จับตา ! ท่องเที่ยวไทยปี”61 ททท.ตั้งเป้ากวาดรายได้รวม 3.1 ล้านล้าน



เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยในปี 2560 ที่ผ่านมา จะสร้างรายได้รวมได้ที่ 2.76 ล้านล้านบาท และคิดเป็นสัดส่วน 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดทำแผนการตลาดด้านการท่องเที่ยวไว้ตั้งแต่ต้นปี หรือมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 35 ล้านคน และรายได้จากตลาดคนไทยท่องเที่ยวในประเทศ (ไทยเที่ยวไทย) 9.5 แสนล้านบาท

โดยนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ และครองสัดส่วนมากถึงเกือบ 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ยังคาดการณ์ด้วยว่า ปี 2561 นี้จะเป็นปีที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องเผชิญความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะการแข่งขันจากหลาย ๆ ประเทศที่ให้ความสำคัญกับการทำตลาดท่องเที่ยวมากขึ้น รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก

ตั้งเป้าปี”61 รายได้ 3.1 ล้านล้าน

สำหรับในปี 2561 นี้ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ททท.ได้วางเป้าหมายการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวในปีหน้าอีก 10% หรือมีรายได้รวมที่ 3.1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.1 ล้านล้านบาท และรายได้จากการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ 1 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ จะยึดหลักการทำงานตามยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว อาทิ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ต้องเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน, การปรับปรุงแผนวิสาหกิจ ททท. ให้สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบันรวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ซึ่งการท่องเที่ยวอยู่ในยุทธศาสตร์ที่ 3 เศรษฐกิจเข้มแข็งและแข่งขันได้ ซึ่งได้วางเป้าหมายการขับเคลื่อนรายได้การท่องเที่ยวในปี 2564 ไว้ที่ประมาณ 4 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคนและการยกระดับดัชนีศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทยที่ต้องไม่ให้ต่ำกว่าอันดับที่ 25 จากในปี 2560 ที่อยู่ในอันดับที่ 34

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ใหญ่ของ ททท. สำหรับปีนี้จึงมุ่งโฟกัสทำงานแบบลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น เพื่อเป้าหมายทะลุสู่มิติใหม่ ๆ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และเศรษฐกิจของประเทศ

เจาะนักท่องเที่ยวรายเซ็กเมนต์

โดยสำนักงานการท่องเที่ยวทั่วโลกมีแผนในแต่ละตลาดอย่างชัดเจนแล้ว โดยในส่วนของตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้นั้นจะมุ่งเพิ่มนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ (เฟิรสต์วิสิตเตอร์) ในเมืองรอง เช่น ประเทศจีน และอินเดีย ซึ่งปัจจุบันมีเที่ยวบินตรงจากสายการบินราคาประหยัดและเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) ให้บริการมากขึ้น

โดยทำแคมเปญเจาะตลาดความสนใจเฉพาะ หรือ “นิชมาร์เก็ต” เช่น นักท่องเที่ยวผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ ททท.เจาะมาได้ 2 ปีแล้ว โดยได้ยกให้เดือนสิงหาคมเป็นเดือนแห่งการท่องเที่ยวของผู้หญิง มีการจับมือกับพันธมิตรร้านค้าและบริการเพื่อมอบสิทธิประโยชน์แก่นักท่องเที่ยวผู้หญิงทั่วโลกที่เดินทางมาประเทศไทยผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่น Women”s Journey และมีแอปพลิเคชั่น “Family Fun” สำหรับเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวอาเซียนด้วยตลาดคู่แต่งงานและฮันนีมูน โดยจะมุ่งขยายตลาดที่มีศักยภาพอยู่แล้วอย่าง จีน รวมถึงฮ่องกง ออสเตรเลีย เป็นต้น

ส่วนตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ (เมดิคอล แอนด์ เวลเนส ทัวริซึ่ม) นั้นจะมุ่งเจาะเข้าไปหากลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพและขยายตัวสูง

รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (สปอร์ตทัวริซึ่ม) โดยนอกจากกอล์ฟแล้ว จะเน้นโปรโมตกีฬาใหม่ ๆ เพื่อเจาะคนรุ่นใหม่ เช่น มวยไทย การปั่นจักรยาน และอีเวนต์การแข่งขันวิ่งมาราธอนในไทยด้วย

เปิด สนง.ต่างประเทศเสริมทัพ

สำหรับตลาดระยะไกลอย่างโซนยุโรป แอฟริกา และตะวันออกนั้นประเมินว่า จะยังคงมีอัตราการเติบโตดีในทุก ๆ ตลาด โดยในปี 2561 นี้ ททท.มีแผนปรับโครงสร้างนักท่องเที่ยวสู่ตลาดกลางและบน โดยมองรายได้รวมที่ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี โดยหลักการทำงานจะเน้น 3 ส่วนหลัก คือ แอเรียเบส เซ็กเมนเตชั่น และโปรดักต์ โดยในส่วนแอเรียเบสนั้นจะยังคงรักษาตลาดหลัก และไปจับเมืองรองที่มีรายได้สูงเพิ่มขึ้น อาทิ ตลาดสหราชอาณาจักร จะบุกไปที่แมนเชสเตอร์ นิวคาสเซิล เป็นต้น รัสเซีย ก็จะบุกเมืองรอบ ๆ มอสโก ตลาดอเมริกา ซีแอตเติล แวนคูเวอร์ จะบุกไปที่ชิคาโก และวอชิงตัน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีแผนเจาะตลาดพื้นที่ใหม่ เช่น สำนักงานปราก จะบุกไปเปิดตลาดที่โปแลนด์, สาธารณรัฐเช็ก และฮังการี ตลาดซีไอเอส จะบุกคาซัคสถาน อุซเบกิสถาน สำหรับตลาดทางอเมริกาเหนือ จะเน้นที่แคนาดา ซึ่ง ททท.มีแผนจะเปิดสำนักงานที่กรุงโตรอนโต ส่วนละตินอเมริกา ตลาดบราซิลเป็นตลาดสำคัญ ซึ่ง ททท.ก็มีแผนเปิดสำนักงานที่เมืองเซาเปาโลเช่นกัน

ทั้งหลายทั้งปวงนี้เน้นไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ หรือเฟิรสต์วิสิตเตอร์ ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่เข้ามาช่วยเสริมฐานนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางซ้ำที่คุ้นเคยกับประเทศไทยเป็นอย่างดีแล้ว ให้มีจำนวนและรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

หนุน “ไทยเที่ยวไทย” ลดเสี่ยง

สำหรับปี 2561 นี้ถือเป็นปีแรกที่คาดว่าการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือตลาดไทยเที่ยวไทยจะมีมูลค่ารวมถึง 1 ล้านล้านบาท ทั้งนี้เป็นความตั้งใจที่ประเทศไทยต้องเร่งขยายโครงสร้างรายได้ตลาดในประเทศให้มีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 33% เพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจท่องเที่ยวของไทยในระยะยาวให้มีศักยภาพและยั่งยืน ที่สำคัญยังเป็นการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพิงตลาดต่างประเทศ หรือพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

โดยส่วนการส่งเสริมตลาดในประเทศนั้นจะให้ความสำคัญกับการเจาะกลุ่มศักยภาพผ่านโครงการต่าง ๆ ที่เคยดำเนินการมาแล้วในปีที่ผ่านมา เช่น “โครงการท้าเที่ยวข้ามภาค” เพื่อตอกย้ำแนวคิดการท่องเที่ยว คือ การค้นพบตัวเอง ในกลุ่ม Gen Y

“โครงการเก๋ายกก๊วน ชวนเที่ยวไทย” เพื่อเป็นการมอบสิทธิพิเศษในการเดินทางให้นักท่องเที่ยววัยเก๋า หรือกลุ่มผู้สูงวัย “โครงการ 12 เมืองต้องห้าม…พลาด Plus” โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น

“โครงการวันธรรมดาน่าเที่ยว” ขยายผลโดยร่วมมือกับพันธมิตรนอกอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (สถานีบริการน้ำมัน โรงภาพยนตร์ และห้างสรรพสินค้า) ในการส่งเสริมการขาย รวมทั้งต่อยอดแคมเปญสื่อสารในประเทศ “ท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง” โดยมุ่งกระตุ้นให้เกิดการเดินทางจริงหลังจากได้สร้างการรับรู้ในปีที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด หนึ่งประสบการณ์ลึกซึ้งมากคุณค่ากว่าที่คิด เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่บูรณาการทุกภาคส่วน และทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่แหล่งท่องเที่ยวคุณภาพชั้นนำของโลก และมีการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต รวมถึงกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม…

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 4 มกราคม 2560

www.prachachat.net/tourism/news-95937

Comment Box