Wed. Oct 17th, 2018
ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ

เปิดใจ ‘ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ’ นายกสมาคมโรงแรมไทย กับภารกิจปะ ฉะ ดะ โรงแรมเถื่อน ฉุดรายได้เข้าประเทศ

ธุรกิจโรงแรมไทยเติบโตตามทิศทางของธุรกิจท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องยอมรับว่าไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่ เพราะยังมีอุปสรรคสำคัญอย่างเรื่องโรงแรมที่ไม่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เข้ามาแข่งขันผ่านกลยุทธ์การตัดราคาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทยทั้งเชียงใหม่ พัทยา หรือแม้แต่กรุงเทพฯ เองก็ตาม ทั้งที่ตามหลักธุรกิจจะสามารถปรับราคาห้องพักได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 8-10% ต่อปี แต่ยังถูกธุรกิจนอกระบบแตะถ่วง ซึ่งคุณศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ ที่ได้ก้าวขึ้นเป็นนายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) คนใหม่ ต่อจากคุณสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร ที่หมดวาระไป มีนโยบายในการทำงาน ตลอดจนกลยุทธ์ช่วยเสริมทัพให้ธุรกิจโรงแรมแข็งแกร่งมากขึ้น เช่นนั้นแล้วลองอ่านจากคำให้สัมภาษณ์ต่อไปนี้

คุณศุภวรรณ กล่าวว่า นโยบายหลักที่เตรียมดำเนินการ คือ การปราบปรามโรงแรมผิดกฎหมายที่เป็นปัญหาสะสมมานานนับสิบปี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยเตรียมหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง เพื่อหามาตรการให้หน่วยงานราชการที่มีการจัดประชุมสัมมนาจะต้องใช้สถานที่ของโรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น หากยังมีข้าราชการฝ่าฝืน กระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลการเบิกจ่ายงบประมาณจะต้องออกคำสั่งตัดงบประมาณส่วนการประชุมดังกล่าวทันที หรือไม่สามารถนำใบเสร็จนั้นมาเบิกจ่ายได้ เพื่อให้โรงแรมที่ไม่ได้จดทะเบียนถูกต้องเข้าสู่ระบบมากขึ้น เพราะตลาดสัมมนาถือเป็นตลาดใหญ่สร้างรายได้เข้าโรงแรมได้มาก ตลอดจนให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องตามกฎหมายในเรื่องการถูกเอาเปรียบการตัดราคา

“ต้องยอมรับว่า หน่วยงานที่อนุมัติให้จดทะเบียนทำธุรกิจก็ไม่ได้ตรวจว่าเขาจดทะเบียนเป็นอพาร์ทเมนท์ หรือดัดแปลงในรูปแบบต่างๆ ให้คนเช่าพักเป็นรายวัน ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายโรงแรม และกลุ่มนี้ก็มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับกลุ่มคอนโดที่หันมาปล่อยให้เช่ารายวันก็มีมากขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน ขณะที่หน่วยงานที่ดูแลเรื่องโรงแรม ห้องพักถูกกฎหมายก็ไม่มีตัวเลขที่แท้จริง เมื่อแต่ละหน่วยงานไม่ได้มีข้อมูล หน่วยงานที่อนุมัติก็อนุมัติไปโดยไม่ได้ตามตรวจสอบ สุดท้ายจึงเป็นปัญหาที่สะสมและเป็นปัญหาใหญ่ โดยปัจจุบันมีโรงแรมที่จดทะเบียน 7,700 โรงแรม จำนวนห้องพัก 376,00 ห้อง ในขณะที่เป็นโรงแรมเถื่อน 2,895 โรงแรม จำนวน 47,600 ห้อง และหากลงลึกกรุงเทพฯ พบว่า มีโรงแรมไม่จดทะเบียน 1,170 โรงแรม 55,400 ห้อง จดทะเบียนอย่างถูกต้องเพียง 370 โรงแรม

โดยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก คือ เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ตึกแถวขนาดเล็กๆ ที่นำมาปรับปรุงทำเป็นห้องเช่า 2-3 ห้อง ขณะที่กลุ่มข้าราชการก็ไม่ได้ใช้โรงแรมถูกกฎหมายในการจัดสัมมนาเต็ม 100% ก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือในการแก้ปัญหาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะภาครัฐก็จะได้ประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น เนื่องจากภาษีที่โรงแรมจ่าย กับการจ่ายในนามจดทะเบียน อพาร์ทเม้นท์ หอพัก หรือแม้แต่คอนโดแตกต่างกันอย่างมาก และประเทศก็จะมีโอกาสสร้างรายได้ จากการสามารถปรับราคาให้ไปในทิศทางเดียวกับตลาดประเทศท่องเที่ยวชั้นนำอาเซียน ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหานี้ได้เสียที สมาคมฯ พร้อมช่วยเรื่องข้อมูล”

คุณศุภวรรณ ระบุว่า หลายคนไม่ทราบว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา ซึ่ง THA กังวลมากในเรื่องของมาตรฐานด้านความปลอดภัย หากไม่รีบแก้ไข เพราะคนที่เข้าสู่ระบบถูกต้อง จะต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.โรงแรม และต้องมีการตรวจสอบการทำงานอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งจุดนี้ถือเป็นการควบคุมมาตรฐานบริการและความปลอดภัยในธุรกิจโรงแรม ขณะที่โรงแรมเถื่อนจะไม่มีเรื่องเหล่านี้ เป็นตัวควบคุมมาตรฐาน และยังส่งผลในแง่ที่ทำให้ประเทศชาติไม่ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะโรงแรมที่ไม่ได้จดทะเบียนถูกต้องไม่เพียงแต่จะเลี่ยงการจ่ายภาษีเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดปัญหาการตัดราคาค่าห้องพัก ดังนั้น แม้ในแต่ละปีประเทศไทยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามามาก แต่ประเทศก็สูญเสียรายได้จากปัญหานี้ไปมากเช่นกัน

นอกจากนี้ คุณศุภวรรณ ยังเปิดเผยอีกว่า สมาคมฯ เตรียมว่าจ้างสถาบันการศึกษา หรือบริษัทเอกชน ทำการสำรวจข้อมูลจำนวนโรงแรมและห้องพักในประเทศไทย ทั้งโรงแรมที่จดทะเบียนตามกฎหมายและไม่จดทะเบียน เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลความต้องการของจำนวนห้องพักในประเทศไทยที่แท้จริง ว่าสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้เพียงพอหรือความต้องการล้นตลาดแล้ว และหากพื้นที่ใดสำรวจพบว่าล้นตลาดก็จะทำให้ทราบถึงสาเหตุการแข่งขันด้านราคา ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญให้เอกชนพิจารณาถึงการลงทุนสร้างโรงแรม ให้อาจเป็นการชะลอการลงทุนในโรงแรมนั้นๆ ซึ่งรูปแบบดังกล่าวจะคล้ายกับประเทศสิงคโปร์ที่มีการควบคุมการลงทุนโรงแรม จึงไม่เกิดการแข่งขันด้านราคา โดยปัจจุบันราคาห้องพักในสิงคโปร์เฉลี่ยอยู่ที่ 9,800 บาท ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 5,250 บาท นอกจากนี้ ยังต้องการศึกษามูลค่าที่สูญเสียไปกับโรงแรมเถื่อนในแต่ละปี เพื่อเห็นผลเป็นรูปธรรม สำหรับแก้ไขปัญหาต่อไป

ปัญหาที่สะสมมานานนับสิบปี ฝังรากลึกจนยากที่จะถอนรากถอนโคนได้ แม้ที่ผ่านมา หลายรัฐบาลจะพยายามเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหานี้ แต่สุดท้ายก็เงียบหายไป ในสมัยที่คุณศุภวรรณ ที่มุ่งให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างแน่วแน่ ตามความคิดเห็นที่ได้ระบุข้างต้น โดยพร้อมจะร่วมมือให้ข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สุดท้าย จะได้รับความร่วมมือจากรัฐ ในการเดินหน้าแก้ไขปัญหานี้มากเพียงใด กับผลประโยชน์ที่สูญเสียไปกับโรงแรมเถื่อนที่ผ่านมา คงเป็นความหวังที่ภาคเอกชนต้องการจะเห็นจากรัฐบาลชุดนี้