อาเซียนรัดเข็มขัด “ตรุษจีน” ลุ้นอานิสงส์ “นักท่องเที่ยวจีน”



วันปีใหม่จีนหรือที่รู้จักกันในชื่อ “ตรุษจีน” ถือเป็นงานเฉลิมฉลองที่ยาวที่สุดและสำคัญที่สุดในปฏิทินจีน คนจีนจะหลั่งไหลกลับภูมิลำเนา มีประมาณการว่าช่วงเทศกาลนี้จะมีชาวจีนเดินทางกว่า 3,000 ล้านครั้ง และไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในประเทศจีน แต่เกิดขึ้นทั่วโลกในทุกถิ่นที่คนจีนอยู่อาศัย รวมทั้งในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม แม้กระทั่งไทย

ตรุษจีนถือเป็นช่วงเวลาที่คนจีนหรือคนเชื้อสายจีนออกมาจับจ่ายใช้สอยมากที่สุด แต่ปีนี้ที่โลกยังเผชิญ “มรสุมเศรษฐกิจ” หลายประเทศในอาเซียนคาดการณ์ว่า “การใช้จ่ายช่วงตรุษจีนปีนี้จะลดลง”

ผลสำรวจของ “ยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ แบงก์” (ยูโอบี) ระบุว่า ตรุษจีนปีนี้ชาวสิงคโปร์จะมีการใช้จ่ายลดลงประมาณ 11% จากเฉลี่ย 2,805 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคน เหลือราว 2,503 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคน

นายฟรานซิส ตัน นักเศรษฐศาสตร์ของยูโอบีกล่าวว่า การรัดเข็มขัดในช่วงเทศกาลไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง โดยการสำรวจความคิดเห็นชาวสิงคโปร์ 4 ใน 5 คน มองว่า สถานการณ์เศรษฐกิจปีนี้น่าจะเหมือนเดิม หรือไม่ก็แย่กว่าปีที่ผ่านมา

“แม้ชาวสิงคโปร์คาดว่าจะใช้จ่ายน้อยลงในตรุษจีนปีนี้ แต่พวกเขาก็ยังอยากจะรักษาธรรมเนียมดั้งเดิมไว้ เช่น การมอบอั้งเปา” นายตัน กล่าว และเสริมว่า แม้ในช่วงเทศกาลราคาอาหารบางชนิดจะสูงขึ้นเท่าตัว จากปัญหาสภาพอากาศซึ่งกระทบต่อซัพพลายอาหาร แต่ก็ไม่สามารถขัดขวางชาวสิงคโปร์จากความพยายามที่จะเลี้ยงอาหารดี ๆ แก่ครอบครัวในช่วงวันหยุดสำคัญนี้ ซึ่งจะส่งผลให้มีการใช้จ่ายด้านอาหารเพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน

ขณะที่ “มาเลเซีย” ซึ่งมีประชากรเชื้อสายจีนอาศัยอยู่มากไม่แพ้กัน สมาคมการท่องเที่ยวมาเลเซีย-จีน คาดการณ์ว่าปีนี้ชาวมาเลเซียที่เคยเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศในช่วงเทศกาลวันปีใหม่จีน ตัวเลขจะลดลง โดยอาจต้องอาศัยการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งปัจจุบันคนจีนก็ยังครองแชมป์ชาติที่มีกำลังบริโภคมากที่สุดและเดินทางท่องเที่ยวมากที่สุดของโลก

นางสาวมินต์เหลียงรองประธานสมาคมท่องเที่ยวแห่งมาเลเซีย เผยว่า ช่วงตรุษจีนปีนี้น่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมายังมาเลเซียเพิ่มขึ้น 20-30% จากปีก่อน โดยปีที่แล้วมีชาวจีนเดินทางเข้ามาราว 2 แสนคน ปีนี้อาจแตะถึง 4 แสนคน และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังคงเป็นตัวที่ทำรายได้ให้กับประเทศเป็นอย่างดีในช่วงเศรษฐกิจขาลง โดยนักท่องเที่ยวจะนิยมมาพักผ่อนเมืองที่ติดทะเล และตอนนี้โรงแรมในเมืองที่ติดกับทะเลได้ถูกจองเกือบเต็มหมดแล้ว

ส่วน “เวียดนาม” ที่เมื่อปลายปีก่อนรัฐบาลได้ประกาศลดวันหยุดปีใหม่จีนจากปกติ 9-10 วัน เหลือเพียง 7 วัน (26 ม.ค.-1 ก.พ.) ก็อาจทำให้การจับจ่ายในช่วงเทศกาลของเวียดนามลดลง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคาดหวังว่าช่วงเวลาตรุษจีน หรือเทศกาล “เต็ต” ปีนี้ ซึ่งเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของประเทศ จะเป็นช่วงที่ได้ตักตวงผลประโยชน์จากการ “ดื่ม” ของผู้คนและนักท่องเที่ยว

โฆษกของกระทรวงคมนาคมระบุว่า ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดของเวียดนามอย่าง “ฮาเบโก” คาดว่าจะขาย “ฮานอย เบียร์” ได้ 147 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 6.1% ด้านกรมอุตสาหกรรมและการค้าแห่งเวียดนาม ได้ออกมาคาดการณ์ว่า “ไซ่ง่อน เบียร์” จะขายได้เพิ่มขึ้นถึง 30% เป็น 40 ล้านลิตร

โดยที่ทางการจะช่วยกระตุ้นตลาดตลอดช่วงเทศกาล เนื่องจากอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถือเป็นธุรกิจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวียดนาม ประกอบกับที่รัฐบาลนับเป็นการถือหุ้นใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้

ผลสำรวจจากสมาคมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เวียดนามเผยว่าในปี 2015 เวียดนามมีการผลิตเบียร์รวม 3.4 พันล้านลิตร และคาดหวังว่าการผลิตเบียร์จะเพิ่มขึ้นถึง 4 พันล้านในปี 2020 โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมาการบริโภคเบียร์ของชาวเวียดนามได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทะลุ 3 พันล้านลิตรต่อปี ซึ่งเฉลี่ยแล้วชาวเวียดนามจะดื่มเบียร์เฉลี่ยคนละ 27.4 ลิตรต่อปี ถือเป็นชาตินักดื่มลำดับที่ 25 ของโลก

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 มกราคม 2560

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484726264

Comment Box