ท่อง “ไฮฟอง” ประตูสู่ฮาลองเบย์ ยลมรดกแห่ง “ธรรมชาติ-วัฒนธรรม”



“ฮาลองเบย์” ดินแดนแห่งเกาะน้อยใหญ่นับพันที่ถูกโอบล้อมด้วยผืนน้ำกว้างใหญ่ของอ่าวตังเกี๋ย ด้วยความสวยงามจึงได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลกในปี 2537 ถือเป็นสมบัติที่ชาวเวียดนามภาคภูมิใจ ทุก ๆ ปีจึงมีนักเดินทางมากมายมาเยือนสถานที่แห่งนี้ รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย ซึ่งที่ผ่านมาการเดินทาสู่ฮาลองเบย์นิยมเดินทางโดยเครื่องบินจากสุวรรณภูมิ-ท่าอากาศยานนานาชาตินอยไบ เมืองฮานอย และต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมงเพื่อโดยสารรถยนต์เข้าสู่ฮาลองเบย์อีกต่อหนึ่ง

แต่วันนี้การเดินทางสู่ฮาลองเบย์สามารถทำได้รวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้น เมื่อสายการบิน “เวียดเจ็ต” ได้เปิดเที่ยวบินตรงจากสุวรรณภูมิ-ไฮฟอง ทุกวันจันทร์-พุธ-ศุกร์ และอาทิตย์ วันละ 1 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมออกเดินทางเที่ยวบินปฐมฤกษ์กรุงเทพฯ-ไฮฟอง เที่ยวบินที่ VZ920 เพื่อสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งฮาลองเบย์และเมืองไฮฟอง โดยเครื่องบินสายการบินเวียดเจ็ตออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลาประมาณ 15.20 น. ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.ก็ถึงที่หมายคือ ท่าอากาศยานนานาชาติกั๊ตบี เมืองไฮฟอง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จากนั้นเดินทางต่อด้วยรถยนต์อีกราว 2 ชม.เพื่อเข้าสู่เมืองฮาลอง ระยะทางประมาณ 70 กม.

สำหรับเมืองไฮฟอง (Haiphong) นั้น ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม เป็นเมืองท่าที่สำคัญของเวียดนามรองจากเมืองดานัง มีท่าเรือท่องเที่ยวและท่าเรือน้ำลึกสำหรับขนส่งสินค้าและอุตสาหกรรมหลายแห่ง ด้วยตำแหน่งที่ตั้งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเช่นนี้ จึงส่งผลให้มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

ส่วนบทบาทด้านการท่องเที่ยวนั้น “ไฮฟอง” เปรียบเสมือนประตูด่านหน้าสู่ฮาลองเบย์ จึงกำลังส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวในเมืองให้มากขึ้น โดยปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองฮาลองมากที่สุดคือ ชาวจีน เกาหลี และไทย

ระหว่างทางสามารถแวะช็อปปิ้งกันได้ที่ฮาลอง ไนต์ มาร์เก็ต (Ha Long Night Market) ตลาดนัดยามค่ำคืนของเมืองฮาลอง มีสินค้ามากมายทั้งกระเป๋า รองเท้า สินค้าหัตถกรรม เสื้อผ้า โดยพ่อค้าแม่ขายในตลาดสามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว ต่อรองราคากันได้เต็มที่

รวมทั้งสามารถชมความสวยงามของสะพานใบ๋ จ๋าย (Bai Chay Bridge) ที่ช่วงกลางคืนจะมีการฉายแสงสีลงบนตัวสะพานจนดูเหมือนกับสายรุ้ง รวมทั้งชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “Sun World Ha Long Park” เมกะโปรเจ็กต์จากนักธุรกิจอสังหาฯชาวเวียดนามที่ลงทุนถมทะเลเพื่อเนรมิตสวนสนุก ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก โรงแรม และโครงการที่อยู่อาศัยไว้บนพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ไม่ไกลจากฮาลองเบย์ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา คาดว่าอีกประมาณ 6 ปีจะแล้วเสร็จทั้ง 100% และเชื่อว่าจะกลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

วันรุ่งขึ้น คณะเดินทางมุ่งหน้าสู่ฮาลองเบย์ เนื่องจากเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศจึงค่อนข้างเย็นประมาณ 14 องศา และมีฝนตกปรอย ๆ ตลอดทั้งวัน แม้ท้องฟ้าจะไม่แจ่มใส แต่ก็ไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของฮาลองเบย์หายไปเลย ซึ่งนอกจากการล่องเรือชมความสวยงามอ่าวแล้ว ยังมีถ้ำหินงอกหินย้อยที่สวยงามกว่า 300 ถ้ำ

โดยหนึ่งในไฮไลต์ คือ ถ้ำเพียง กุง หรือถ้ำวังสวรรค์ ภายในมีหินงอกหินย้อยรูปลักษณ์สวยงามแปลกตา จึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมไม่ขาดสาย

เมื่อเต็มอิ่มกับการล่องเรือชมฮาลองเบย์แล้ว จุดหมายถัดมาคือ “เกาะกั๊ตบา” (Cat Ba Island) 1 ใน 2 เกาะที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวฮาลอง มีพื้นที่ประมาณ 260 ตร.กม. เป็นจุดทิ้งระเบิดและจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทั้งในสมัยสงครามฝรั่งเศสและสงครามสหรัฐอเมริกา จึงมีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ทั้งอุโมงค์หลบภัย และป้อมปืนใหญ่ซึ่งตั้งอยู่เหนือภูเขาสูง 177 เมตร มีแนวบังเกอร์เก่าแก่ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์

อันสวยงามของเกาะกั๊ตบาและแนวชายฝั่งของอ่าวฮาลองได้อย่างเต็มสายตา

นอกจากนี้ บนเกาะกั๊ตบายังมีโรงแรม ร้านอาหาร ใกล้กับแนวชายฝั่งให้เลือกพักและแฮงเอาต์มากมาย หรือจะเลือกไปชายหาดกั๊ตโก 1 และกั๊ตโก 2 ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองกั๊ตบาเพียง 1 กม.ที่เงียบสงบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัว หลังจากพักผ่อนที่เกาะกั๊ตบา 1 คืน รุ่งเช้าคณะเราจึงออกเดินทางโดยเรือโดยสารเพื่อกลับไปยังเมืองไฮฟองอีกครั้ง การกลับขึ้นฝั่งชมเมืองไฮฟองอีกครั้งในยามกลางวันทำให้เห็นทัศนียภาพและอาคารบ้านเรือนของที่นี่อย่างชัดเจน

โดยเฉพาะความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมที่มีกลิ่นอายจากฝรั่งเศสตั้งแต่สมัยอาณานิคม เช่น โรงละครโอเปร่าของเมืองไฮฟอง (Hai Phong Opera House) ที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส โดยมีต้นแบบจากโรงอุปรากรปาแลการ์นีเยในปารีส แต่จะเปิดให้ชมด้านในเฉพาะเมื่อมีงานแสดงสำคัญ ๆ เท่านั้น

และสำหรับผู้ที่อยากชมสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมก็สามารถไปชม “วัดเหง่” (Nghe Temple) วัดเก่าแก่ที่สร้างเพื่ออุทิศให้กับวีรสตรีผู้ก่อตั้งเมืองไฮฟอง ที่มีจุดเด่นคืองานสลักหินที่โดดเด่นสวยงาม หรือสำหรับผู้ที่ต้องการแสวงโชคก็สามารถไปวัดดวงกันได้ที่โดเซิ่น กาสิโน กาสิโนแห่งแรกของเวียดนาม และอนุญาตให้เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติเล่นได้เท่านั้น กรณีที่หมดเนื้อหมดตัวก็มีบริการรับส่งให้ หรือกรณีที่มือขึ้นก็มีบริการส่งถึงที่พร้อมบอดี้การ์ดด้วย เนื่องจากกาสิโนแห่งนี้อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองพอสมควร

“ไฮฟอง” จึงนับเป็นอีกเมืองที่มีสีสันหลากหลาย ใครวางแผนจะไปเยือนฮาลองเบย์อย่าลืมพ่วงโปรแกรมท่องเมืองไฮฟองไปด้วย รับรองว่าจะได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ของเวียดนามแน่นอน

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2559

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1479951503

Comment Box