“ซี.พี.แลนด์” ทุ่มเพิ่มพอร์ตโรงแรม รุกเปิดเซ็กเมนต์ใหม่ “คอนวีเนี่ยน โฮเต็ล”



เปิดเกมรุกเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมอย่างหนักในช่วงปี 2 ปีที่ผ่านมาสำหรับกลุ่ม “ซี.พี.แลนด์” บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจหลัก ๆ

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมสัมภาษณ์ “สมเกียรติ เรือนทองดี” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ “นราวดี วรวณิชชา” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการลงทุนและบริหารโรงแรม บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด ถึงทิศทางการลงทุนและขยายฐานธุรกิจในกลุ่มธุรกิจของโรงแรมของกลุ่ม ซี.พี.ไว้ดังนี้

“สมเกียรติ” เริ่มต้นให้สัมภาษณ์ว่า ในปี 2558-2559 ที่ผ่านมา ซี.พี.แลนด์ได้ทยอยเปิดให้บริการโรงแรมในเครือข่ายในต่างจังหวัดมาเป็นระยะ จากเดิมที่มีโรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน กรุงเทพฯ โรงแรม 5 ดาว 400 ห้อง ที่เปิดให้บริการมากว่า 20 ปีแล้ว

ปัจจุบัน ซี.พี.แลนด์เปิดให้บริการโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจในต่างจังหวัดไปแล้วรวม 4 แห่ง ประกอบด้วย โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว นครพนม โรงแรมระดับ 4 ดาว ขนาด 118 ห้อง โรงแรมฟอร์จูน วิวโขง นครพนม โรงแรมระดับ 3 ดาว ขนาด 118 ห้อง โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว เชียงของ เชียงราย โรงแรมระดับ 4 ดาว ขนาด 174 ห้อง และโรงแรมฟอร์จูน ดี (Fortune D) แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นบัดเจตโฮเต็ล ขนาด 79 ห้อง

หากรวมกับโรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน กรุงเทพฯ กลุ่ม ซี.พี.แลนด์มีโรงแรมในเครือรวม 5 แห่ง คิดเป็นจำนวนห้องพักรวมกว่า 800 ห้อง

สำหรับในปี 2560 นี้ ซี.พี.แลนด์ยังมีแผนเปิดให้บริการโรงแรมในกลุ่ม “ราคาประหยัด” อย่างต่อเนื่อง โดยที่สรุปแล้วมี 3 แห่ง ประกอบด้วย โรงแรมฟอร์จูน ดี พลัส (Fortune D Plus) เขาใหญ่ นครราชสีมา, โรงแรมฟอร์จูน ดี (Fortune D) จังหวัดเลย และโรงแรมฟอร์จูน ดี (Fortune D) จังหวัดบุรีรัมย์

“คอนเซ็ปต์ของแบรนด์ฟอร์จูน ดี จะเน้นให้บริการเฉพาะห้องพักเป็นหลัก ส่วนแบรนด์ฟอร์จูน ดี พลัส จะเป็นโรงแรมที่นอกจากจะให้บริการห้องพักแล้ว ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามา เช่น สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส ฯลฯ”

ขณะเดียวกันก็ยังคงมองหาโลเกชั่นที่มีความพร้อมสำหรับการลงทุนในอนาคต ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงโฟกัสเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจ อาทิ ระยอง, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, นครราชสีมา ฯลฯ โดยตั้งเป้าขยายการลงทุนไว้ที่ 14 แห่ง ภายในปี 2561 หรือมีจำนวนห้องรวมที่ราว 1,900 ห้อง

“สมเกียรติ” บอกอีกว่า สำหรับโรงแรมในเซ็กเมนต์ 3 ดาวและ 4 ดาว ภายใต้แบรนด์ Fortune D และ Fortune D Plus ของกลุ่ม ซี.พี.แลนด์นั้น จะเรียกว่า Convenience Hotel หรือคอนวีเนี่ยนโฮเต็ล

ไม่เรียกว่า “บัดเจตโฮเต็ล” เหมือนผู้ประกอบการรายอื่น ๆ

ทั้งนี้ เป็นเพราะว่ากลุ่ม ซี.พี.แลนด์จะเน้นลงทุนบนทำเลที่ตั้งที่หาง่าย แบบไม่ต้องใช้กูเกิลแมปก็สามารถหาเจอ และเป็นโรงแรมที่เป็นมิตร ใจกว้าง และให้บริการกาแฟสดที่บริเวณล็อบบี้ตลอดทั้งวัน รวมทั้งเป็นโรงแรมของนักธุรกิจและนักเดินทางอย่างแท้จริง โดยจะให้บริการอินเทอร์เน็ตไวไฟที่แรงและเร็ว มีบริการ HD TV และ HD Channel ของทรูวิชั่นส์

ที่สำคัญ ราคาเป็นมาตรฐานทุกวัน จะไม่มีการปรับขึ้น-ลงตามดีมานด์-ซัพพลายตลาด หรือเทศกาล โดย Fortune D ขายที่ 790 บาทต่อห้องต่อคืน และ Fortune D Plus ขายที่ 1,200 บาทต่อห้องต่อคืน

สำหรับการขยายตัวของโรงแรมในกลุ่มคอนวีเนี่ยนโฮเต็ลนั้น “สมเกียรติ” บอกว่า จะขยายแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรีบ และดูจากโอกาสและความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก คาดว่าภายใน 3 ปีข้างหน้าจะขยายได้ 5-10 แห่งต่อปี โดยมีคอนวีเนี่ยนโฮเต็ล แบรนด์ Fortune D และ Fortune D Plus เป็นหัวหอก

“ถ้าได้โลเกชั่นที่ดี การก่อสร้างของเราตอนนี้ค่อนข้างเร็ว ใช้เวลาแค่ 9-10 เดือนก็เสร็จแล้ว จากยุคก่อนที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 12 เดือน เนื่องจากเราออกแบบโรงแรมให้เป็นโปรโตไทป์ใกล้เคียงกัน”

ด้าน “นราวดี วรวณิชชา” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการลงทุนและบริหารโรงแรม ให้สัมภาษณ์เสริมว่า ปัจจุบันกลุ่ม ซี.พี.แลนด์มีโรงแรมอยู่ 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1.ซิตี้โฮเต็ล อาทิ โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน กรุงเทพฯ, แกรนด์ เมอร์เคียว นครศรีธรรมราช เป็นต้น

2.รีสอร์ตโฮเต็ล อาทิ โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว นครพนม, ฟอร์จูน วิวโขง นครพนม, ฟอร์จูน ริเวอร์วิว เชียงของ เชียงราย เป็นต้น และ 3.คอนวีเนี่ยนโฮเต็ล ซึ่งเป็นแบรนด์ Fortune D และ Fortune D Plus

“ทิศทางการลงทุนเราจะดูจากความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่เป็นหลัก แต่คงเห็นการขยายตัวของกลุ่มคอนวีเนี่ยนโฮเต็ลที่มากขึ้น เนื่องจากลงทุนต่ำแห่งละประมาณ 120 ล้านบาท การก่อสร้างก็เร็ว หากเทียบกับแกรนด์ เมอร์เคียว นครราชสีมา แห่งเดียวเราลงทุนไปถึง 1,000 ล้านบาท”

สำหรับแนวทางการพัฒนานั้น “นราวดี” บอกว่า ใช้ 2 แนวทางควบคู่กันไป คือ ลงทุนเองทั้งหมด นับตั้งแต่หาที่ดินมาพัฒนา กระทั่งเปิดให้บริการ และ 2.ซื้อกิจการเดิม แล้วนำมารีโนเวตใหม่

ทั้งนี้ เชื่อว่าภาพรวมของธุรกิจโรงแรมขณะนี้และในอนาคตยังคงไปได้ดี เนื่องจากภาคธุรกิจด้านการท่องเที่ยวยังคงมีทิศทางที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่กลุ่ม ซี.พี.แลนด์ก็ยังคงเดินหน้าลงทุนสร้างโรงแรมใหม่รองรับการขยายของตลาด บวกกับมีทีมงานที่เชี่ยวชาญในการทำการตลาด จึงเชื่อมั่นศักยภาพของ “ซี.พี.แลนด์” ในวันนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่ากลุ่มเชนโรงแรมขนาดใหญ่เลย

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486366447

Comment Box