จับเทรนด์ธุรกิจดาวรุ่ง “คราฟต์เบียร์ไทย” เบื้องหลังความฮิต-โอกาสสะดุด-ฉุดพลังผู้ผลิต? (2)



จากตอนแรก (คลิกอ่าน จับเทรนด์ธุรกิจดาวรุ่ง “คราฟต์เบียร์ไทย” เบื้องหลังความฮิต-โอกาสสะดุด-ฉุดพลังผู้ผลิต (1) ) ที่พาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับคราฟต์เบียร์

เบียร์ทำเองที่กำลังฮิตในหมู่นักดื่มบ้านเราที่แสวงหาคุณภาพ ความแปลกใหม่ และต้องการสุนทรียภาพ จนหลายรายไม่เพียงแค่ดื่ม แต่หันมาผลิตเอง ดื่มเอง ขายเองด้วย อย่างเช่น “เปี๊ยก” พิพัฒนพล พุ่มโพธิ์ แอดมินเพจ Craft Brewery is not a crime และผู้ผลิตคราฟต์เบียร์แบรนด์ Golden coins และ “ชิต” พ.อ.วิชิต ซ้ายเกล้า ผู้ผลิตคราฟต์เบียร์แบรนด์ “ชิตเบียร์” และผู้ร่วมก่อตั้งคราฟต์เบียร์แบรนด์ “สโตนเฮด” ที่ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ได้มีโอกาสพูดคุยถึงกระแสคราฟต์เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ฮิตในหมู่ชนชั้นกลางไทยตอนนี้

และไม่ใช่แค่ 2 คนนี้เท่านั้นที่อยากจะเพิ่มรสชาติเบียร์ในแบบฉบับของตัวเอง แต่ปัจจุบันมีแบรนด์คราฟต์เบียร์ไทยเกิดขึ้นกว่า 50-60 ราย ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 6-7 ปี

รสชาติเบียร์ในแบบฉบับของตัวเอง

ถึงแม้จะได้รับความนิยม แต่หนทางคราฟต์เบียร์ไทยนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อการทำคราฟต์เบียร์จำหน่ายยังเป็นเรื่องไม่ถูกกฎหมายของไทยเสียทีเดียว โดย “ผศ.ดร.เจริญ เจริญชัย” อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี นักวิชาการด้านเครื่องดื่มมีดีกรี ระบุว่า กฎหมายที่ตรงกับเรื่องนี้ที่สุด คือ ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง วิธีการบริหารงานสุรา พ.ศ.2543 ส่วนที่ 2 ว่าด้วยเรื่องการทำและขายส่งสุราแช่ชนิดเบียร์และชนิดสุราผลไม้ ซึ่งในข้อ 7.1 ท่อนหนึ่งระบุว่า

“ผู้ขออนุญาตต้องเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายไทยมีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด และมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท มีเงินค่าหุ้นหรือเงินลงทุนที่ชำระแล้วไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ในกรณีที่เป็นโรงงานเบียร์ขนาดใหญ่ จะต้องมีปริมาณการผลิตไม่ต่ำกว่า 10 ล้านลิตรต่อปี หรือถ้าผู้ใดจะทำโรงงานขนาดเล็ก ก็ต้องเป็นโรงงานเบียร์ขนาดเล็กประเภทผลิตเพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต (Brewpub) จะต้องมีปริมาณการผลิตไม่ต่ำกว่า 100,000 ลิตร แต่ไม่เกิน 1 ล้านลิตรต่อปี”

กติกาดังกล่าวทำให้บรูมาสเตอร์ หรือผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ชาวไทยหลายรายต้องใช้วิธีไปตั้งโรงงานผลิตเบียร์ในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม กัมพูชา หรือใช้วิธีไปจ้างผลิตในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ไต้หวัน และนำเข้ามาขายในไทยทั้งแบบเบียร์สดและเบียร์ขวด ซึ่งทำให้พวกเขาแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น

เบียร์สด

ปัจจุบันประกาศดังกล่าวถูกศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเพิกถอนไปเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 เนื่องจากเห็นว่าการจะออกข้อกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาตผลิตสุรา จะต้องออกเป็นกฎกระทรวง การออกเป็นประกาศกระทรวงจึงเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการออกกฎทำให้ศาลปกครองตัดสินเพิกถอนซึ่งระหว่างรอกติกาฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติห่งชาติ(สนช.) ทำให้กฎเกณฑ์การผลิตคราฟต์เบียร์ยังอยู่ในช่วงสุญญากาศ

หรือที่ไม่ถูกกฎหมาย เพราะไม่มีการเรียกร้อง

ขณะที่คราฟต์เบียร์ยังดูเลือนราง ต่างจากเหล้าชุมชนที่ถูกกฎหมายแล้ว ซึ่ง ผศ.ดร.เจริญระบุว่า การที่เหล้าชุมชนผ่านเป็นกฎหมายได้เนื่องจากในยุคหนึ่งชาวบ้านออกมาเรียกร้อง มีการชุมนุมเป็นเครือข่าย แต่คนทำคราฟต์เบียร์ไม่มีใครออกมาต่อสู้ เพราะคนที่ทำคราฟต์เบียร์มีอาชีพการงานของตัวเอง ไม่มีใครอยากเอาการงานเข้าไปเสี่ยง คราฟต์เบียร์จึงเป็นเหมือนงานอดิเรกของพวกเขาเท่านั้น ซึ่งหากไม่มีการเรียกร้อง การที่รัฐจะส่งเสริมด้านกฎหมายจึงเป็นไปได้ยาก

เหล้าชุมชนเป็นธุรกิจชุมชน ใช้วัตถุดิบในไทย

ด้าน “พิพัฒนพล” มองว่า เหล้าชุมชนเป็นธุรกิจชุมชน ใช้วัตถุดิบในไทย เปรียบเสมือนโอท็อป แต่คราฟต์เบียร์ไม่ใช่ ไม่มีอะไรที่ใช้ของไทยเลย การผ่านกฎหมายให้คราฟต์เบียร์จึงเป็นเรื่องยาก และก็เชื่อว่าไม่มีทางที่ภาครัฐจะแก้ไขกฎหมายให้ เพราะหากมองภาพรวมประเทศไทยแล้ว การจะแก้กฎหมายนั้น จะต้องมีเหตุให้ตัวกฎหมายถูกเอามาพิจารณา ซึ่งมองว่าคนทั่วไปอาจจะรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้อยากให้มีคราฟต์เบียร์หรือมีอะไรเกิดขึ้นมา บางคนอาจกังวลด้วยซ้ำว่าทำแล้วอาจเละเทะ เพราะบางคนยังมีทัศนคติว่าเบียร์เป็นสิ่งเสพติด

พิพัฒนพล พุ่มโพธิ์

“เพจ Craft brewery is not a crime ที่เป็นเพจความเคลื่อนไหวในวงการเบียร์ การจัดการประกวดเบียร์ เลยมีความคิดว่าไม่อยากพูดเรื่องกฎหมาย คือเราทำได้แค่เบียร์ เราเหมือนเด็กที่ครูด่ามากๆ ว่าเธอไม่มีทางเอาดีได้หรอก ซึ่งเด็กทำอะไรไม่ได้ จะงอแง ลาออก เกเร มันก็ไม่ใช่ สิ่งที่ทำได้คือ ต้องทำให้ได้ ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าได้ดีได้ และเราทำอะไรไม่ได้นอกจากเบียร์ หากเบียร์เราขายดี ไปชนะการประกวดที่นู่นที่นี่ มีคนตามมากิน ก็เป็นการพัฒนาประเทศ และเชื่อว่าเขา (ภาครัฐ) อาจจะหันกลับมามอง” พิพัฒนพลระบุ

ขณะที่ “วิชิต” มองว่า กรณีที่กลุ่มทำคราฟต์เบียร์ไม่มีการต่อสู้เพื่อพยายามผลักดันกฎหมายนั้นก็คงใช่ เพราะแค่ทำเบียร์อย่างเดียวก็ยากแล้ว การเดินแบบเส้นตรง เห็นปัญหาแล้วแก้เลย มักจะไม่ค่อยสำเร็จ นี่คือวิธีการต่อสู้ของตนที่ไม่จำเป็นจะต้องแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว ไม่ต้องมีอัศวินขี่ม้าขาว เราแค่ทำเบียร์ เพื่อให้เบียร์พูดแทนเรา แล้วบอกเคล็ดลับให้คนอื่นๆ ออกไปทำกัน เชื่อว่าจะทำให้ภาครัฐเห็นความตั้งใจและความต้องการของประชาชน

กฎหมายถ้าเปิดใจก็เป็นไปได้

“กฎหมายถ้าเปิดใจก็เป็นไปได้ สำหรับคนทำคราฟต์เบียร์ เราแค่พิสูจน์ว่าสิ่งที่เราทำเป็นศาสตร์และศิลป์ ถูกหลักอนามัย ใช้ศักยภาพของวัตถุดิบท้องถิ่น ภาครัฐอาจจะสนับสนุนด้วยการสร้างสตอรี่ให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นก่อน เพื่อให้เกิดการกระจายตัวจากท้องถิ่น เพราะหากมีแรงหนุนจากท้องถิ่น มันก็จะแข็งแรงได้ นอกจากนี้ การมีเรื่องราวยังไปหนุนการท่องเที่ยว เหมือนเวลาเราไปญี่ปุ่น เราก็อยากไปกินสาเก ดังนั้น มองว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้ายโลกก็จะบีบให้เราเปลี่ยนแปลงอยู่ดี” วิชิตกล่าว

กระแสความนิยมที่ยังไม่กระทบเบียร์หลัก

ถึงแม้จะเริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่า คราฟต์เบียร์ก็ยังเป็นเครื่องดื่มในหมู่คนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น โดย อ.เจริญ มองว่าความนิยมคราฟต์เบียร์จะไม่กระทบต่อตลาดเบียร์กระแสหลัก เพราะคนส่วนใหญ่ยังดื่มเบียร์กระแสหลัก และมีประชากรจำนวนมากที่ไม่ได้สนใจคราฟต์เบียร์ แต่เชื่อว่าหากเริ่มมีผลกระทบเมื่อไหร่ ก็จะมีการกระตุ้นให้กรมสรรพสามิตหันไปกวดขันคราฟต์เบียร์มากขึ้นแน่นอน
ด้าน “วิชิต” ระบุว่า มูลค่าตลาดคราฟต์เบียร์ไทยนั้นน้อยมาก หากเทียบกับเบียร์กระแสหลักที่มีมูลค่าตลาด 1.8 แสนล้านบาท คราฟต์เบียร์คงเป็นเพียงแค่ฝุ่นผง โดยปี 2559 ที่ผ่านมา คาดว่ามูลค่าตลาดคราฟต์เบียร์อยู่ที่ 30 ล้านบาท แต่เชื่อว่าปี 2560 จะเพิ่มเป็น 100-200 ล้านบาทได้ จากกระแสความนิยมคราฟต์เบียร์ที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับตามการเติบโตของชนชั้นกลาง

“การดื่มคราฟต์เบียร์เป็นการดื่มเพื่อสุนทรียภาพ ซึ่งคนใช้แรงงานที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังไม่มีกระบวนการรับรู้พอที่จะจินตนาการถึงความสุขที่เกิดจากตรงนี้ได้ เพราะพวกเขาไม่ว่างพอ ดังนั้น การที่จำนวนคนชนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตลาดก็จะโตตามคนชนชั้นกลาง ถึงแม้จะมีคนชนชั้นกลางอีกมากที่ยังเข้าไม่ถึงก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเพิ่งเริ่มตลาดคราฟต์เบียร์ จึงยังมีโอกาสให้เราได้โตอีก 50-100% เลยทีเดียว ขณะที่สหรัฐอเมริกาที่ตลาดเริ่มอยู่ตัวแล้วก็ยังโตปีละ 20% จากในช่วงแรกที่โต 100%”

มองอนาคตวงการคราฟต์เบียร์ไทย

ถึงแม้เรื่องของกฎหมายจะยังคลุมเครือ แต่เมื่อรถไฟขบวนคราฟต์เบียร์ไทยยังวิ่งต่อ จึงทำให้อดสงสัยถึงทิศทางอนาคตของคราฟต์เบียร์ไม่ได้ว่าจะมุ่งไปทางใด

“ปี 2560 เราจะเห็นการยกระดับของเบียร์ผิดกฎหมาย เป็นเบียร์ถูกกฎหมายมากขึ้น” เป็นคำกล่าวของ “พิพัฒนพล” ที่เล่าให้ฟังถึงอนาคตคราฟต์เบียร์ อย่างไรก็ตาม การถูกกฎหมายที่ว่านั้นส่วนใหญ่จะเป็นการถูกกฎหมายจากการไปผลิตในต่างประเทศและนำเข้ามา เพราะเชื่อว่ากฎหมายไม่น่าจะปรับเปลี่ยนไปจากเดิม นอกจากนี้ สิ่งที่จะเห็นมากขึ้นแน่นอนคือร้านขายคราฟต์เบียร์นั่นเอง

ขณะที่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีไปผลิตในต่างประเทศและนำเข้า แต่ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้ถูกกฎหมาย และมีสถานที่ผลิตในประเทศไทย ซึ่งก็คือ “โรงเบียร์มิตรสัมพันธ์” ที่ “วิชิต” บอกว่ากำลังก่อสร้างบนเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จใน 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะขอใบอนุญาตแบบเดียวกับโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง คือ สามารถต้ม ดื่ม และขายในสถานที่ผลิต โดยตั้งใจว่าจะผลิตให้เกิน 100,000 ลิตร/ปี แต่ไม่เกิน 1,000,000 ลิตร/ปี

วิชิต ซ้ายเกล้า

“แต่ที่แตกต่างคือ เราจะเป็นโรงเบียร์เปิด (open source brewery) คือเป็นโรงเบียร์ที่อนุญาตให้ใครก็ได้มาต้มที่นี่ สร้างแบรนด์ที่นี่ และขายที่นี่ โรงเบียร์จึงเป็นแค่อินฟราสตรัคเจอร์ ซึ่งหากมองแล้วเรามีทั้งการสอน มีสถานที่ให้ทำ และมีตลาดให้ จึงเปรียบเสมือนเป็นอีโคซิสเต็มเดียวกัน นี่จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้แบรนด์ใต้ดินที่มีอยู่กว่า 60 แบรนด์ กลายเป็นแบรนด์ที่ถูกกฎหมายได้ ส่วนจะทำได้ตามนั้นหรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่ต้องดูกันต่อไป

นอกจากนี้ จะมีการจัดอันดับแบรนด์ขายดีโดยให้ตลาดเป็นตัวตัดสิน ซึ่งแบรนด์ที่ได้ 5 อันดับแรก ก็จะแนะนำให้ไปผลิตที่กัมพูชา แล้วส่งกลับมาขายที่ไทย รวมถึงส่งขายไปทั่วโลกอีกด้วย”

อย่างไรก็ตาม “วิชิต” มองว่า ถึงแม้จะมีแบรนด์ที่ถูกกฎหมายแล้ว แต่แบรนด์ใต้ดินก็ยังคงมีอยู่ เพราะการเป็นใต้ดินจะทำให้เกิดการทดลอง เกิดอินโนเวชั่นใหม่ๆ ขึ้นนั่นเอง

จึงต้องติดตามต่อไปว่า สุดท้ายแล้วหนทางคราฟต์เบียร์ไทยจะมุ่งไปทางไหน บนความพยายามของพวกเขาที่ต้องการจะทำให้ “ศิลปะ” ที่พวกเขาสร้าง เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 7 มกราคม 2560

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1483633196

Comment Box