“ร้านกาแฟ” เวียดนามบูม อานิสงส์ชนชั้นกลางขยายตัว !



หลายปีที่ผ่าน หนึ่งในประเทศที่นักลงทุนต่างนึกถึงคือ “เวียดนาม” ที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีจีดีพีโตเร็วอันดับต้น ๆ ของโลก โดยธนาคารโลกคาดว่าปีนี้จะขยายตัวระดับ 6.3%

ทุกวันนี้จะพบว่า เวียดนามได้เปลี่ยนโฉมไปจากเดิมมากโดยเฉพาะเมืองใหญ่ ๆ เพราะมีร้านค้าทันสมัยผุดขึ้นมากมายในย่านตัวเมือง ทั้งร้านขายเสื้อผ้าสไตล์เกาหลี รวมไปถึงร้านกาแฟนั่งชิล ที่มีทั้งแบรนด์เวียดนามและแบรนด์ข้ามชาติที่เข้ามาลงทุน

ขณะที่ไลฟ์สไตล์ของชาวเวียดนามรุ่นใหม่ ก็เปลี่ยนไปจากการนั่งจิบกาแฟบนเก้าอี้นั่งยอง ๆ ริมถนน มาสู่ร้านกาแฟหรือร้านคาเฟ่สไตล์น่ารักมากขึ้น เนื่องจากชนชั้นกลางขยายตัว

“ยูโรมอนิเตอร์” บริษัทวิจัย ระบุว่า ร้านกาแฟเชนในเวียดนาม มีอัตราการเติบโตสูงมากใน 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยมูลค่าตลาดโตเฉลี่ย 32% ต่อปี ซึ่งช่วยดันยอดการผลิตเมล็ดกาแฟเพิ่มขึ้นถึง 300% ด้วยเช่นกัน

ขณะที่ราคากาแฟในร้านริมถนนแบบดั้งเดิมของเวียดนาม ตกอยู่แก้วละ 15 บาท แต่ในร้านกาแฟสมัยใหม่สูงถึงแก้วละ 45-70 บาท หรือบางร้านราคาอาจสูงกว่านั้น แต่ด้วยกำลังซื้อที่สูงขึ้น ทำให้ชาวเวียดนามกลุ่มหนึ่งสามารถซื้อกาแฟในราคานี้ได้

ตัวแทนจาก “ไซง่อน คาเฟ่” หนึ่งในผู้ประกอบการร้านกาแฟในโฮจิมินห์ซิตีระบุว่า การลงทุนร้านกาแฟ 1 ร้านในโฮจิมินห์อยู่ที่ราว 5 ล้านบาท ขณะที่ราคากาแฟ 1 แก้ว ในร้านกาแฟสไตล์โมเดิร์น มีราคาเท่ากับเมล็ดกาแฟเวียดนามที่ยังไม่ได้คั่ว 1 กิโลกรัม จึงถือได้ว่ากำไรต่อแก้วนั้นค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

ขณะที่วันหนึ่ง ๆ มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนมากถึง 200-300 คน ดังนั้นถ้าผลประกอบการไปได้ดีเช่นตลอด ภายใน 2-3 ปีก็จะได้เงินลงทุนคืน

ร้านกาแฟถือเป็นหนึ่งธุรกิจมาแรงในเวียดนาม ทั้งที่เป็นเชนใหญ่อาทิ Highland Coffees ที่เมื่อปลายปีที่แล้วมีสาขาราว 53 แห่ง, Trung Nguyen มีสาขา 35 แห่ง, The Coffee House สาขา 20 แห่ง และ Phuc Long ราว 14 สาขา รวมทั้งทุนนอกอย่าง “สตาร์บัคส์” ก็ได้ขยายสาขาในเวียดนามเพิ่มขึ้นทุกปี

ขณะเดียวกันก็มีร้านกาแฟอิสระผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ร้านที่มาแรงคือ “Cong Caphe” ที่เริ่มต้นจากสาขาเดียวในฮานอยราว 5 ปีที่แล้ว ก่อนขยายแฟรนไชส์กว่าสิบสาขานอกเมืองหลวง ทั้งในดานัง และโฮจิมินห์

ความโดดเด่นของร้านนี้คือการตกแต่งสไตล์วินเทจด้วยสีเขียวทหาร มีกลิ่นอายความเป็นคอมมิวนิสต์ และพนักงานแต่งกายเหมือนทหารรบเก่าเมื่อ 40-50 ปีก่อน

อีกหนึ่งร้านที่กำลังเป็นกระแสคือ “The Note Coffee” ซึ่งมีสาขาตั้งอยู่ในใจกลางฮานอยและโฮจิมินห์ ชูจุดเด่นคือร้านที่ตกแต่งด้วยโพสต์อิตสีสันเต็มกำแพง โดยลูกค้าสามารถเขียนโพสต์อิตและแปะในร้านได้

ทั้งนี้ ร้านกาแฟส่วนมากในเวียดนามที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นร้านกาแฟของคนเวียดนามเอง ขณะที่แบรนด์ต่างชาติบางแบรนด์มักจะอยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากขาดความเข้าใจวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่พิเศษของคนเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันของร้านกาแฟจำนวนมากที่เกิดขึ้นในเวียดนามนับตั้งแต่ปี 2015 ทำให้เกิดการตัดราคากัน ขณะที่ค่าเช่าพื้นที่ก็แพงขึ้นด้วย ซึ่งร้านกาแฟเวียดนามมักจะมีประสบการณ์การบริหารน้อยกว่าแบรนด์ต่างชาติ จุดนี้ก็จะส่งผลให้แบรนด์เวียดนามบางร้านขาดทุนกระทั่งต้องปิดตัวลงได้

“Hoang Tung” ซีอีโอแห่งร้าน Pizza Home ให้ความเห็นว่า ร้านกาแฟสัญชาติเวียดนามมักจะทำตามกระแส เปิดตัวด้วยเมนูที่ครีเอทีฟ ราคาถูก ซึ่งไม่ยั่งยืน ดังนั้นหากต้องการดำเนินธุรกิจให้ตลอดรอดฝั่ง ต้องศึกษาการวางแผนการบริหารระยะยาว ใช้วัตถุดิบคุณภาพ และรับมือความต้องการลูกค้าที่หลากหลายและเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาได้เสมอ

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560

www.prachachat.net/aseanaec/news-72638

Comment Box