Mon. Oct 15th, 2018
เที่ยวให้ฉ่ำปอด สัมผัส ‘โอเอซิส’ ใกล้กรุง ยลวิถีชุมชน @สมุทรปราการ

เที่ยวให้ฉ่ำปอด สัมผัส ‘โอเอซิส’ ใกล้กรุง ยลวิถีชุมชน @สมุทรปราการ

เชื่อเหลือเกินว่าจุดหมายของใครหลายคนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หนีไม่พ้นพัทยา หัวหิน สวนผึ้ง และเขาใหญ่ ทั้งที่มีอีกหนึ่งจุดหมายที่น่าสนใจ ใกล้กรุงเทพฯ เพียงแค่นิดเดียว ไม่ใช่จังหวัดอื่นไกล… ‘สมุทรปราการ’ นั่นเอง

เส้นทางท่องเที่ยวแรกที่อยากแนะนำ คือ การนั่งเรือข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยัง ‘คุ้งบางกะเจ้า’ แหล่งโอโซนขนาดใหญ่ราว 1.2 หมื่นไร่ ซ่อนตัวอยู่ในอำเภอพระประแดง เคยได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์สให้เป็น The Best Urban Oasis of Asia เมื่อปี 2006 การเดินทางไปคุ้งบางกะเจ้า สามารถขับรถยนต์ หรือนั่งรถไฟฟ้า BTS ไปลงสถานีบางนา เดินไปยังประตูทางออก 2 แล้วใช้บริการรถแท็กซี่ มุ่งหน้าไปยังวัดบางนานอก เดินเข้าไปในวัดเพื่อขึ้นเรือข้ามฟากที่ท่าเรือภายในวัดบางนานอก

สำหรับกิจกรรมบนคุ้งบางกะเจ้า ไฮไลท์อยู่ที่ ‘ตลาดบางน้ำผึ้ง’ ตั้งอยู่ทางด้านหลังของวัดบางน้ำผึ้งใน เปิดให้บริการใน วันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น ตั้งแต่เวลาประมาณ 8.00-16.00 น. สามารถเลือกชิมของอร่อยๆ เช่น หอยทอดขนมครก ห่อหมกหมู และชอปปิงผลิตภัณฑ์ฝีมือชาวบ้าน อย่างธูปสมุนไพร และดอกไม้จากเกล็ดปลา รวมถึงสินค้าโอท็อปอื่นๆ ของจังหวัดสมุทรปราการ

สมุทรปราการ โอเอซิสใกล้กรุง

หลังจากเดินทั่วตลาดและจัดการเติมพลังงานลงท้องแล้ว ลุยกันต่อที่เจ้าของฉายา ‘โอเอซิส’ อย่าง ‘สวนสาธารณะและสวนพฤกษศาสตร์ศรีนครเขื่อนขันธ์’ บนเนื้อที่กว่า 200 ไร่ โดยหน่วยงานภาครัฐได้กำหนดให้เป็น ‘ปอด’ ของกรุงเทพฯ หนุนให้เหล่าคนเมืองหลบหนีความวุ่นวาย มาดื่มด่ำธรรมชาติอันสงบร่มรื่น ไปตามสะพานไม้ทอดยาวภายในสวน หรือขึ้นไปชมทิวทัศน์โดยรอบบนหอชมวิวสูงกว่า 7 เมตร นอกจากนี้ ยังมีจักรยานให้เช่าสำหรับปั่นไปรอบๆ สวนด้วย ราคาไม่แพง อยู่ที่ประมาณ 40 บาทต่อชั่วโมง หรือจะเช่าทั้งวันที่ 100 บาทก็จัดไปให้สุด

หากติดอกติดใจ อยากอยู่สูดอากาศที่คุ้งบางกะเจ้าให้ฉ่ำปอดต่ออีกสักวัน แนะนำให้เข้าพักที่ ‘Bangkok Tree House’ รีสอร์ตน่ารัก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ภายในมีร้านอาหาร และร้านกาแฟให้บริการทั้งลูกค้าที่เข้าพักและไม่ได้เข้าพัก ความดีงามของที่นี่ คือ ผ่านการออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติอย่างมาก เหมาะกับนั่งรับลมชมวิวอย่างเดียว วันทั้งวันไม่ต้องทำอะไรยังได้เลย

ต่อกันที่เส้นทางท่องเที่ยวที่ 2 ของสมุทรปราการ หลังไปสูดอากาศที่คุ้งบางกะเจ้ามาแล้ว ลองไปเที่ยววัดทำบุญ ใกล้ชิดวิถีคนในชุมชนกันบ้าง ปักหมุดจุดหมายแรกที่ ‘วัดสาขลา’ วัดแห่งนี้มีประวัติศาสตร์มายาวนาน สร้างมาตั้งแต่ปี 2325 สันนิษฐานว่าชาวบ้านช่วยกันสร้างเมื่อคราวรบชนะพม่า สมัยก่อนเรียกว่า ‘บ้านสาวกล้า’ เพราะสมัยสงคราม 9 ทัพ ทั้งสตรี เด็ก และคนชรา ร่วมกันจับอาวุธ ต่อสู้กับทหารพม่าอย่างกล้าหาญ เพื่อปกป้องแหล่งเสบียงสำคัญไทยในยามที่ชายชาติทหารในหมู่บ้านต้องไปออกศึกสงคราม จนหน่วยลาดตระเวนของพม่าต้องล่าถอยกลับไป

หมู่บ้านแห่งนี้จึงถูกขนานนามว่า บ้านสาวกล้า นับแต่นั้นมา เมื่อก้าวเข้ามาภายในบริเวณวัด สิ่งแรกที่สะดุดแก่สายตา คือ ‘พระปรางค์เอน’ ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัด ริมคลองสาขลา เหตุที่พระปรางค์เอน เป็นเพราะว่าในอดีตนั้น ชาวบ้านกลัวว่าน้ำจากคลองสาขลา จะกัดเซาะเข้ามาถึงฐานพระปรางค์ จึงใช้วิธีวางท่อนซุงหรือท่อนไม้ไขว้กันไปมาเป็นจำนวนมาก แต่แทนที่น้ำจากฝั่งคลองจะสร้างปัญหา กลายเป็นผืนดินอีกฝั่งหนึ่งเกิดการทรุดตัว ทำให้พระปรางค์เอนลงมาแต่ก็ไม่ถึงกับล้มลงดังที่เห็นในปัจจุบัน และพอมีปัญหาน้ำท่วมขัง จึงถมดินขึ้นมากว่า 2 เมตร ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าพระปรางค์ไม่สูง ทั้งที่ของจริงดั้งเดิมสูงตามมาตรฐานทั่วไป โดยใต้ดินลึกลงไปยังคงมีฐานพระปรางค์อยู่นั่นเอง

หลังจากถ่ายรูปชมความงามของพระปรางค์วัดสาขลาแล้ว จุดต่อไปก็คือ สักการะหลวงพ่อโต พระพุทธรูปเก่าแก่ประจำวัดภายในวิหาร ซึ่งวิหารจะอยู่ติดกับอุโบสถที่ได้ยกขึ้นสูงเมื่อครั้งถูกน้ำท่วมเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์ โดยเฉพาะหลวงพ่อโตที่สร้างมาพร้อมกับวัด เป็นพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง ปางมารวิชัย เป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้านสาขลาอย่างมาก

ถัดมาจะเป็นอุโบสถที่มีลูกนิมิตโบราณ 8 ลูก วางอยู่บนแท่นพญานาค 7 เศียร ชาวบ้านแถวนั้นเล่าว่า ลูกนิมิตโบราณนี้มีอายุไม่ต่ำกว่า 150 ปี ซึ่งขุดพบตอนยกอุโบสถ ลักษณะจะไม่กลม แต่จะมีลูกทรงบิดเบี้ยว นอกจากนี้ ยังพบพระพุทธรูปโบราณอีกเป็นจำนวนมาก และมีการลอดโบสถ์ 9 มงคลด้วย

เที่ยวสมุทรปราการ

ต่อมาคือ ‘พิพิธภัณฑ์เทพศรีสาขลา’ สถานที่เก็บรวบรวมองค์พระพิฆเนศไว้มากมายทั้งองค์ใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยผนังที่วาดด้วยลายเส้นอันอ่อนช้อยของเรื่องราวทางวรรณคดีไทยอย่างสวยงาม และองค์เล็กที่อยู่ภายในตู้กระจก รวมถึงมหาเทพองค์อื่นๆ อาทิ พระอิศวร พระตีมูรติ พญาครุฑ ตบท้ายด้วยการชม ‘พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน’ แหล่งรวบรวมของเก่า ทั้งวัตถุโบราณของวัด และสิ่งของเครื่องใช้ในชุมชน อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำนาเกลือ ภาพประวัติศาสตร์โบราณคดีที่หลงเหลืออยู่ให้เห็น รวมทั้งสัตว์สต๊าฟ และเงินตราในอดีต สะท้อนถึงเรื่องราวและรากเหง้าของวิถีชีวิตชาวบ้านสาขลาได้อย่างลึกซึ้งและชัดเจน

และที่พลาดไม่ได้ก็คือ การเดินชมตลาดโบราณบ้านสาขลา นักท่องเที่ยวจะได้เห็นวิธีชีวิตเรียบง่าย คงสภาพของชุมชนประมงพื้นบ้านเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ที่สำคัญ สามารถเดินชิล ชิมอาหารถิ่นขึ้นชื่อแสนอร่อย อย่าง ‘กุ้งเหยียด’ ซึ่งเกิดจากการที่ชาวบ้านสาขลานิยมทำนากุ้งเป็นอาชีพ ครั้นกุ้งที่เลี้ยงไว้มีปริมาณเกินความจำเป็น หากทิ้งไว้คงเปล่าประโยชน์ จึงนำกุ้งตะกาดหรือเรียกอีกอย่างว่ากุ้งรู มาผ่านแปรรูปเพื่อถนอมอาหาร

วิธีการ คือ ยืดตัวกุ้งให้ตรง โรยเกลือ น้ำตาล วางกุ้งซ้อนกันหลายๆ ชั้น ทับด้วยของน้ำหนักมากอย่างไม้และปูน ในระหว่างต้มห้ามเปิดฝาหม้อเด็ดขาด เพราะตัวกุ้งอาจงอได้ทันที ผ่านมา 45 นาทีก็จะได้กุ้งเหยียดตัวตรงมีส้มสดใส รสหวานธรรมชาติ ยิ่งเห็นชาวบ้านสาธิตการทำกุ้งเหยียดให้ดู ยิ่งน้ำลายสอ ซื้อกลับบ้านไปหลายห่อ เลือกกินแบบเคล้าน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดก็เลิศเลอ หรือรับประทานแบบเปล่าๆ ก็เพลิน เผลออีกทีหมดไปหลายสิบตัว จนไม่กล้าวัดคลอเลสเตอรอลกันเลยทีเดียว

กินคาว ไม่กินหวานต่อ ก็กระไรอยู่ จัดลงพุงกันต่อกับ ‘ขนมจาก’ ของฝากนามเขื่องเมืองปากน้ำ ความอร่อยเกิดจากการนำแป้งข้าวเหนียวดำ แป้งเท้ายายม่อม และแป้งมันมาผสมกัน เติมเกลือเล็กน้อย และใส่เนื้อมะพร้าวทึนทึกเพิ่มความหอมมันและกรุบกรอบให้กับเนื้อสัมผัสแป้งเหนียวนุ่ม เมื่อนวดส่วนผสมให้เป็นเนื้อเดียวกันจนเสร็จแล้ว ก็จัดการเติมน้ำตาลมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวอ่อนตามลงไป จากนั้นห่อลงบนใบจาก โดยทาด้วยน้ำกะทิก่อนเพื่อไม่ให้เนื้อแห้งติดใบจาก แล้วนำไปปิ้งบนเตาถ่านไม้โกงกาง ไร้ควันโขมง แถมยังขับกลิ่นให้หอมน่ากินอีกด้วย ถือเป็นเคล็ดลับสำคัญของการทำขนมจากแบบฉบับคนสมุทรปราการ

หลังอิ่มหมีพลีมันแล้ว แนะนำให้พักต่ออีกคืน ด้วยการไปสัมผัสบรรยากาศเงียบสงบและอบอุ่นที่โฮมสเตย์ชื่อดัง อย่าง “พัฑราฟาร์มสเตย์” ตั้งอยู่ในคลองลุงเพิ่ม ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ สามารถนอนชิลรับลมริมวัง พร้อมสัมผัสวิถีท้องถิ่นในคราวเดียว โดยเฉพาะบรรยากาศยามเย็น เห็นตะวันตกดิน สวยหมดจดจนลืมหายใจไปเลย

ตลาดน้ำ สมุทรปราการ

ส่วนการเข้าพักที่นี่รับเป็นกรุ๊ป ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ไม่เกิน 30 คน ค่าใช้จ่ายอยู่ที่คนละ 1,300 บาทต่อคืน (ไม่รวมค่าบริการเรือจากท่าเรือคลองลุงเพิ่ม) มีอาหาร 3 มื้อ รวมซอฟต์ดริงก์ เน้นเมนูง่ายๆ วัตถุดิบหลักก็มาจากวังบริเวณโฮมสเตย์ พวก กุ้ง หอย ปู ปลา โดยเฉพาะปูไข่เคล้าน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด อร่อยลิ้นฟินกระเพาะอย่างมาก

ทั้งหมดนี้คือ 2 เส้นทางท่องเที่ยวใกล้ชิดธรรมชาติใน สมุทรปราการ ควรค่าแก่การไปเที่ยวให้ฉ่ำปอด แน่นอนว่าครั้งเดียว…ไม่พอ!