Wed. Oct 17th, 2018
บูม COOL อีสาน

บูม COOL อีสาน

แม้ ‘ภาคอีสาน’ จะเป็นจุดหมายที่พรั่งพร้อมด้วยความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติรวมถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่น่าสนใจ แต่กลับพบว่ายังต้องเผชิญความท้าทายในหลายๆ มิติ โดยเฉพาะเรื่องของ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ อย่างการเดินทาง เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดหรือแม้แต่แหล่งท่องเที่ยวภายในจังหวัดเดียวกันที่ยังไม่สะดวกพอสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปต้องอาศัยการเช่ารถยนต์ขับ หรือเหมารถตู้ไปยังแต่ละพื้นที่ซึ่งค่อนข้างห่างไกลกัน ตีรถไปทีมีงีบหลับใหญ่กันแน่นอน

สวนทางกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงสู่การ เดินทางด้วยตัวเองมากยิ่งขึ้น ซึ่งต้องพึ่งพิงระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทาง ไปเยือนแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในภาคอีสานยังไม่ตอบโจทย์ นักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่และผู้สูงวัยอย่างที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้ ยังขาดแหล่งชอปปิงที่จูงใจให้นักท่องเที่ยวเคลื่อนตัวไปจับจ่ายมากพอ ทั้งที่หลายๆ จังหวัดมีสินค้าท้องถิ่นน่าสนใจ ทำให้พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่ภาคอีสานเองก็มีศักยภาพและจุดแข็งที่ไม่เป็นรองภาคไหนๆ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่ยังสดใหม่ ผ่านการปรุงแต่ง น้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์และอารยธรรมเก่าแก่ กับประเพณีวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นที่นักท่องเที่ยวหลายคนยังไม่เคยไปสัมผัส

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ‘ททท.’ จึงผลักดันโครงการ ‘Cool อีสาน’ เพื่อปรับภาพลักษณ์และการรับรู้ของนักท่องเที่ยวที่มีต่อภาคอีสานไปสู่มุมมองใหม่ๆ น่าสนใจ ภายใต้ 4 จุดเด่นเรียงตามตัวอักษร ได้แก่ C: Cuisine Special นำเสนอความพิเศษของอาหารพื้นถิ่นของภาคอีสาน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความ ‘แซ่บเวอร์’ ติดอันดับในใจนักท่องเที่ยวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางไปเยือนร้านอาหารริมทาง หรือ ‘สตรีท ฟู้ด’ รวมถึงร้านอาหารและร้านกาแฟเก๋ๆ ชิคๆ เกิดใหม่จำนวนมาก
สอดรับกับโครงการอะเมซิ่ง ไทย เทสต์ ภายใต้ร่มใหญ่โครงการสานพลังประชารัฐด้านการท่องเที่ยว ที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารของไทยให้ได้รับความนิยมมากขึ้น

ท่องเที่ยวอีสาน

O: Oriental Heritage เน้นโปรโมทการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม หลังสำนักข่าว ‘CNN’ ได้จัดโครงการแนะนำแหล่งท่องเที่ยว ‘The Best Place of E-San’ หวังสร้างชื่อให้กับแหล่งท่องเที่ยวในภาคอีสานผ่าน
มุมมองแปลกใหม่และน่าสนใจ

O: Outstanding Look นอกเหนือจากงานบุญประเพณีผีตาโขนที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยแล้ว ภาคอีสานยังมีอีเวนต์ทางประเพณีและวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกมาก แต่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักกันมากเท่าไหร่ ทาง ททท.จึงต้องการเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักกันมากยิ่งขึ้น

อาทิ ประเพณี ‘ฮีต 12 คอง 14’ ซึ่งมีงานบุญประเพณีตลอด 12 เดือนให้ได้ชื่นชมกัน โดยคำว่า ‘ฮีต 12’ มาจาก คำว่า จารีตหรือประเพณีที่พึงปฏิบัติในแต่ละ 12 เดือนของแต่ละปี เป็นการผสมผสานพิธีกรรมเกี่ยวกับเรื่องผีและพิธีกรรมทางการเกษตรของชาวอีสาน เช่น เดือนยี่ – บุญคูณลาน, เดือนหก – บุญบั้งไฟ, เดือนสิบสอง – บุญกฐิน เป็นต้น ส่วน ‘คอง 14’ มาจากคำว่า ครรลอง หรือ แนวทางที่ควรปฏิบัติ 14 ข้อของประชาชนทุกระดับ

สุดท้าย L: Linkage Travel การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกับสินค้าท้องถิ่นหรือแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น เส้นทางไหม เส้นทางผ้าย้อมคราม และเส้นทางภูเขาไฟ เป็นต้น

สำหรับเส้นทางที่ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยือนมาแล้ว คือ เส้นทาง ‘ร้อยแก่นสารสินธุ์’ ครอบคลุมรัศมีในพื้นที่ 4 จังหวัด อย่าง ร้อยเอ็ด-ขอนแก่น-มหาสารคาม-กาฬสินธุ์ จุดหมายแรกของการเยือนแดนดินถิ่นอีสาน คือ ‘ขอนแก่น’ ศูนย์กลางของจังหวัดในกลุ่มอีสานตอนกลาง เพราะสามารถเดินทางได้สะดวกสบายจากจำนวนเที่ยวบินของสายการบินราคาประหยัดที่ให้บริการกันวันละหลายเที่ยว

โดยโปรแกรมแรกของทริป คือ ‘วัดไชยศรี’ ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองขอนแก่น ความพิเศษของวัดนี้อยู่ตรงที่การเป็นวัดเก่าแก่ที่มีโบสถ์อายุยาวนานกว่าร้อยปี เดิมเอกลักษณ์ของวัดไชยศรี อยู่ตรงที่การมุงหลังคาด้วยแผ่นไม้ภายใต้รูปแบบสถาปัตยกรรมอีสานดั้งเดิม แต่ได้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ทำให้ในปี 2525 มีการรื้อเพื่อทำหลังคาขึ้นมาใหม่เป็นแบบสถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ตามสมัยนิยม ไฮไลท์อยู่ที่ฝาผนังทั้งด้านนอกและด้านในของวัดที่ยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ โดยเฉพาะจิตรกรรมฝาผนัง หรือ ‘ฮูปแต้ม’ เป็นเรื่องราวของพระเวสสันดรชาดกสินไซ (สังข์ศิลป์ชัย) ภาพเทพ บุคคล และสัตว์ต่างๆ ซึ่งด้านในห้ามสุภาพสตรีเข้า ส่วนจิตรกรรมบนผนังด้านนอกโบสถ์ เป็นภาพเขียนเกี่ยวกับนรกเจ็ดขุม เรื่องพระเวสสันดรชาดก สินไซ และภาพทหารยืนเฝ้าประตู

ท่องเที่ยวอีสาน

ตกบ่าย สามารถไปพักผ่อนเพลิดเพลินกับความสนุกสดชื่นกันแบบคูลๆ ได้ภายใน ‘สวนน้ำ ไดโน วอเตอร์ พาร์ค’ ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองขอนแก่น นับเป็นทะเลเทียมแห่งแรกในภาคอีสาน และเป็นสวนน้ำที่มีเครื่องเล่นขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนเนื้อที่กว่า 40 ไร่ ถูกออกแบบและสร้างในรูปแบบ ‘สแปลช แอดเวนเจอร์’ ภายในจะแบ่งเป็นทั้งหมด 9 โซนความสนุก สุดมันกว่า 7 เครื่องเล่นทางน้ำ

วันต่อมา นั่งรถไปเที่ยวกันต่อที่จังหวัด ‘กาฬสินธุ์’ จุดหมาย ที่ขอแนะนำคือ ‘วัดพุทธนิมิตภูค่าว’ อยู่ห่างจากตัวอำเภอสหัสขันธ์ประมาณ 7 กิโลเมตร ถือเป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์ เก่าแก่ และอาจกล่าวได้ว่าเป็นวัดที่งดงามที่สุดในจังหวัดกาฬสินธุ์เลยทีเดียว โดยคำว่า ‘ค่าว’ ในภาษาอีสานแปลว่า ‘เชือก’ ที่มาคือวัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขาที่มีลักษณะยาวเหมือนเชือก ภายในวัดมีพระพุทธรูปไสยาสน์ตะแคงซ้าย แกะสลักหน้าผาหินความยาว 2 เมตร ตามประวัติกล่าวไว้ว่าสร้างขึ้นเมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว นอกจากนี้ ยังมีอุโบสถไม้แกะสลักลวดลายงดงามเป็นภาพพุทธประวัติสามมิติ ส่วนภายในพระมหาเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ตกแต่งผนังภายนอกเจดีย์ด้วยกระเบื้องดินเผาทั้งองค์ สวยสดหมดจดอย่างยิ่ง ขณะที่วิหารสังฆนิมิตเป็นที่เก็บพระพุทธรูปและพระเครื่องรุ่นหายากต่างๆ ให้ได้ชมกัน

หลังเสร็จกิจไหว้พระทำบุญที่วัดพุทธนิมิตภูค่าว สามารถขับรถแวะ ‘พิพิธภัณฑ์สิรินธร’ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่สุดยอดที่สุดของภาคอีสาน สมบูรณ์แบบและใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน ตั้งอยู่บริเวณวัดสักกะวัน ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ หากพาเด็กน้อยในครอบครัวมาด้วย รับรองว่าถูกอกถูกใจ ตื่นเต้นไปกับสิ่งน่าสนใจในพิพิธภัณฑ์แน่นอน

ส่วนวันอื่นๆ สามารถวางโปรแกรมเที่ยวไปยัง ‘เมืองไม้บาติก’ อำเภอธวัชบุรี ใน ‘ร้อยเอ็ด’ ได้ เพราะชาวบ้านที่นี่เขาเก๋ไก๋ นำผ้าไหมมาเพนต์เป็นลายบาติก ออกมาเป็นลวดลายกราฟิกแปลกตา โดยใช้เทคนิคซ้อนสี คือ การเขียนเทียนสองรอบและลงสีสองรอบ ทำให้สีมีน้ำหนัก มีมิติ มีระยะของสีที่ทับซ้อนกันเป็นเหลือบๆ แน่นอนว่ายังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์แบบฉบับของ ภาคอีสาน โดยเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวลองออกแบบและวาดลายบาติกเองด้วย

ก่อนจะวางโปรแกรมวันสุดท้ายของทริปด้วยกิจกรรมท่องเที่ยวใน ‘มหาสารคาม’ อย่างการทอเสื่อกก ที่ตำบลบ้านแพง อำเภอโกสุมพิสัย ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการแปรรูปเสื่อกกให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบและลวดลายที่ทันสมัยจนกลายเป็นสินค้าโอท็อปที่มีชื่อเสียงของมหาสารคาม ทั้งหมดนี้คือการท่องเที่ยวแบบ ‘คูลๆ’ …ท้าให้คุณมาสัมผัสแล้ววันนี้ที่ภาคอีสาน!