แนะก้าวทัน “เทคโนโลยี” รับมือนักท่องเที่ยว “เชิงธุรกิจ-ลักเซอรี่”



นักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจหรือผู้ที่เดินทางติดต่อธุรกิจทั้งในและระหว่างประเทศถือเป็นเซ็กเมนต์สำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา สภาการท่องเที่ยวโลก (World Travel & Tourism Council) ระบุว่าปัจจุบันการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจคิดเป็น 23% ของมูลค่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก 7.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีโอกาสเติบโต 3.7% ต่อปีตลอด 10 ปีข้างหน้า

โดยในปี 2025 จะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และ 50% ของการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและอีก 30% ในแอฟริกา

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่มุ่งจับลูกค้ากลุ่มนี้ยังต้องเผชิญความท้าทายจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถจัดการทริปของตนเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัททัวร์เหมือนในอดีต เช่นเดียวกับปัจจัยทางเศรษฐกิจที่อาจบีบให้ภาคธุรกิจมองว่าเรื่องนี้กลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย

ล่าสุดภายในงานประชุมสภาการท่องเที่ยวโลก(The Global Summit 2017) ได้กล่าวถึงการรับมือผลกระทบของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจเอาไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีแขกรับเชิญเป็นบริษัทท่องเที่ยวเชิงธุรกิจรายใหญ่อย่าง Wagonlit Travel จากเนเธอร์แลนด์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้ง Travelport ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มชำระเงินข้ามประเทศ และบริษัทบัตรเครดิต American Express รวมถึงสายการบินเจแปนแอร์ไลน์

โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่า เทคโนโลยีอย่างการประชุมทางไกลหรือวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ รวมถึงบริการอำนวยความสะดวกเรื่องเดินทางและที่พักอย่างอูเบอร์และแอร์บีแอนด์บีนั้นส่งผลลบกับธุรกิจเพียงเล็กน้อยเนื่องจากการเจรจาธุรกิจนั้นซับซ้อนและอ่อนไหว คู่เจรจายังต้องการเดินทางไปพบปะกันตัวต่อตัวและตรวจสอบปัจจัยต่าง ๆ ด้วยตนเอง

ส่วนบริการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ กลับช่วยเสริมความได้เปรียบให้กับบริษัททัวร์ทั้งด้านบริการแบบวันสต็อปเซอร์วิสและความยืดหยุ่นในการสร้างโซลูชั่นเสริมกับจุดแข็งเดิมอย่างความปลอดภัยและการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้รวดเร็ว

ขณะเดียวกันต้องสร้างโซลูชั่นที่ได้สมดุลระหว่างความคุ้มค่าและความสะดวกสบายเพื่อตอบโจทย์ทั้งบริษัทต้นสังกัดที่ต้องการความคุ้มค่าและตัวนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสะดวกสบาย

ในส่วนของกลุ่มนักท่องเที่ยวหรูนั้นเป็นอีกกลุ่มที่มีศักยภาพเนื่องจากกำลังซื้อสูงพร้อมจ่ายเพื่อสิ่งที่ต้องการแต่ก็มีโจทย์ใหญ่เรื่องพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้นิยามความ “หรู” ของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน

โดยเซสชั่นนี้มีตัวแทนผู้ประกอบการค้าปลีก โรงแรมและเรือสำราญร่วมแสดงความคิดเห็นทั้งสยามพิวรรธน์, เครือโรงแรมฮ่องกงแอนด์เซี่ยงไฮ้ และเครือเลอบัวโฮเทลแอนด์รีสอร์ท รวมถึงบริษัทเรือสำราญซิลเวอร์ซี ซึ่งต่างมองว่าปัจจุบันผู้บริโภคมีข้อมูลมากขึ้นทำให้ความคาดหวังสูงขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องปรับตัวโดยแชร์ข้อมูลระหว่างกันเพื่อสร้างประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีพครบวงจรมากกว่าสินค้า-บริการของตนเพียงอย่างเดียวอาทิ เสนอโซลูชั่นครอบคลุมตั้งแต่ห้องพัก สถานที่ช็อปปิ้ง ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่มแบบตรงจุด

นอกจากนี้ผู้บริโภคระดับบน-ไฮเอนด์จำนวนไม่น้อยเริ่มสนใจประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของบริษัทที่ตนใช้บริการมากขึ้นจึงเป็นโจทย์ใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องเพิ่มความเข้มข้นและสื่อสารโครงการซีเอสอาร์ออกไปในวงกว้างด้วยช่องทางที่มีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาชุมชนและแม่น้ำเจ้าพระยาของสยามพิวรรธน์ มาตรฐานการปล่อยของเสียของเรือสำราญที่สูงกว่าข้อกำหนดทาง กม. ซึ่งเป็นเรื่องที่กลุ่มเป้าหมายยังไม่รับรู้

เรื่องเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ที่ผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวต้องตีให้แตกเพื่อชิงความได้เปรียบในช่วงที่ตลาดกำลังเปลี่ยนผ่าน…

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจวันที่ 2560

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493873340

Comment Box