นางฟ้าในป่าลึก (Angel in the deepest place)



ถ้าไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ รับรองว่าเวเนซุเอลาจะยังครองตำแหน่งดินแดนแห่งความงามตลอดไปอย่างแน่นอน เพราะประเทศนี้มีทั้งสาวงามและธรรมชาติสวย อันเนื่องมาจากลักษณะภูมิประเทศที่มีความหลากหลาย คือมีตั้งแต่เทือกเขาแอนดิส มีที่ราบสูงยาโนส มีชายฝั่งทะเลแคริบเบียน และมีป่าฝนอเมซอน ซึ่งนั่นทำให้เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่น่าอยู่มาก ยิ่งถ้าย้อนกลับไปสมัยที่ยังเป็นประเทศเศรษฐีน้ำมันด้วยแล้ว ก็เรียกได้ว่าสรวงสวรรค์แห่งอเมริกาใต้ของแท้เลยก็ว่าได้

นางฟ้าในป่าลึก

เศรษฐกิจที่พังทลายลงมา ดึงเอาทุกๆ อย่างให้หล่นฮวบลงภายในเวลาอันรวดเร็ว ประกอบกับ ความพยายามแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดของรัฐบาล ก็ยิ่งฉุดให้ทุกอย่างดำดิ่งลงเหวลึกยิ่งกว่าเดิม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนำไปสู่ความอดอยาก และปัญหาอาชญากรรม จนคนในประเทศเองที่ยังพอมีเงินเหลือก็เตรียมย้ายออกนอกประเทศแล้ว ส่วนคนจนก็ต้องทนกันต่อไป

แม้ว่ารัฐบาลเวเนซุเอลาจะพยายามควบคุมสื่อไม่ให้นำเสนอภาพเชิงลบ แต่สถานการณ์ที่ย่ำแย่ ก็แผ่ขยายกว้างไปจนเกินกว่ารัฐบาลจะปิดมิด ประกอบกับสำนักข่าวต่างประเทศก็นำเสนอภาพเหล่านั้นออกไปสู่สายตาชาวโลก ก็ยิ่งทำให้ชาวต่างชาติไม่กล้าเดินทางมายังประเทศนี้ (ถ้าไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ)

แต่เชื่อหรือไม่ว่าภายใต้สถานการณ์ที่อันตรายแบบนี้ กลับมีนักท่องเที่ยวอีกจำนวนไม่น้อยที่พยายามหาวิธีเดินทางไปยังประเทศนี้ เพื่อไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ นั่นก็คือ น้ำตกแองเจล (Angel Fall)

น้ำตกแองเจล ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติคาไนมา (Canaima National Park) ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ห่างจากเมืองหลวงคาราคัส ออกไปประมาณ 700 กิโลเมตร ซึ่งไม่มีเส้นทางตรงจากเมืองหลวงไป หากนักท่องเที่ยวต้องการเดินทางไปที่นี่ ต้องนั่งเครื่องบินไปลงสนามบินภายในประเทศ เพื่อต่อเครื่องบินเล็ก 6 ที่นั่งไปยังอุทยานแห่งชาติ จากนั้นก็นั่งเรือแคนูต่อไปอีกเกือบวัน ก่อนที่จะเดินเท้าเข้าป่าไปอีกหลายกิโลเมตร แต่ถึงแม้ว่าการเดินทางจะยากลำบากและเสี่ยงเพียงใด ก็ยังมีนักท่องเที่ยว (ที่รักการผจญภัย) หาวิธีเดินทางไปกันจนได้

น้ำตกแองเจล

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต้องเริ่มต้นการเดินทางที่สนามบินนานาชาติไซมอน โบลิวา (Simon Bolivar International Airport) เพื่อนั่งเที่ยวบินโดยสารภายในประเทศไปยังเมือง “เปอร์โตออร์แดซ” (Porto Ordaz) โดยจะใช้เวลาบินเพียงแค่ 1 ชั่วโมง จากนั้นก็ต้องนั่งรถต่อไปยังเมือง “ซิวดัดโบลิวาร์” (Cuidad Bolivar) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบิน “โทมัส เดอ ฮีริส” (Tomás de Heres Airport) สนามบินเล็กๆ เพียงแห่งเดียว ที่นักท่องเที่ยวจะสามารถนั่งเครื่องบินเล็กต่อไปยังอุทยานแห่งชาติคาไนมา อันเป็นที่ตั้งของหนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดและสูงที่สุดในโลก

เครื่องบินเล็กขนาด 6 ที่นั่ง (รวมนักบิน) ไม่ได้มีกำหนดตารางบินที่แน่นอน จะออกเดินทาง เมื่อผู้โดยสารเต็ม (คล้ายๆ กับรถตู้โดยสารในบ้านเรา) โดยใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ บินที่ระดับความสูงไม่มากนัก จึงมองเห็นบรรยากาศภาคพื้นดินได้ค่อนข้างชัด และด้วยความที่เครื่องบินมีขนาดเล็กแบบนี้ ผู้โดยสารทุกท่านก็จะได้ที่นั่งติดหน้าต่างไปโดยปริยาย

ภาพจากมุมสูงแสดงให้เห็นว่าประเทศนี้ยังมีพื้นที่อีกกว้างใหญ่มากที่ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ในทางเกษตรกรรม มองเห็นเพียงแค่เหมืองแร่ของรัฐบาลเป็นหย่อมๆ เท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแนวนโยบายแบบสังคมนิยมที่จะยึดเอาจากคนรวยมาแจกจ่ายคนจน จึงทำให้คนไม่อยากทำอะไรมาก เพราะถ้ารวยไปก็โดนยึด ดังนั้นไม่ต้องคิดทำอะไรมาก เดี๋ยวรัฐบาลก็เอามาแจกอยู่ดี

อีกหนึ่งภาพที่บอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมิติหนึ่งของประเทศนี้ คือ ภาพพื้นที่กักเก็บน้ำเหนือเขื่อนกูริ (Guri Dam) ซึ่งเป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในเวเนซุเอลา ที่น่าสนใจก็เพราะเขื่อนนี้คือปัจจัยสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนี้ และช่วงที่ผ่านมาเกิดน้ำแล้งจนทำให้ผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ นำไปสู่ปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง (Black Out) อยู่หลายครั้งด้วยกัน

มีคำถามว่าทำไมประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างเวเนซุเอลา จึงไม่ใช้เชื้อเพลิงที่มีอยู่มาผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอ ซึ่งคำตอบของปัญหานี้มีจุดเริ่มต้นมาจาก “นโยบายของรัฐบาล!!!”

ย้อนไปในช่วงทศวรรษ 1960 ในสมัยที่น้ำมันราคาดีอยู่ รัฐบาลยุคนั้นมีนโยบายลดการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพื่อเอาไปส่งออกให้มากที่สุด และหันมาพึ่งพิงไฟฟ้าพลังน้ำแทน ทำให้ประเทศนี้พึ่งพิงไฟฟ้าจากพลังน้ำมากถึง 74% นับว่าเป็นนโยบายด้านพลังงานที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะถ้าน้ำแล้งขึ้นมาเมื่อใด ก็จะไม่มีไฟฟ้าจากที่อื่นมาทดแทน ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นทุกปีและบ่อยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ปรากฏการณ์เอลนินโญ (El Niño) กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก

การคิดแก้ปัญหาพลังงานในยุคที่เศรษฐกิจย่ำแย่ ยิ่งกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่าเดิม เพราะถึงเวลานี้รัฐบาลไม่มีเงินและไม่มีศักยภาพมากพอที่จะไปสร้างโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงได้ทันแล้ว (แม้ว่าราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะแสนถูก) ทำได้เพียงแค่มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ดับไฟวันละ 4 ชั่วโมง เพิ่มวันศุกร์ให้เป็นวันหยุดราชการ ลดชั่วโมงทำงานลงเหลือวันละ 5 ชั่วโมงครึ่ง รณรงค์ให้ผู้หญิงลดการใช้ไดรเป่าผม ลดการใช้เครื่องอบผ้า และขอร้องให้ห้างสรรพสินค้าปั่นไฟฟ้าใช้เอง

มาตรการต่างๆ เหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุสักเท่าไหร่ เพราะต้นทางของปัญหา อยู่ที่นโยบายรัฐบาลที่ไม่ยอมกระจายความเสี่ยง โดยใช้แหล่งไฟฟ้าที่หลากหลายและมีเสถียรภาพมากกว่า

ในบางพื้นที่ซึ่งมีน้ำตลอดทั้งปี และไม่ได้ใช้ไฟฟ้ามาก อย่างในเขตอุทยานแห่งชาติคาไนมา อาจจะเหมาะที่จะพึ่งพิงไฟฟ้าจากพลังน้ำทั้ง 100% แต่สำหรับกรุงคาราคัสแล้วพลังน้ำอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากพลังน้ำขนาดย่อมตั้งอยู่ริมทะเลสาบคาไนมาในเขตอุทยานฯ อาศัยน้ำจากน้ำที่ไหลมาจากน้ำตกหลายสาย รวมทั้งน้ำตกแองเจลที่ตกลงมาจากยอดเขาสูงจนเกิดเป็นแม่น้ำ “ชูรัน” (Churun River) ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำ “โอริโนโค” (Orinoco River) อันเป็นแม่น้ำสายหลักของเวเนซุเอลา

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงอุทยานแห่งชาติคาไนมา จะต้องนั่งเรือแคนูทวนแม่น้ำชูรันขึ้นไปอีกครึ่งวัน ซึ่งแม่น้ำค่อนข้างจะคดเคี้ยวและตื้นเขินในบางช่วง ทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก

เรือแคนูไม่สามารถล่องไปถึงน้ำตกได้ แต่จะส่งนักท่องเที่ยวขึ้นฝั่งยังปลายทาง เพื่อเดินเท้าลุยป่าเข้าไปอีก 2-3 ชั่วโมง ก่อนจะได้ชมความงามของน้ำตก สรุปแล้วคนที่จะมาชมน้ำตกแองเจลได้ นอกจากจะมีกำลังทรัพย์เป็นทุน มีความกล้า (และลูกบ้า) เป็นแรงผลักดันแล้ว ยังต้องมีร่างกายที่พร้อมเป็นปัจจัยประกอบกันด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วไม่มีทางไปถึงน้ำตกนางฟ้าแห่งนี้ได้เลย

อันที่จริงแล้วชื่อแองเจลนั้น ไม่ได้เกิดจากความงามเหมือนนางฟ้าอย่างที่หลายคนคาดเดากัน แต่ชื่อนี้ได้มาจากนักสำรวจชาวอเมริกันที่ชื่อว่า จิมมี แองเจล (Jimmy Angel) ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าค้นพบน้ำตกนี้ในปี ค.ศ. 1935 ผู้คนก็เลยเรียกชื่อว่าน้ำตกแองเจลตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าอดีตประธานาธิบดีชาเวซ จะพยายามให้เปลี่ยนมาเรียกชื่อตามภาษาพื้นเมือง และให้เหตุผลว่า น้ำตกนี้เป็นของเวเนซุเอลา ไม่ควรไปเรียกชื่อตามชาวอเมริกัน อย่างไรก็ตามแต่ ชื่อพื้นเมืองที่เรียกว่า “เคราปาคุถปาอิ เมรุ” (Kerepakupai merú) ก็ยังยากเกินไปที่จะออกเสียงและจดจำ ดังนั้นใครๆ ก็ยังเรียกชื่อว่าน้ำตกแองเจลเหมือนเดิม และไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร น้ำตกแห่งนี้ก็ยังคงความงามและคงความท้าทายอยู่เช่นเดิม เพราะนี่คือหนึ่งในความงามที่เข้าไปถึงยากที่สุดในโลก!!!

ที่มา: โพสทูเดย์ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2559

http://www.posttoday.com/travel/world/467398

Comment Box