุกซอสมะเขือเทศ แต่จานนี้บอกเลยว่าโดนมากๆ ซอสมาแบบขลุกขลิกอัตคัดนิดๆ แต่ซีฟู้ดนี่นำเส้นมาเลยทั้งกุ้งและสารพัดหอย บอกแบบไม่อายเลยว่า อร่อยจนอยากเลียจาน อยากสั่งซ้ำอีกที่แต่ต้องเก็บท้องไว้ให้อาหารจานหลัก ในราคาที่จ่ายเพิ่มประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐ สามารถสั่งเมนคอร์สได้หนึ่งอย่างจาก 6 เมนู แต่ถ้าอยากลองมากกว่าหนึ่งก็ต้องเพิ่มอีก 10 ดอลลาร์/เมนู ไล่ๆ แล้วอยากกินหมดเลย สุดท้ายก็มาจบที่เนื้อจนได้ สเต๊กเนื้อขนาด 10 ออนซ์ กำลังดีราดด้วยซอสปรุงรสทำจากกระเทียมและน้ำมันมะกอกเพิ่มรสชาติให้จัดจ้านขึ้น เป็นอีกเมนูที่ตอกย้ำว่าถ้าเป็นเรื่องเนื้อเรือ Princess ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

อันที่จริงควรจะจบที่จานเนื้อ แต่พอดีว่าคืนนี้ที่ห้องอาหารหลักทั้ง 5 ห้อง มีเมนูพิเศษคือล็อบสเตอร์ คุณซาบีโน่ไม่อยากให้เราเสียโอกาสเลยไปสอยมาเพิ่มให้เรา กลายเป็นเมน 2 จาน ก่อนจัดการจานนี้ขอลุกไปเดินเขย่าจัดพื้นที่ในกระเพาะแป๊บ หลังจากปลดตะขอกางเกงเรียบร้อยก็ได้เวลาละเลียด บอกตรงๆ ว่าไม่ได้คาดหวังเท่าไหร่ ด้วยปรามาสว่ามันคือเมนูที่บริการทุกคน จึงต้องออกแบบการปรุงสำหรับคนหลักพันที่ไม่สามารถใส่รายละเอียดได้มากเท่ากับทำทีละจาน แต่เพราะไม่คาดหวังจึงสมหวัง เนื้อล็อบสเตอร์ดีเกินคาด มั่นใจว่าไม่ใช่ล็อบสเตอร์สดแต่รสสัมผัสใกล้เคียงกับความสดมาก ยังคงรักษาแรงดีดสะท้อนเวลาเคี้ยวไว้ได้เยอะอยู่ ไม่นุ่มเละเหมือนร้านอาหารหรือโรงแรมบางแห่ง จานนี้ต้องขอชมเชฟใหญ่ที่หาวิธีบริหารจัดการรสชาติและความสดไว้ได้อย่างน่าประทับใจ ถ้าไม่ได้กินคงเสียดายแน่และถึงแม้อิ่มจะแย่ แต่เมื่อเห็นเมนูของหวานก็อดไม่ได้ต้องลองชิม ลังเลเลือกไม่ได้ระหว่างช็อกโกแลตกับเค้กมะนาวจนคุณซาบีโน่บอกยูไม่ต้องเลือกเดี๋ยวไอยกมาให้ทั้ง สองอย่าง ว่าแล้วก็หันไปสั่งบริกรให้จัดมา ผมว่านี่เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของการมาล่องเรือสำราญ คือไม่มีการหวงเรื่องกิน มีความสามารถแค่ไหนสั่งได้เต็มที่ และพนักงานก็ไม่มีทีท่าอิดออด มีแต่เชียร์ให้กินโน่นนี่นั่นไม่หยุดหย่อน คุ้มค่ามากๆ ครับ

พนักงานเสริฟ

หลังจากร่ำลาคุณซาบิโน่ที่มาจับมือแล้วจับมือเล่าพร้อมย้ำให้ผมจำชื่อเขาให้ได้ ก็ต้องไปหากิจกรรมทำเสียหน่อย กลับห้องตอนนี้มีสิทธิเป็นกรดไหลย้อน เปิด Patter ดู หนังกลางแปลงคืนนี้ฉายเรื่อง The Lego Batman Movie ดูจะไม่เหมาะนัก มีอีกกิจกรรมที่น่าสนใจคือ Rock n’Roll Dance Party ที่โถงอเนกประสงค์ชั้น 5 ไปฟังเพลงยุค 50-60 เสียหน่อยดีกว่า นักท่องเที่ยวอยู่กันไม่น้อยและมีคนร่วมเต้นอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ได้ยินเพลง Jive แล้วขาแข้งมันพลอยขยับโดยไม่รู้ตัว แน่ะ! มีคนเต้นนำให้ด้วย คุณป้าที่ยืนด้านข้างรวมทั้งเด็กๆ ที่อยู่ด้านหน้าต่างพากันขยับ จะมัวรออะไรก็เต้นสิครับ ไม่ต้องอายใครเพราะมีแต่คนต่างชาติ การเต้นเป็นการปลดปล่อยอย่างหนึ่งซึ่งไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่น้อย ได้ทั้งความสนุกและความสุข ไม่ใช่เพราะชอบเต้นแต่เป็นเพราะได้สลายความเป็นชนชาติเหลือแต่ความบันเทิงที่ไม่ได้ปิดกั้นว่าเราและเขาเป็นใคร อาหารค่ำทำให้อิ่มรสสัมผัสแต่การเต้นในคืนนี้ทำให้อิ่มใจ อยู่เมืองไทยไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำแบบนี้ เป็นค่ำคืนที่ดีจริงๆ ครับ

ที่มา: โพสทูเดย์ วันที่ 1  ตุลาคม 2560

https://www.posttoday.com/travel/restaurant/517831

Comment Box