ดื่มด่ำความสุขสงบ อาบน้ำแร่ แช่น้ำทะเล @ระนอง



หากถามว่า “Sea Sand Sun เมืองไหนที่กำลังฮิตติดเทรนด์ กุมหัวใจขาเที่ยวอยู่ในขณะนี้” ยกมือตอบได้เลยทันทีว่าคือ “ระนองเจ้าของฉายา ประตูสู่อันดามัน”

เพราะหลังไปเยือนเพียงไม่กี่วัน บอกได้เลยทันควันว่าตกหลุมรักหมดหัวใจ ด้วยเสน่ห์ชวนให้หลงใหลจนอยากแนะนำให้คุณลองไปสัมผัสด้วยตัวคุณเอง เผลอๆ คุณอาจจะอยากปักหลักขอมาเยือนทะเลระนองบ่อยๆ มากกว่าทะเลเมืองดังอย่างภูเก็ต พังงา หรือกระบี่ก็เป็นได้

การเดินทางมาเที่ยวระนองนั้นไม่ยาก สามารถนั่งรถบัสโดยสารแบบลุยๆ สไตล์แบ็คแพกเกอร์ ขึ้นรถที่กรุงเทพฯ ตอนกลางคืน โผล่อีกทีตอนเช้าที่ระนอง หรือจะลองขับรถเที่ยว กระเตงคนในครอบครัวหรือลากเพื่อนฝูงไปพักผ่อนกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาก็น่าสน

หากคุณตั้งต้นการขับรถเที่ยวจากกรุงเทพฯ ให้เลือกใช้เส้นทางสายธนบุรี-ปากท่อ ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้าย
เข้าทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษม ผ่านจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ถึงสี่แยกปฐมพรในจังหวัดชุมพร เลี้ยวขวาไปจนถึงจังหวัดระนอง รวมระยะทาง 568 กิโลเมตร

สำหรับโปรแกรมแรกของวัน แนะนำให้คุณไปท่อง ‘หมู่เกาะกำ’ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน แผ่พื้นที่ครอบคลุม
2 จังหวัด คือ อำเภอสุขสำราญ กะเปอร์ และเมืองระนอง ในจังหวัดระนอง กับอำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ทันทีที่เดินทางไปถึงท่าเรือหาดบางเบนซึ่งเป็นเส้นทางที่ใกล้และสะดวกที่สุดในการเดินทางไปหมู่เกาะกำ ยังไม่ต้องรีบกระโจนขึ้นเรือ ขอให้แตะเบรกชีพจรเท้าทั้งสองข้างสักนิด แล้วลองกวาดสายตามองไปรอบๆ

คุณจะเห็นความงดงามของหาดบางเบนในมุมที่แตกต่างไปจากหาดยอดนิยมอื่นๆ โดยเฉพาะแนวป่าสนครึ้มซึ่งให้ความร่วมมือกับเทือกเขา ตั้งตระหง่านเป็นอย่างดี วิวตระการตาแบบนี้… เชื่อว่าคุณและใครหลายๆ คนอยากขนไปไว้ที่บ้านแน่นอน ลองจินตนาการดูว่าในทุกๆ วัน ได้ออกมานั่งทอดอารมณ์ มองใบสนลู่ไปตามลมทะเล นั่งฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งทั้งวัน บอกได้คำเดียวว่าบรรยากาศดีๆ แบบนั้น เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

แต่สุดท้าย… คุณอาจจะต้องยอมถอนกายถอนสายตาจากแนวป่าสนเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกแสนเสียดาย เพื่อเดินไป
ขึ้นเรือหัวโทง หันหลังให้กับหาดบางเบน มุ่งสู่ผืนน้ำทะเลอันกว้างใหญ่ ไปยังหมู่เกาะกำตามความตั้งใจแรก ซึ่งประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่น่าสนใจมากมาย

ทั้งเกาะกำใหญ่ กำนุ้ย กำตก กำใต้ กำกลาง (เกาะญี่ปุ่น) รวมถึงเกาะนมสาว (เกาะล้าน) เกาะนกควัก (บ้างเรียก เกาะนกกวัก) และเกาะไฟแว่บ จนถึงตอนนี้ คุณอาจสงสัย… ว่าทำไมถึงเรียกหมู่เกาะแห่งนี้ว่า ‘เกาะกำ’ เรื่องเล่าเกี่ยวกับที่มาของชื่อนั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากคำว่า ‘กรรม’ ซึ่งภาษาถิ่นแปลว่า ‘ห้าม’ ห้ามพูดจาไม่ดีและไม่เหมาะสมเมื่อมาถึงเกาะนี้… ไม่ว่าใครก็ตาม!!!

เพราะได้ยินมาว่า… มีชาวประมงที่เผลอพูดว่า จะจับปลาให้ได้มากๆ ชนิดเต็มลำกันเลยทีเดียว แต่สุดท้าย… กลับจับปลา
ไม่ได้ ผิดกับชาวประมงที่ไม่พูดจาโอ้อวดก็สามารถจับปลาได้ตามปกติ เอาอย่างงี้ก็แล้วกัน ขอแนะนำคุณๆ ว่าอย่าคิดลองของ
หลุดพูดจาไม่ดีไม่เหมาะสมออกมา เดี๋ยวหาว่าไม่เตือน

ของแบบนี้… ไม่เชื่ออย่าลบหลู่น่าจะดีกว่า ตลอดการนั่งเรือหัวโทงแล่นไปบนผืนน้ำกว่า 40 นาที เราเปลี่ยนไปแทบเป็นคนละคน สงบเสงี่ยมผิดหูผิดตา เพราะ ความเชื่อเรื่องการพูดจาให้ดีและเหมาะสมขณะเดินทางแท้ๆ จะว่าไปแล้วก็ดีเหมือนกัน เพราะนั่นทำให้เราละจากบทสนทนาจากคนรอบข้าง ปล่อยให้สายตาจับจ้องยังคลื่นบนผืนน้ำ ซึมซับทุกรายละเอียดอย่างเต็มที่

จนกระทั่งเดินทางมาถึง ‘เกาะกำตก’ ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติแหลมสนเปิดเป็นจุดศูนย์กลางให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาพักผ่อนเล่นน้ำกันแบบสบายๆ และรับประทานอาหารก่อนนั่งเรือ ไปเที่ยวเกาะอื่นๆ ต่อ ของเด็ดของเกาะกำตกแห่งนี้ คือ ‘อ่าวเขาควาย’

คุณคงแปลกใจว่าทำไมถึงเรียกเช่นนั้น เป็นเพราะว่าลักษณะของอ่าวเหมือนรูปโค้งเป็นครึ่งวงกลมคล้ายเขาควายนั่นเอง หาดสวย ทรายขาวเนียน ยิ่งเวลาแดดส่องกระทบน้ำทะเลสีสวยใส  ยิ่งรู้สึกเหมือนมีพลังงานบางอย่างดึงดูดให้ลงนอนแช่น้ำแบบนี้ไปนานๆ ถือเป็นอีกวิวที่อยากขนไปติดตั้งไว้หน้าบ้านมากๆ

ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปสักพักก็ถึงจังหวะที่เหมาะสมในการ นั่งเรือหัวโทงมุ่งหน้าสู่สมาชิกอื่นๆ ในหมู่เกาะกำต่อ เกาะที่ว่านั้นมีชื่อว่า ‘เกาะกำกลาง’ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะกำตก

เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เกาะญี่ปุ่น’ เหตุใดถึงเรียกเช่นนั้น ที่มาของชื่อนี้มีอยู่ 2 เรื่องราว บ้างก็ว่าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นเคยมาตั้งกองทัพและฐานเสบียงที่นี่ บ้างก็ว่าเคยมีนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นมาเลี้ยงหอยมุกที่นี่ ก่อนจะตัดสินใจเลิกกิจการไป หากคุณเคยไปเที่ยวหรือสัมผัสความเป็นญี่ปุ่นก็จะรู้สึกได้ถึงความสวยงามแบบเรียบง่าย ไม่ต้องการการปรุงแต่งให้มากมาย

ที่เกาะญี่ปุ่นก็เช่นกัน เพราะเสน่ห์ของมันอยู่ตรงที่ชายหาดเล็กๆ ตรงหัวเกาะ เปิดโอกาสให้คุณๆ ได้ทิ้งกายลงนอน รับลมเย็นๆ ดื่มด่ำบรรยากาศอย่างเต็มที่ ใต้แนวเงาสนร่มรื่น หรือจะลงไปเล่นน้ำเหมือนเด็กๆ กับคนรู้ใจ ครอบครัว หรือเพื่อนฝูงก็ดี ทั้งนั้น ถือเป็นความสุขเล็กๆ เรียบง่าย ที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในเมืองใหญ่

นอกจากเกาะญี่ปุ่นแล้ว ยังมีอีกเกาะหนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้ คือ ‘เกาะค้างคาว’ แนะนำให้คุณวางโปรแกรมเกาะค้างคาวไว้เป็นจุดหมายสุดท้ายของวัน เพราะตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือหาดบางเบนมากที่สุด ใช้เวลา นั่งเรือกลับหาดบางเบนเพียง 30 นาทีเท่านั้น เมื่อเทียบกับ เกาะญี่ปุ่นและเกาะกำตก

ส่วนที่มาของชื่อเกาะค้างคาวนั้น… สืบมาได้ว่าในอดีตเคยเป็นเกาะที่มีค้างคาวแม่ไก่เป็นพันๆ ตัว แต่ดีกรีของเกาะค้างคาวนั้นไม่ธรรมดา ได้รับการขนานนามจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศว่าเป็นเกาะที่สวยและอัดแน่นด้วยเสน่ห์มากที่สุดในจังหวัดระนอง

หลักฐานตรงหน้าเผยความงดงามประจักษ์แก่สายตา ทั้งหาดทรายขาวละเอียดเนียนนุ่ม ราวกับย่ำเท้าลงไปบนเนื้อครีมเทียมสำหรับผสมกับกาแฟ ขณะที่น้ำทะเลก็มีไล่ระดับสีอย่างชัดเจน ตั้งแต่ระดับน้ำตื้น ซึ่งเผยสีเขียวมรกตสวยสบายตา ไปจนถึงระดับน้ำลึกปานกลางสีฟ้าอ่อน ก่อนจะจบที่ระดับน้ำลึก สีน้ำเงินเข้มให้ความรู้สึกเคร่งขรึม

นอกจากนี้ ตรงด้านเหนือของเกาะค้างคาวยังมีหาดหินงาม เต็มไปด้วยหินกลมมนสีสวยอ่อนประดับประดาด้วยตัวเอง
เต็มไปหมด และรอบๆ เกาะมีจุดดำน้ำชมปะการังทั้งแบบ น้ำลึกและน้ำตื้น

เชื่อเหลือเกินว่าคุณคงปล่อยใจปล่อยอารมณ์จนไม่อยาก เคลื่อนตัวไปไหน กระทั่งตะวันเริ่มยอแสงเผยความอ่อนล้าหลังเจิดจ้ามาตลอดทั้งวันก็เป็นสัญญาณบอกให้เดินทางกลับเข้าฝั่ง

ในตัวเมืองระนองนั้นมีที่พักหลากหลายแบบให้เลือก แนะนำให้คุณ เลือกที่พักจากของดีขึ้นชื่อของจังหวัดนี้อย่าง ‘น้ำแร่’ อย่าง ‘ธารศิลา ฮ็อต สปริง รีสอร์ท’ ซึ่งตั้งบนถนนเพชรเกษม ตำบลบางริ้น อยู่ใกล้บ่อน้ำแร่ระนอง เล่นน้ำทะเลแล้ว ก็อย่าลืมไปแช่น้ำแร่ให้อิ่มกายอิ่มอารมณ์กันไปข้าง และคุณจะรู้ซึ้งถึงความสุขแสนเรียบง่ายและสงบที่เมืองประตู สู่อันดามันอย่างไม่รู้ลืม


Indulge with Peacefulness
Mineral Water Bathing and Sea Water Dipping @Ranong

Old Temple in the andaman sea, Phayam island , Ranong Province,

What is the most popular answer for “Sea Sand Sun destination among traveling lovers at the moment?”, the answer to such question must be Ranong; considered as “The Door to Andaman Sea”.

This is because after vising for a few days, I could not help falling in love with this charming city and would like to invite everyone to sense it yourself. Perhaps, you might feel like visiting Ranong sea so often rather than the most famous seaside cities such as Phuket, Phang Nga or Krabi.

Traveling to Ranong is simple, which traveler can choose to take the bus like a backpacker in Bangkok during the night time, and reaching to Ranong at dawn.

Otherwise, driving a car with family or travel companions is quite an ideal choice. If you are hitting the road from Bangkok, you can choose to drive on Thonburi-Pakthor route for approximately 90 km, before making a left turn toward Highway No. 4 as called Phet Kasem Road through Phetchaburi, Prachuap Khiri Khan until hitting Pathomporn junction in Chumphon province; then make a right turn and keep driving until hit Ranong province, which the total distance is 568 km.

For the travel program of the first day, ‘Mu Koh Kam’ (Kam Island) is the first destination; situated in Laem Son National Park with area covering 2 provinces as Suk Samran district, Kapur, and Mueang Ranong district in Ranong province, and Kuraburi district, Phang Nga province.

As soon as arriving at Bang Bane Beach pier, which is the closet and most convenient route to Mu Koh Kum, do not immediately jump into the boat, you may take time to gaze around for a while, then you shall witness the beauty and uniqueness of Bang Bane beach comparing to various famous beaches especially for the line of shady pine forest, which looks amazing together with the majestic mountain range. With such spectacular view, it makes believe that you and other visitors may want to take it back home. Let’s imagine if you get lost in day-dreams staring at the reclining pine leaves and listening to the sound of wave rushing to shore every day, you will not want to trade this moment for anything.

Unfortunately, you may have to stop your thinking and turn back from Bang Bane beach since you have to head to your destination Mu Koh Kam, which comprises of many interesting islets including Koh Kam Yai, Koh Kam Nui, Koh Kam Tok, Koh Kam Tai, Koh Kam Klang (Japanese Island) as well as Koh Nom Sao (Koh Lan), Koh Nok Kwak (some people calls it as Koh Nok Gwak), and Koh Fai Wab.

Now, you may wonder why this island is called ‘Koh Kam’. The name of this island is meant ‘Karma’ or ‘Forbidding’ by local language. Therefore, no one should say something bad or inappropriate when arriving at this island no matter what!

It used to have a story saying that one fisherman recklessly said to catch a boat full of fishes, but at the end, that fisherman could not catch any fish, while other modest fishermen could normally catch the fishes. Therefore, it is recommended not to say inappropriate words just for your safety!

Normally, it shall take 40 minutes of tail boat sailing to reach to ‘Koh Kam Tok’ where Laem Son National Park’s tourist center is located, which tourists can enjoy playing seawater, and dining here before taking both to other islands.

A must visit attraction here is ‘Ao Khao Kwai’ (Khao Kwai Bay); its name derived from the half-circle arc shape of the bay similar to the buffalo’s horn. This bay features white sandy beach against the glistering crystal clear seawater under the sunlight.

The next stop is called ‘Koh Kam Klang’ (Kam Klang Island); situated South East of Koh Kam Tok; also called ‘Japanese Island’. The reason for having 2 names, some says that during the World War II, Japanese Military used to settle down the military and supply base here, while the other said that Japanese businessman used to do pearl oyster farm here before deciding to close down the farm.

If you have ever visited or accustomed Japanese culture, you shall be able to see the simplified beauty here. The charm of this island is a small beach at the head of island, which allows you to lay down feeling the cool breeze and indulging yourself under the shady pine tree lie, or play seawater with your love one, family or friends. This is called simplified happiness that can hardly be found in big city.

Besides Japanese Island, there is another island not to miss as ‘Koh Kang Kao’ (Kang Kao Island). It is highly recommended to put Koh Kang Kao as the final destination of the day because this island is situated closet to Bang Bane Beach Pier, which takes only 30 minutes by boat comparing to Japanese island and Koh Kam Tok.

The name of Koh Kang Kao derives from earlier this island used to have thousands of have Lyle’s Flying Fox bats. However, this island has been voted by Thai and foreign tourists as the most beautiful and charming island in Ranong province. Koh Kang Kao features white soft sandy beach, which being on this magnificent beach can make the visitor feel like walking over the creaming texture, while the seawater distinctively shows the color gradient from shallow water level; represented with emerald green to moderate depth water level; represented with light blue and ending with deepest water level; represented with deep blue to give the sense of solemnity.

Besides, the North of Koh Kang Kao features Haad Hin Ngam (Hin Ngam Beach). This spectacular beach is so full of light color rounded rock scattering all over the beach, while surrounding area also features some shallow water snorkeling and deep water scuba diving spots. With all these 3 islands, it makes believe that you will not want to go anywhere, but here. However, when the sun is getting low, it is the sign to get on shore.

There are several types of accommodation choices in the city of Ranong. The recommended one is called Thansila Hotspring Resort; located on Phet Kasem Road, Bang Rin sub-district closed to Ranong Mineral Water Pond. After playing seawater, do not forget to dip yourself into the mineral water to nourish and refresh your body, then you will sense the simplified happiness and peace, and never forget this Door to Andaman Sea city.

Comment Box