วีซ่าจับมือพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ทำธุรกรรมการเงินดิจิตอลรูปแบบใหม่



บริษัทวีซ่า ผู้ให้บริการด้านเครือข่ายเพื่อการชำระเงินระดับโลก ที่ได้เชื่อมโยงผู้บริโภคและธุรกิจไว้ด้วยกัน รวม ทั้งธนาคารและภาครัฐ กว่า 200 ประเทศและเขตปกครอง โดยมีวีซ่าเน็ต หนึ่งในระบบเครือข่ายการทำงานด้านเงินตราดิจิตอลที่ทันสมัยมากที่สุดระบบหนึ่งของโลกสามารถประมวลและควบคุมการทำธุรกรรมได้กว่า 6.5 หมื่น รายการในหนึ่งวินาที

 

ซึ่งในปีนี้ วีซ่าได้เปิดศูนย์กลางนวัตกรรมและการพัฒนาไฮเทคชั้นนำ ในซิลิคอนวัลเล่ย์, เอเชีย และยุโรป ทั้งเปิดตัวบริการใหม่ในชื่อ วีซ่า เช็กเอาต์ ถือเป็นการดึงบัตรเครดิตของวีซ่า ขึ้นไปเก็บไว้บนอินเตอร์เน็ตผ่านระบบแอพพลิเคชันโมบายช็อปปิ้งและเว็บไซต์ของผู้ค้า โดยขณะนี้มีคนใช้บริการ วีซ่า เช็กเอาต์ มากกว่า 14 ล้านบัญชี ภายใน 16 ประเทศ รวมถึงร้านค้าที่ให้บริการเป็นหลายแสนร้านค้า และอีกกว่า 900 สถาบันทางการเงิน ทั้ง มีแผนที่จะขยายการให้บริการเพิ่มขึ้นอีก 5 ประเทศ ในแถบยุโรปและอินเดียสิ้นปีนี้ โดยคาดว่า วีซ่า เช็กเอาต์จะให้บริการในร้านค้าในสหรัฐอเมริกา ผ่านเอสดีเคของเบรนทรี บริษัทด้านประมวลผลข้อมูลบัตรเครดิต เร็วที่สุดในปีหน้า

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทวีซ่า รายงานว่า มีปริมาณรายการค้า กว่า 113 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว

สำหรับภายในงานโมบายล์เวิลด์คองเกรสที่ผ่านมา วีซ่าได้ประกาศขยายถึงการนำเทคโนโลยีการชำระเงินรูปแบบใหม่ไปยังบริษัทที่มีเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเชื่อมอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ อาทิ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับสวมใส่, รถยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ, เสื้อผ้า, และอุปกรณ์เชื่อมต่อ เป็นต้น ขณะที่วีซ่า ผู้ให้บริการรับชำระค่าสินค้าและบริการ ในงานมหกรรมการแข่งขันโอลิมปิก และพาราลิมปิก ที่นครริโอ เดอ จาเนโร ก็ได้ออกวีซ่า เพย์เมนต์ ผลิตแหวนแบบอุปกรณ์สวมใส่ให้กับนักกีฬาที่ตนสนับสนุน โดยใช้แหวนดังกล่าวแตะไปที่เครื่องหักเงินแบบสัมผัสริง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่นักกีฬาต้องพกเงินและโทรศัพท์มือถือไว้กับตัว

 

กลุ่มคนจำนวนนี้รวมไปถึง อิบติฮัจ มูฮัมหมัด โดยเธอเป็นหนึ่งในตัวแทนของสหรัฐฯ คนแรกของโลกที่ร่วมในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกภายใต้ผ้าคลุมฮิญาบในปีนี้ที่ริโอโอลิมปิก บอกว่าพอใจกับการบริการชำระเงินของวีซ่าด้วยแหวนสัมผัสดังกล่าว นอกจากนี้ วีซ่าได้ร่วมกับเพย์พาล ในโครงการ วีซ่า ดิจิตอล เอนนาเบอร์เมนต์ โปรแกรม ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถถอนหรือโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีเพย์พาลหรือแอพพลิเคชันจ่ายเงินเวนโม ไปยังบัญชีธนาคารผ่านเดบิตการ์ด วีซ่าได้แบบทันที ทั้งหมดนี้ถือเป็นความยืดหยุ่นที่ทำให้ผู้ใช้ทุกคนได้ประโยชน์

 

และเพื่อรักษาความปลอดภัย วีซ่ากำลังร่วมกับระบบไบโอเมตริก ซึ่งเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีทางด้านชีวภาพ ซึ่งระบบไบโอเมตริกนี้จะได้นำมาใช้ในธนาคาร เพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลของลูกค้าธนาคารผ่านการจดจำลายใบหน้า ก่อนที่จะเปิดบัญชีธนาคารหรือเข้าใช้บัญชีธนาคาร และบัญชีของลูกค้าเหล่านี้ก็จะปลอดภัยด้วยนวัตกรรมไบโอเมตริก
นายเควิน เจนคินส์ กรรมการผู้จัดการวีซ่าฝั่งอังกฤษและไอร์แลนด์ กล่าวว่า ลูกค้ามั่นใจทั้งวิธีการในการตรวจสอบผู้ที่มาใช้งานระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเช่นเดียวกับการเก็บข้อมูลในระบบไบโอเมตริก

 

โดยล่าสุด สถาบันการเงินอย่างบริษัทวีซ่า ก็ได้เข้าลงทุนในบริษัทบล็อกเชน ที่เป็นระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ เทคโนโลยีเบื้องหลังบิตคอยน์ สกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ วีซ่าและออราเคิลได้จับมือกันสร้างเครื่องมือใหม่ เพื่อให้นักการตลาดมีข้อมูลสถิติการวัดผลโฆษณาออนไลน์ที่ชัดเจนกว่าเดิม สิ่งที่น่าสนใจของโครงการนี้คือ การที่วีซ่าจะนำฐานข้อมูลลูกค้ามารวมกับศูนย์ข้อมูลคลาวด์ของ ออราเคิล จนกลายเป็นบริการใหม่ในชื่อ วีซ่า แอดเวอร์ทิสซิ่ง โซลูชัน

 

“บริการนี้มีจุดมุ่งหมายเป็นตัวช่วยให้เจ้าของธุรกิจและพนักงานทั่วไปสามารถเข้าใจว่าโฆษณาดิจิตอลกำลังมีผลต่อยอดขาย ทั้งในมุมออนไลน์และออฟไลน์อย่างไร รวมถึงการวัดผลแคมเปญที่ทำทั้งบนอุปกรณ์มือถือ บนหน้าจอ วิดีโอ และโซเชียล” นายไมค์ เลมเบอร์เจอร์ ผู้อำนวยการอาวุโสของบริษัทวีซ่า กล่าว

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 15 ตุลาคม 2559

www.thansettakij.com/2016/10/15/105169

Comment Box