“ธุรกิจโรงแรม” กำไรพุ่ง แอร์ไลน์วูบติดหล่ม “ราคาน้ำมัน”



ปี 2560 ที่ผ่านมาประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 35.4 ล้านคน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2559 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.9 ส่วนใหญ่มาจากจีน อาเซียน และยุโรป ตามลำดับ ในจำนวนนี้ก่อให้เกิดรายได้เข้าประเทศคิดเป็นมูลค่ารวม 1.82 ล้านล้านบาท

ขณะที่ตลาด “ไทยเที่ยวไทย” หรือคนไทยที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศนั้นคิดเป็นจำนวน 153 ล้านคน-ครั้ง ขยายตัวร้อยละ 4.39 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และก่อให้เกิดรายได้ 9.57 แสนล้านบาท หรือขยายตัวร้อยละ 8.38 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ 2559

หากรวมทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศพบว่า ประเทศไทยมีรายได้จากภาคธุรกิจท่องเที่ยวในปี 2560 ที่ผ่านมารวม 2.78 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.5 เมื่อเทียบกับปี 2559

“ดิ เอราวัณ” โตทุกเซ็กเมนต์

การขยายตัวอย่างชัดเจนของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากภูมิภาคเอเชีย อเมริกา แอฟริกา รวมถึงยุโรปนี้ ส่งผลให้ภาคธุรกิจโรงแรมโดยรวมของประเทศได้รับอานิสงส์และเติบโตได้อย่างชัดเจนเช่นกัน

จากข้อมูลของบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่า ในปี 2550 ที่ผ่านมาดิ เอราวัณ กรุ๊ป มีรายได้รวม 6,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% มีกำไรสุทธิ 506 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% และหากดูเฉพาะไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจท่องเที่ยว

ไทยนั้นมีกำไรพุ่งถึง 56%

ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากการประกอบธุรกิจโรงแรมรวม 5,773 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%

ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2560 นั้นดิ เอราวัณ กรุ๊ป ได้เปิดให้บริการโรงแรมภายใต้แบรนด์ “ฮ็อปอินน์” หรือ HOP INN เพิ่มอีก 4 แห่งคือ นครสวรรค์ ลพบุรี ขอนแก่น และกาญจนบุรี ส่งผลให้มีโรงแรมที่เปิดให้บริการ ณ สิ้นปี 2560 จำนวน 52 โรง และมีจำนวนห้องพักทั้งหมด 7,328 ห้อง

ขณะเดียวกันโรงแรมในกลุ่ม 5 ดาว ซึ่งประกอบด้วย แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ, เจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ , เรเนซอง เกาะสมุย, เดอะ นาคา ไอแลนด์ฯ ภูเก็ต มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 2% และมีกำไรเพิ่มขึ้น 9%

เช่นเดียวกับกลุ่มโรงแรมระดับกลาง คือ คอร์ทยาร์ด โดย แมริออท กรุงเทพฯ, เมอร์เคียว กรุงเทพฯ สยาม ฮอลิเดย์ อินท์ พัทยา และเมอร์เคียว พัทยา โอเชี่ยน รีสอร์ท มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 9% และมีกำไรเพิ่มขึ้น 12% เช่นกัน

ส่วนโรงแรมราคาประหยัด ที่ให้บริการอยู่ 10 แห่งใน 6 จังหวัดท่องเที่ยว คือ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต สมุย หัวหิน และกระบี่ มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 8% และมีกำไรเพิ่มขึ้น 13%และกลุ่มโรงแรมบัดเจ็ท ที่ดำเนินการภายใต้แบรนด์ “ฮ็อป อินน์” นั้น มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 54% และมีกำไรเพิ่มขึ้น 53%

“เซ็นทรัล-ไมเนอร์” โต 8-9%

ส่วนบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า จำกัด (มหาชน) หรือ เซ็นเทล พบว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมามีรายได้รวม 20,345 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% และหากโฟกัสเฉพาะธุรกิจโรงแรมพบว่า มีรายได้รวม 9,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% และมีกำไรสุทธิ 1,991 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7%

การเติบโตของรายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของอัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้น 0.8% และจากราคาห้องพักเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 0.9% ส่งผลให้ราคาต่อห้องพักเฉลี่ยทั้งหมดเพิ่มขึ้น 1.9%

เช่นเดียวกับบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่ระบุว่า มีรายได้จากการดำเนินงานรวมในปี 2560 จำนวน 58,644 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปี 2559 และมีกำไรสุทธิ 12,724 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปี 2559

ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากธุรกิจโรงแรม 30,970 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% และในจำนวนนี้เป็นกำไรสุทธิจากธุรกิจโรงแรม 7,685 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%

ทั้งนี้ เป็นผลจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงแรมในประเทศไทย และกลุ่มโรงแรมภายใต้แบรนด์ “ทิโวลี” ในประเทศบราซิลและโปรตุเกส รวมถึงการดำเนินงานที่ดีขึ้นในประเทศมัลดีฟส์

ดุสิตฯ ขาย “โคราช” ทำกำไร

ด้านบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) รายงานถึงผลประกอบการสำหรับปี 2560 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 5,571 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ในสัดส่วน 2.7% มีกำไรสุทธิ 267 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 134% เมื่อเทียบกับปี 2559

โดยปัจจุบันที่ทำให้กลุ่มดุสิตธานีมีอัตราการเติบโตของกำไรที่พุ่งสูงขึ้นนั้นคือ กำไรจากการขายโรงแรมดุสิตปริ๊นเซส โคราช

ทั้งนี้หากโฟกัสลงไปในกลุ่มธุรกิจพบว่า รายได้จากธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก (สัดส่วน 82%) ของกลุ่มดุสิตธานี ลดลง 4.7% ทั้งนี้ เป็นผลจากโรงแรมทั้งในประเทศและต่างประเทศมีรายได้ลดลง

โดยโรงแรมในประเทศมีรายได้ลดลง 4.5% ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของอัตราการเข้าพัก การลดลงของงานสัมมนาและงานจัดเลี้ยงในช่วงแสดงความอาลัยและงานพระราชพิธีพระบรมศพ นอกจากนี้โรงแรมบางส่วนยังอยู่ในช่วงรีโนเวต คือ ดุสิต ลากูน่า ภูเก็ต และดุสิตธานี พัทยา

ขณะที่โรงแรมในต่างประเทศรายได้รวมลดลง 4.2% เนื่องจากบริษัททำการปรับปรุงห้องพักโรงแรมดุสิตธานี มะนิลา จะมีเพียงดุสิตธานี มัลดีฟส์ ที่มีอัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้น

แอร์ไลน์ติดกับดักภาษีน้ำมัน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรมนั้นกลับพบว่า ในกลุ่มธุรกิจสายการบินนั้นกลับมีตัวเลขกำไรที่ปรับตัวลดลงอย่างหนัก บริษัทที่ยังประสบปัญหาขาดทุนก็ยังคง “ขาดทุน” อย่างหนักต่อไป

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีตัวเลขขาดทุนสุทธิสำหรับปี 2560 อยู่ที่ 2,072 ล้านบาท บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ที่มีตัวเลขขาดทุนสุทธิสำหรับปี 2560 จำนวน 1,825 ล้านบาท

ด้านบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย มีกำไรสุทธิลดลงจากปี 2559 จำนวน 392 ล้านบาท หรือ 21% เช่นเดียวกับบริษัท การบินกรุงเทพฯ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ที่มีกำไรลดลงจากปี 2559 จำนวน 980 ล้านบาท หรือ 55.4%

ทั้งนี้ พบว่าปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจสายการบินประสบปัญหาทั้งในด้าน “รายได้” และ “กำไร” สำหรับปี 2560 ที่ผ่านมามี 2-3 ประเด็นใหญ่ ๆ คือ ภาวะการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะในด้านราคาตั๋วโดยสาร และผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเมื่อต้นปี รวมถึงต้นทุนราคาน้ำมันอันเนื่องมาจากราคาเฉลี่ยน้ำมันในตลาดโลกปี 2560 ที่ปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับปี 2561 นี้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติของประเทศไทยจะพุ่งไปถึงกว่า 37 ล้านคน พร้อมคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากภาคธุรกิจท่องเที่ยวรวมกว่า 3 ล้านล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม และสายการบินต้องเร่งปรับตัวตั้งรับและเปลี่ยน “วิกฤต” ให้เป็น “โอกาส” ให้ได้…

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 มีนาคม 2561

www.prachachat.net/tourism/news-125197

Comment Box