“แอคคอร์” ทุ่มซื้อเมอเวนพิคฯ หนุนตลาด “ยุโรป-ตะวันออกกลาง” เติบโต



นายเซบาสเตียน บาแซง ประธานกรรมการและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารเครือโรงแรมแอคคอร์ โฮเทล เครือข่ายธุรกิจโรงแรมชั้นนำระดับโลก เปิดเผยว่า กลุ่มแอคคอร์ฯได้ลงนามในข้อตกลงกับบริษัท เมอเวนพิค โฮลดิ้ง (Movenpick Holding) และคิงดอม โฮลดิ้ง (Kingdom Holding) เพื่อเข้าซื้อกลุ่มเมอเวนพิค โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท (Movenpick Hotels & Resorts) ด้วยเงินสด 560 ล้านฟรังก์สวิส หรือประมาณ 19,280 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อพิจารณาอนุมัติโดยหน่วยงานกำกับดูแล และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในครึ่งปีหลังของปี 2561 นี้

โดยข้อตกลงในการซื้อขายครั้งนี้จะช่วยให้กลุ่มแอคคอร์ โฮเทล ก้าวขึ้นสู่การเป็นเครือโรงแรมระดับแถวหน้า พร้อมขยายฐานธุรกิจในแถบทวีปยุโรป ที่สำคัญจะทำให้กลุ่มแอคคอร์ โฮเทล ทะยานสู่ความเป็นผู้นำในตลาดยุโรป และเร่งการเติบโตของธุรกิจในตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชีย-แปซิฟิก

สำหรับกลุ่มเมอเวนพิค โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท นั้นก่อตั้งขึ้นในปี 2516 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และดำเนินกิจการในประเทศต่าง ๆ รวม 27 ประเทศ โดยมีโรงแรมในเครือทั้งสิ้น 84 แห่ง มีห้องพักมากกว่า 20,000 ห้อง

นอกเหนือจากนั้นยังเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับโดยเฉพาะในแถบยุโรปและตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ทางเมอเวนพิค โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท ยังวางแผนจะเปิดโรงแรมเพิ่มอีก 42 แห่ง รวม 11,000 ห้องพัก ภายในปี 2564 โดยเน้นการขยายธุรกิจในตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชีย-แปซิฟิก

“ด้วยความที่แบรนด์เมอเวนพิคฯเป็นแบรนด์ที่นำเสนอความทันสมัยผสานความโดดเด่นของเสน่ห์ในท้องถิ่นอย่างลงตัว จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่ง ที่จะมาร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนด้านการบริการอันสุดแสนประทับใจของเครือแอคคอร์ โฮเทล” นายเซบาสเตียน บาแซงกล่าว

ขณะเดียวกันจากการดำเนินการข้างต้นกลุ่มเมอเวนพิค โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท ก็จะได้รับประโยชน์จากเครือโรงแรมแอคคอร์ โฮเทล โดยเฉพาะในแง่ของโปรแกรมสะสมคะแนนสมาชิก ช่องทางจัดจำหน่าย และระบบการบริหารงานภายในโรงแรมด้วย

สำหรับตลาดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกนั้น กลุ่มแอคคอร์โฮเทลได้ประกาศขึ้นครองอันดับ 1 ในการขยายเครือข่ายโรงแรมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกไปแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน พร้อมทั้งขึ้นครองอันดับ 1 ด้านการมีจำนวนโรงแรมที่กำลังจะเปิดใหม่มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซีย ไทย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ขณะที่ประเทศจีนก็เป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางธุรกิจสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะในเรื่องจำนวนห้องพัก ซึ่งกลุ่มแอคคอร์ได้ร่วมจับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับกลุ่มโรงแรม Huazhu และคาดว่าเครือข่ายโรงแรมในประเทศจีนจะแข็งแกร่งมากขึ้น โดย Huazhu มีโครงการที่จะเปิดโรงแรมอีกราว 400 แห่งภายในปี 2563

ทั้งนี้ ปัจจุบันกลุ่มแอคคอร์มีโรงแรมและรีสอร์ตในเครือข่ายกว่า 4,300 แห่ง และบ้านพักตากอากาศสุหรูอีกกว่า 10,000 หลัง ใน 100 ประเทศทั่วโลก โดยมีความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจทั้งในการรับบริหารโรงแรมและการทำโรงแรมระบบแฟรนไชส์ (HotelServices) รวมไปถึงการลงทุนและเป็นเจ้าของกิจการ (HotelInvest)

โดยมีแบรนด์โรงแรมครอบคลุมตั้งแต่ระดับหรูหรา ระดับหรูหราราฟเฟิล, แฟร์มองต์, โซฟิเทล เลเจ้นด์, โซ โซฟิเทล, โซฟิเทล, วันฟายน์สเตย์ (onefinestay), เอ็มแกลเลอรี่ บาย โซฟิเทล, พูลแมนและสวิสโซเทล อีกทั้งยังมีแบรนด์ระดับกลางได้แก่ โนโวเทล เมอร์เคียว มาม่า เชลเตอร์ (Mama Shelter) และอะดาจิโอ้

รวมถึงแบรนด์ระดับประหยัด ได้แก่ โจแอนด์โจ (JO& JOE) ไอบิส, ไอบิส สไตล์, ไอบิส บัดเจท และแบรนด์ประจำภูมิภาค ได้แก่ แกรนด์ เมอร์เคียว, เดอะ ซีเบล และโฮเทลเอฟวัน

“เราดำเนินธุรกิจมากว่า 5 ทศวรรษ มีพนักงานจำนวนกว่า 250,000 คน โดยโปรแกรมสมาชิก เลอ คลับ แอคคอร์โฮเทลของเรายังมอบสิทธิประโยชน์มากมายให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้เรายังคงมุ่งมั่นมีส่วนรับผิดชอบทางสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการ PLANET 21 ที่เหล่าพนักงาน ลูกค้า เจ้าของโรงแรมและพันธมิตรทางธุรกิจจะได้ช่วยพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” นายเซบาสเตียน บาแซง กล่าว

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 พฤษภาคม 2561

www.prachachat.net/tourism/news-157343

Comment Box