การท่องเที่ยวยุคใหม่ สื่อสารผ่าน “โซเชียล” เอาใจฮิปสเตอร์



ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวมักได้รับแรงจูงใจในการท่องเที่ยวจากช่องทางโซเชียลมีเดียผ่านการบอกเล่าของทั้งนักท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์โดยตรงหรือBlogger ซึ่งจากการสำรวจของ four-pillars.co.uk พบว่า นักท่องเที่ยวกว่า 52% ได้รับอิทธิพลจากรูปภาพบน Facebook ในการเลือกสถานที่ท่องเที่ยว

นอกจากนี้ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มท่องเที่ยวบ่อยครั้งมากขึ้น และยังนิยมแสวงหาประสบการณ์ใหม่ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวที่แปลกตา คะแนนรีวิวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของธุรกิจท่องเที่ยวเพราะมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวมากขึ้นโดยระดับคะแนนที่คำนวณจากระดับความพึงพอใจในการใช้บริการของนักท่องเที่ยว รวมถึงคำแนะนำและข้อคิดเห็นที่ดีบนแพลตฟอร์มสำหรับจองที่พัก สามารถช่วยให้อัตราการเข้าพักของโรงแรมเพิ่มขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสในการปรับราคาห้องพักอีกด้วย

โดยจากงานวิจัยของ Cornell University ระบุว่า อัตราคะแนนชื่อเสียงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น 10% จะทำให้ราคาที่พักมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 8.9% ในขณะที่อัตราเข้าพักจะเพิ่มขึ้น 5.4% และรายได้ห้องพักเฉลี่ยต่อห้อง (RevPar) เพิ่มขึ้นราว 14.2% ธุรกิจท่องเที่ยวจึงหันมาใช้ Blogger หรือ Influencer ในการทำกลยุทธ์ด้านการตลาดผ่านสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น

จากข้อมูลของเว็บไซต์ TripAdvisor พบว่า นักท่องเที่ยวเข้ามาให้คำแนะนำและความคิดเห็นในเว็บไซต์เพิ่มขึ้นถึง 50% ต่อปี ทำให้เกิดผู้นำด้านการท่องเที่ยว(Influencer) ที่มักนำเรื่องราวในการท่องเที่ยวแต่ละวันมาบันทึกไว้บนเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย

และจากการสำรวจของTomoson.comพบว่า มีบริษัทด้านการท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 60% วางแผนที่จะเพิ่มค่าใช้จ่ายการทำการตลาดผ่าน Influencer เหล่านี้เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถกระจายข้อมูลไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวได้กว้างขึ้น สร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ และยังช่วยเพิ่มโอกาสในการขายอีกด้วย

Hawaii Tourism Department ได้ริเริ่มโครงการ #LetHawaiiHappen โดยใช้ Influencer เพื่อนำเสนอมุมมองแปลกใหม่แก่นักท่องเที่ยวผ่านช่องทาง Instagram ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักของโครงการก็เพื่อกระตุ้นทั้งนักท่องเที่ยวใหม่ และให้นักท่องเที่ยวเดิมหันกลับมาท่องเที่ยวอีกครั้ง

และยังคาดหวังให้นักท่องเที่ยวที่เคยมาเที่ยวใช้โซเชียลมีเดียโพสต์รูปภาพหรือวิดีโอพร้อมแฮชแท็ก(User Generated Content) มากขึ้นด้วย ทั้งนี้ หลังจากการใช้ Influencer ทำการตลาด ส่งผลให้ในระยะเวลา 1 ปี มียอดโพสต์มากถึงราว 1 แสนโพสต์ และ 65% ของคนที่เห็นภาพหรือวิดีโอจากโครงการนี้มีความคิดและวางแผนไปท่องเที่ยวที่ฮาวายภายใน 2 ปีข้างหน้าอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการชื่อเสียงของแบรนด์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วย ซึ่งหากไม่สามารถควบคุมการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือมีการโฆษณาที่เกินความเป็นจริง และส่งผลในทางลบได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งจากการสำรวจของ Google Consumer Surveys โดย Go Fish Digital พบว่า ธุรกิจมีโอกาสเสียลูกค้าถึง 22% หากพบว่ารีวิวด้านลบบนอินเทอร์เน็ตเพียง 1 วิว และจะมีโอกาสเสียลูกค้ามากถึง 70% ถ้าพบว่ามีรีวิวด้านลบมากกว่า 3 รีวิวขึ้นไป

ด้วยเหตุนี้ การบริหารจัดการชื่อเสียงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญ โดยกลยุทธ์ควรเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการค้นหาและตรวจสอบข้อมูลปัจจุบันของธุรกิจที่อยู่บนออนไลน์ว่า ข้อมูลที่ระบุทั้งสถานที่ตั้ง บริการที่นำเสนอ และช่องทางการติดต่อนั้นถูกต้อง และมีการอัพเดตตลอดเวลา

รวมถึงการติดตามสิ่งที่ถูกพูดถึงและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจบนออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการใช้GoogleAlert, Hootsuiteหรือ ReviewPro นอกจากนี้ การตอบคำถามและการให้คำแนะนำอย่างสม่ำเสมอก็สามารถช่วยให้นักท่องเที่ยวจดจำและเกิดความไว้วางใจกับธุรกิจมากขึ้นรวมถึงจะช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดรีวิวด้านลบต่อธุรกิจอีกด้วย

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 พฤษภาคม 2560

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1495691797

Comment Box