“อีลิทการ์ด” รุกปั้นบัตรเวอร์ชั่นใหม่ เน้นจับไลฟ์สไตล์ลูกค้า-กลุ่มต่างชาติพักระยะยาว



“ทีพีซี” ลุยปั้นบัตรอีลิทการ์ดรูปแบบใหม่ เตรียมชงที่ประชุมบอร์ดภายในเดือนมกราคมนี้ เผยเน้นจับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต-ทำงานของลูกค้ามากขึ้น พร้อมเจาะกลุ่มผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติที่ต้องการพำนักในประเทศไทยระยะยาว แจงผลประกอบการปี′59 ยอดขายพุ่งเกินเป้า กำไรโตขึ้นกว่า 82% เดินหน้าขยายฐานกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง คาดช่วยกระตุ้นอุตฯท่องเที่ยวกว่า 1.7 พันล้านบาท

นายพฤทธิ์ บุปผาคำ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (ทีพีซี) ผู้ให้บริการบัตรสมาชิกพิเศษ “ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด” (อีลิทการ์ด) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เข้ามาบริหารทีพีซีกว่า 1 ปี พบว่า ทีพีซีเป็นบริษัทที่มีอนาคต เพราะเป็นบริษัทที่มุ่งนำเสนอ “โปรดักต์ ไทยแลนด์” ด้วยกลยุทธ์การดึงคนจากทั่วโลกมาพำนักที่ประเทศไทย (Rerotation) เพื่อสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ ตลอดจนนักธุรกิจนักลงทุน และกลุ่มชาวต่างชาติที่ต้องการพำนักในประเทศไทยในระยะยาว

"อีลิทการ์ด" รุกปั้นบัตรเวอร์ชั่นใหม่ เน้นจับไลฟ์สไตล์ลูกค้า-กลุ่มต่างชาติพักระยะยาว
เอาใจสมาชิก – ทีพีซี หรือไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด ยังคงเดินหน้าและเพิ่มความเข้มข้นด้านการตลาด ด้วยการมุ่งจัดกิจกรรมที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์กลุ่มสมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ร่วมสนับสนุนงาน PIMEX 2017 ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3

เตรียมออกบัตรรูปแบบใหม่เสริม

โดยปี 2560นี้ บริษัทจะผลักดันในมิติของการดึงชาวต่างชาติเข้ามาพำนักระยะยาวในไทยมากขึ้น จากเดิมที่อาจเน้นมิติการเข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนเท่านั้น โดยภายในเดือนมกราคมนี้ได้เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ทีพีซี เกี่ยวกับการเพิ่มผลิตภัณฑ์บัตรใหม่อีก 3-4 ผลิตภัณฑ์ เน้นไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและการทำงานของลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น

อาทิ บัตรที่มอบสิทธิประโยชน์ด้านการอนุญาตให้สมาชิกชาวต่างชาติสามารถทำงานและมีรายได้ขณะพำนักอาศัยในราชอาณาจักรไทยซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบวีซ่าพิเศษที่ไม่ถึงกับทำงานเต็มรูปแบบแต่ให้ทำงานตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ซึ่งจะมีการหารือเกี่ยวกับข้อกำหนดต่อไปทั้งนี้ เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์บัตรใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์นี้

นายพฤทธิ์กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ทีพีซีได้เพิ่มผลิตภัณฑ์บัตรใหม่ไปแล้วในปี 2559 เพื่อตอบโจทย์ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเป็นครอบครัว ทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว เพื่อตอบสนองความต้องการอันหลากหลายมากขึ้น โดยได้ทดลองเปิดขายเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับอย่างดี มีแนวโน้มเติบโตต่อไปในอนาคต

และนับตั้งแต่ปี 2556 ที่ได้ดำเนินการขายบัตรใหม่อีกครั้ง บริษัทก็มีการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ขยายฐานลูกค้ากลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพระดับสูง (High-value Travelers) พร้อมเพิ่มความน่าเชื่อถือ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่โครงการบัตรอีกครั้ง อาทิ มีการจัดทำผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบประเทศไทยที่มีการเข้าออกบ่อยครั้ง และต้องการพักอาศัยในระยะสั้นเมื่อปี 2557 อย่าง Elite Easy Access ที่มีระยะเวลา 5 ปี และมีค่าสมาชิกอยู่ที่ 5 แสนบาท ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมาก

รายได้-กำไรปี′59 ทะลุเป้า

สำหรับผลประกอบการในปี 2559 (สิ้นสุด 30 กันยายน 2559) นั้น นายพฤทธิ์กล่าวว่า บริษัทมีรายได้ 360 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 350 ล้านบาท โดยมีกำไรกว่า 195.07 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไรอยู่ที่ 107.34 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นกว่า 82%

ส่วนสมาชิกใหม่ในปี 2559 อยู่ที่ 715 คน สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 600 คน โดยแบ่งเป็นลูกค้าที่ถือบัตรค่าสมาชิก 5 แสนบาท จำนวน 589 ราย ซึ่งถือเป็นประเภทบัตรที่มีศักยภาพในการทำกำไรสูง และทำให้บริษัทกลับมามีกำไรอีกครั้ง

และจากข้อมูลสิ้นสุด ณ วันที่ 16 ธันวาคม 2559 บริษัทมีลูกค้าบัตรสมาชิกพิเศษ หรือ Exclusive Member Club จำนวนทั้งสิ้น 4,037 ราย เป็นสมาชิกก่อนปี 2556 (สิทธิประโยชน์ฟรีตลอดชีพ) 2,508 ราย และเป็นสมาชิกใหม่ ระหว่างปี 2556-2559 จำนวน 1,529 ราย โดยยอดสมาชิกใหม่นี้เป็นการโอนจากสมาชิกเก่าเพียงแค่ 13 ราย โดยยอดขายสมาชิกปี 2559 มีอัตราเฉลี่ยเดือนละ 60 ราย ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้กว่า 10% จากที่ตั้งเป้าไว้เฉลี่ยเดือนละ 54 ราย

นายพฤทธิ์กล่าวต่อไปว่า หลังจากการเปิดขายอีกครั้งในปี 2556 พบว่า มีการเข้ามาของชาวยุโรปและชาวญี่ปุ่นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยชาติที่เป็นสมาชิกสูงสุด 5 อันดับแรก (หลังจากเปิดการขายอีกครั้งในปี 2556เป็นต้นมา) ได้แก่ อังกฤษ 198 ราย รองลงมาคือ จีน 149 ราย ฝรั่งเศส 128 ราย สหรัฐอเมริกา 126 ราย และญี่ปุ่น 103 ราย

เพิ่มน้ำหนักตลาด “ยุโรป-ญี่ปุ่น”

“บริษัทตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2560 จะมีการเติบโตด้านรายได้ กำไร และจำนวนสมาชิกเพิ่มอีก 10% ด้วยการรุกตลาดลูกค้ายุโรปและญี่ปุ่นมากขึ้น โดยต้องการดันลูกค้าชาวญี่ปุ่นขึ้นอันดับ 1 ภายในปี 2561 เพราะญี่ปุ่นเป็นตลาดที่มีความสัมพันธ์ดีกับเศรษฐกิจไทย เพราะมีฐานการลงทุนต่าง ๆ ในประเทศไทย”

นายพฤทธิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ทีพีซีมีส่วนส่งเสริมสนับสนุนและขยายฐานทางการตลาดของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพระดับสูง ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม จากยอดสมาชิกบัตรไทยแลนด์ อีลิทการ์ด ที่มีอยู่ประมาณ 4,000 กว่าราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่มีคุณภาพในการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และได้นำเงินมาใช้จ่ายในประเทศไทย เฉลี่ย 117,000 บาทต่อครั้ง

ทั้งนี้ จากข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2558-ธันวาคม 2559 พบว่า มีสมาชิกเดินทางเข้ามาประเทศไทยสูงถึง 14,768 ครั้ง คิดเป็นเม็ดเงินเข้าประเทศกว่า 1,727 ล้านบาท ตรงนี้ยังไม่นับรวมถึงค่าสมาชิกรายละ 500,000 บาท หรือกว่า 2,000 ล้านบาท และการกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อมที่ชาวต่างชาติเหล่านี้ได้นำเงินมาลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซื้อบ้าน คอนโดมิเนียม หรือรถยนต์หรู หรือการใช้บริการต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินอีกจำนวนมหาศาล

สนับสนุนงาน PIMEX 2017

นายพฤทธิ์กล่าวต่อไปอีกว่า เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัทได้เป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดงาน Phuket International Boat Show 2017 (PIMEX 2017) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งเป็นงานแสดงเรือระดับนานาชาติ ที่มีชาวต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาร่วมชมงานเป็นจำนวนมากทุกปี โดยบริษัทมั่นใจในศักยภาพของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีศักยภาพเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากถึง 10 ล้านคนต่อปี และมีเม็ดเงินกระตุ้นการท่องเที่ยวภูเก็ตสูงถึง 26,000 ล้านบาทต่อปี

อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติพำนักอาศัยอยู่จำนวนมาก ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทย รวมถึงสมาชิกบัตรอาศัยอีกกว่า 170 คน โดยเสน่ห์ของการมาเที่ยวภูเก็ตอย่างหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติชื่นชอบมากก็คือ การล่องเรือ ฉะนั้นกลุ่มเป้าหมายหลักของงาน PIMEX 2017 จึงเป็นกลุ่มชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งตรงตามเป้าหมายของบริษัท

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 มกราคม 2560

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484201195

Comment Box