ความท้าทายใหม่ท่องเที่ยวโลก กลุ่มนักเดินทาง “ไฮเอนด์” ลดจับจ่าย



นับเป็นนิมิตหมายเชิงบวกสำหรับภาคการท่องเที่ยวของไทย ที่ปีนี้ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจจากทั่วโลกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก หรือ “World Travel and Tourism Council Global Summit 2017” เพราะถือเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยได้แสดงความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวของเอเชียและของโลกต่อไป

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “ซาร่า ควินแลน” รองประธานอาวุโสด้านข้อมูลเพื่อการตลาด มาสเตอร์การ์ด ถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงเทรนด์ของการท่องเที่ยวทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกไว้ ดังนี้

โดย “ซาร่า” บอกว่า จากการประเมินพฤติกรรมของนักเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมายังคาดการณ์ว่า ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวทั่วโลกจะยังคงขยายตัวได้มากขึ้น เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในภาวะที่ถดถอยมากในปี 2018 ทำให้คนทั่วไปได้เปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนวิถีชีวิตไปแล้ว

จากก่อนหน้านั้นที่คนมักเก็บเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้เปลี่ยนมาเก็บเงินเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวแทน เพราะมองว่าการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นภาระระยะยาว หากเศรษฐกิจไม่ดีพวกเขาอาจตกงาน และอาจต้องเสียที่อยู่อาศัย

แต่การเดินทางท่องเที่ยวทำให้พวกเขาสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวและเพื่อนฝูงได้ ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวถือเป็นสิ่งที่พวกเขาจะสูญเสียไม่ได้ที่สำคัญการเดินทางท่องเที่ยวยังทำให้พวกเขาได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ อีกด้วย

ทั้งนี้ พบว่าการใช้จ่ายด้านการเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงราว 12-15%

เห็นได้ชัดเจนจากในประเทศอังกฤษ ที่แม้ว่าประเทศของเขาจะมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพราะมีเบร็กซิต แต่คนในประเทศอังกฤษก็ยังคงเดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่เป็นจำนวนมากเหมือนเดิม

อีกแนวโน้มหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจท่องเที่ยวทั่วโลกควรคำนึงถึง คือ ขณะนี้ผู้บริโภคหรือนักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง และมีศักยภาพในการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยได้มีปริมาณลดลงทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน, รัสเซีย, ตะวันออกกลาง หรือในยุโรป

เหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง รวมถึงพฤติกรรมการซื้อของขวัญให้กันก็ลดลงด้วยเช่นกัน

ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้มีหลายฝ่ายได้คาดการณ์กันว่า เมื่อเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น ผู้บริโภคหรือนักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มมีกำลังซื้อสูง และอยู่ในฐานะที่ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยได้ก็จะกลับมาจับจ่ายเหมือนเดิม แต่สภาพที่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้กลับพบว่าสถานการณ์ไม่ได้พลิกกลับมาเช่นนั้น เนื่องจากกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงไม่ได้อยากจะแสดงฐานะตัวเองที่เหนือกว่าคนอื่น ๆ อีกต่อไปแล้ว

“ซาร่า” บอกด้วยว่า จากการประเมินการจับจ่ายของกลุ่มลูกค้ามาสเตอร์การ์ดทั่วโลก พบว่าแนวโน้มของกลุ่มมีกำลังซื้อสูง ลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยลงนี้เริ่มเห็นชัดเจนมาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว

และก็คาดว่าจะเป็นแนวโน้มนี้ต่อไปอีกสักระยะ หรืออาจจะเป็นระยะยาวก็เป็นไปได้ เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในภาวะที่โก้หรู และไม่อยากแสดงออกว่าฉันร่ำรวยอีกต่อไปแล้ว ที่สำคัญนักท่องเที่ยวในยุคนี้จะให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเงินที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

“ปัจจุบันถ้าเรามองโดยภาพรวมจะพบว่ามีหลายประเทศที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ หลายประเทศยากจนลงเยอะ คนในกลุ่มที่มีกำลังซื้อหรือในระดับผู้นำก็เลยคิดว่ามันคงไม่ดีถ้าเผื่อว่าพวกเขาจะใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือย”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ก็มีข้อยกเว้นคือ แม้ว่าการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือยจะลดลงแต่ในการใช้จ่ายเกี่ยวกับโรงแรมที่พักไม่ได้ลดลง จึงเห็นว่าโรงแรมหรูสบายยังอยู่ได้ และได้รับความนิยมอยู่เหมือนเดิม

ต่อคำถามที่ว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่เป็นกลุ่มระดับกลางนั้นในทั่วโลกคิดเป็นสัดส่วนสักกี่เปอร์เซ็นต์ของตลาดรวม “ซาร่า” บอกว่า ขอติดตัวเลขตรงนี้ไว้ก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่บอกได้เลยทันที คือ ขณะนี้คนที่มีรายได้ปานกลางเป็นกลุ่มที่ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกและมีการใช้จ่ายมากที่สุด

เรียกว่าในทุกประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางเป็นกลุ่มที่ทรงพลังอย่างมาก อย่างในประเทศจีนที่เราเห็นว่าค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทรงตัวนั้น ก็เป็นที่มาจากกลุ่มรายได้ปานกลางมีการใช้จ่ายมากขึ้น แต่กลุ่มที่มีรายได้สูงนั้นชะลอการใช้จ่าย

“ตลาดจีนแม้ว่าจะเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ แต่ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มระดับกลาง”

ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาคิดเป็น 27% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่พบว่าค่าใช้จ่ายด้านโรงแรมของนักท่องเที่ยวจีนเท่ากับ 8% และใช้จ่ายด้านค้าปลีก 16% เท่านั้น

หากเทียบกับนักท่องเที่ยวจากอังกฤษ อเมริกา ก็จะพบว่าในตลาดดังกล่าวนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยกว่ามาก แต่การใช้จ่ายกลับสูงกว่ามหาศาล

สำหรับประเทศไทย “ซาร่า” บอกว่า เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากว่า แม้ประเทศไทยจะเผชิญกับปัญหาความวุ่นวายต่าง ๆ เป็นระยะ แต่นักท่องเที่ยวกับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เช่นเดียวกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ทั้งเวียดนาม, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ลาว และกัมพูชา โดยเฉพาะเวียดนามที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวในปีที่ผ่านมา

จากแนวโน้มดังกล่าวนี้ “ซาร่า” ทิ้งท้ายว่า นับเป็นความท้าทายของทุกประเทศอย่างมากว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวมีประสบการณ์ใหม่ ๆ อย่างไร เพื่อดึงให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามามีการใช้จ่ายต่อหัวที่เพิ่มมากขึ้น…

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 1 พฤศภาคม 2560

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493564308

Comment Box