ศุภจี สุธรรมพันธุ์ “ดุสิตธานี” ยุคใหม่เกาะเทรนด์โลก



ในวันที่โลกเปลี่ยน…ทุกธุรกิจจำต้องปรับตัวให้ทันตามกระแส ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจ “ท่องเที่ยว” หลังเทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมพฤติกรรมและขั้นตอนการท่องเที่ยวทุกมิติ

ตั้งแต่ขั้นตอนการฝัน วางแผน จองสินค้าท่องเที่ยว จนกระทั่งออกเดินทางท่องเที่ยวจริง และแชร์ประสบการณ์ท่องเที่ยวในพื้นที่โซเชียลมีเดียให้คนอื่นฝันตาม เข้าสูตร “แทรเวลแอนด์แชริ่ง” เต็มตัว

รวมถึงกระแสโลกอื่น ๆ ที่น่าสนใจ อย่างการเกิดขึ้นของธุรกิจเกิดใหม่ หรือ “สตาร์ตอัพ” ด้านท่องเที่ยว เข้ามาเป็น “ตัวกลาง” นำเสนอรูปแบบบริการอันหลากหลาย นอกจากนี้ ยังมี “เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน” หรือ “แชริ่งอีโคโนมี” ซึ่งมีแต่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องและแทรกซึมเข้าไปในทุกตลาด ถือเป็นเทรนด์โลกที่ธุรกิจท่องเที่ยวต้องจับตาเป็นพิเศษ

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการด้านโรงแรมมานานเกือบ 50 ปี เกี่ยวกับกลยุทธ์การปรับตัวนำพา “ดุสิตธานี” ไปสู่หนทางใหม่ ๆ รับมือกับกระแสโลกที่ส่งแรงกระเพื่อมต่อธุรกิจท่องเที่ยว

“ศุภจี” เริ่มต้นเล่าว่า เมื่อธุรกิจท่องเที่ยวของโลกเปลี่ยนไปในหลาย ๆ มิติ โดยเฉพาะการเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ทำให้เครือดุสิตฯต้องเร่งเรียนรู้และปรับตัวให้ทัน ล่าสุดได้ประกาศลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัพไทยอย่าง “เฟฟสเตย์” (favstay) ในสัดส่วน 9% ปัจจุบันมีรายชื่อที่พักกว่า 1 หมื่นห้อง หวังเรียนรู้เกี่ยวกับโมเดลการทำธุรกิจใหม่ ภายใต้แนวคิดที่กำลังมาแรงมาก ๆ อย่าง “เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน” หรือ “แชริ่งอีโคโนมี”

แม้เฟฟสเตย์จะเป็นแพลตฟอร์มการจองห้องพักเหมือน “แอร์บีแอนด์บี” (Airbnb) สตาร์ตอัพระดับโลกผู้เชื่อมการซื้อขายระหว่างที่พักและนักท่องเที่ยว แต่แนวทางการให้บริการนั้นแตกต่าง

แอร์บีแอนด์บี…ลูกค้าอาจต้องดูแลตัวเอง เวลาน้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง เนื่องจากเจ้าของห้องพักอาจไม่ได้เข้ามาดูแลจุดนี้อย่างทันท่วงที

ขณะที่เฟฟสเตย์…ได้ขยายขอบเขตการให้บริการที่กว้างกว่าจะมีพนักงานเข้ามาให้บริการเรื่องเหล่านี้ด้วย เช่น ลูกค้าโทร.ไปที่คอลเซ็นเตอร์ว่า น้ำที่ห้องไม่ไหล เขาก็จะส่งคนเข้ามาดูทันที โดยไม่ต้องโทร.หาเจ้าของห้องพักโดยตรง เพราะคนเป็นเจ้าของห้องบางทีอาจติดธุระ ไม่มีเวลามาดูแล

นอกจากนี้ ยังมีบริการเสริมต่าง ๆ เช่น ลูกค้าแจ้งว่าอยากได้แม่บ้านมาทำความสะอาด เฟฟสเตย์ก็จะจัดหามาให้ ขณะเดียวกัน เฟฟสเตย์ยังช่วยดูแลห้องพักให้อยู่ในสภาพดี เจ้าของห้องพักเองจะได้เชื่อใจ และไม่รู้สึกกังวลในการปล่อยห้องให้เช่า

“มองว่าธุรกิจสตาร์ตอัพจะเกิดได้ ต้องยืนพิงกับกระแสหลัก (Main Stream) โดยเฟฟสเตย์ถือเป็นห้องทดลองเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ของกลุ่มดุสิตฯ เราสามารถเข้าไปใช้งานแพลตฟอร์มและช่วยเสริมธุรกิจของเฟฟสเตย์ได้ด้วย นอกจากนี้ ต้องกำหนดเซ็กเมนต์ของทั้งคู่ให้ชัดเจน ไม่ใช่มาแข่งกันเอง ซึ่งดูแล้วพบว่าลูกค้าของเฟฟสเตย์กับลูกค้าโรงแรมกลุ่มดุสิตฯนั้นไม่เหมือนกัน โอกาสทับซ้อนอาจมีบ้าง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเลย”

พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า อย่างลูกค้ากลุ่มองค์กรที่มาใช้บริการโรงแรมกลุ่มดุสิตฯ เขาจะมีวัตถุประสงค์ชัดเจน เช่น ใช้ห้องประชุม พอเข้าร่วมประชุมเสร็จ ถ้าเขาต้องการจะอยู่เที่ยวหรือพักผ่อนในเมืองไทยต่อเองในราคาย่อมเยา โดยไม่ต้องการบริการเต็มรูปแบบเหมือนโรงแรม ก็สามารถใช้บริการของเฟฟสเตย์ได้ เหมือนเป็น Extension ของเราไปในตัว และเราก็ได้เรียนรู้วิธีการทำธุรกิจในลักษณะนี้ด้วย

“ศุภจี” บอกว่า ตอนแรกคนอาจจะมองว่าธุรกิจที่พักแบบแชริ่งอีโคโนมีจะมาเป็นคู่แข่งเราหรือเปล่า แต่ส่วนตัวกลับมองว่ามันเป็นคนละตลาด ในต่างประเทศมีบริษัทด้านโรงแรมที่ทำแบบนี้เหมือนกัน ซึ่งก็ทำมากกว่ากลุ่มดุสิตฯด้วยซ้ำ บริษัทนั้นคือเชนรับบริหารโรงแรมระดับโลกอย่างกลุ่มแอคคอร์ (Accor) เขาซื้อกิจการ One Fine Stay กับอีก 2-3 เจ้า ส่งสัญญาณให้เห็นว่าเขาเลือกลงมาเล่นธุรกิจแชริ่งอีโคโนมี เพราะนี่คือเทรนด์สำคัญของโลก เข้ามาปิดช่องว่างในส่วนที่โรงแรมอาจจะขาด และเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

“แชริ่งอีโคโนมีเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่มีทางห้ามได้ สิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ คือการเข้ามากำกับดูแลแชริ่งอีโคโนมีให้มีมาตรฐาน โดยสิ่งที่กลุ่มดุสิตฯได้มอบโจทย์ให้กับทางเฟฟสเตย์ไปคือ ทุกอย่างต้องถูกต้องตามกฎหมาย และเน้นด้วยว่าต้องชำระเงินค่าห้องพักในเมืองไทย หลังมีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ Online Travel Agent (OTA) กำลังเป็นปัญหาในหลาย ๆ ประเทศ เนื่องจากไม่มีเงินเข้าประเทศนั้น ๆ โดยตรง”

สำหรับแผนการพัฒนาแบรนด์โรงแรมใหม่ของกลุ่มดุสิตฯ มาเสริมทัพแบรนด์ระดับ 4-5 ดาวที่มีอยู่นั้น “ศุภจี” บอกว่า อยู่ระหว่างการปั้นแบรนด์โรงแรมระดับ 3 ดาวพรีเมี่ยม ล่าสุดได้ลงนามในสัญญากับบริษัท ธนสารสมบัติพัฒนา จำกัด เพื่อรับบริหารโรงแรมระดับ 3 ดาวพรีเมี่ยมดังกล่าวเป็นแห่งแรกในกรุงเทพฯ ขนาด 250 ห้อง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสม มิกซ์-ยูส (Mixed-Use Development) ของบริษัท ธนสารสมบัติพัฒนา ภายใต้ชื่อ มิกซ์ จตุจักร ใกล้ ๆ กับตลาดนัดจตุจักร หนึ่งในสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ แหล่งช็อปปิ้งยอดฮิตที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักช็อปปิ้งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมากกว่า 4 แสนคนในช่วงสุดสัปดาห์ โดยมีการคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวกรุงเทพฯ จำนวน 6 ใน 10 จะต้องเคยไปเยี่ยมชมตลาดนัดแห่งนี้

นอกจากนี้ ยังอยู่ใกล้กับรถไฟฟ้า MRT สถานีจตุจักร และ BTS สถานีหมอชิต และยังอยู่ใกล้กับสถานีกลางบางซื่อ ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยมีแผนจะพัฒนาให้เป็นสถานีหลักแทนสถานีรถไฟหัวลำโพง เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางด้วยรถไฟจากทั่วทุกภาคของประเทศเข้ามายังกรุงเทพฯ โดยมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2562 ทำให้สถานีใหม่แห่งนี้จะถูกห้อมล้อมด้วยย่านการค้าอาคารพาณิชย์และที่อยู่อาศัยใหม่ ๆ
หลายแห่ง หนุนให้บริเวณนี้กลายเป็นสุดยอดทำเลทอง

จึงนับเป็นโอกาสดีของกลุ่มดุสิตฯ ที่จะมีโรงแรมแห่งเดียวในบริเวณนี้ ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มาเยี่ยมชมตลาดนัดจตุจักร และสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น

นอกเหนือจากการเข้าไปลงทุนในธุรกิจใหม่ด้านออนไลน์ และปั้นแบรนด์โรงแรมใหม่ระดับ 3 ดาวพรีเมี่ยม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวยุคใหม่แล้ว “ศุภจี” บอกว่า อีกหนึ่งกระแสโลกที่กลุ่มดุสิตฯจับตามองคือ การเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” ของหลาย ๆ ประเทศ จึงตั้งใจทำโครงการ “เวลเนสลิฟวิ่ง” (Wellness Living) โดยดึงตลาดเป้าหมายอย่างกลุ่มผู้สูงอายุต่างชาติมาพำนักระยะยาว (ลองสเตย์) ในไทย

หลังจากที่เห็นช่องว่างของโครงการอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นแบบขายขาด จึงมองเห็นโอกาสเข้ามาบุกตลาดนี้ มุ่งชูเรื่องคุณภาพด้านบริการ ซึ่งเครือดุสิตฯมีความถนัดด้านนี้อยู่แล้ว โดยอาจจะลงทุนร่วมกับพันธมิตรจากยุโรป หรือญี่ปุ่น ที่มีศักยภาพในการดึงกลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุจากประเทศเหล่านั้นมาพักที่โครงการเวลเนสลิฟวิ่งของเรา

ไม่เพียงเท่านี้เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 กลุ่มดุสิตฯได้มีมติอนุมัติการลงทุนในโครงการมิกซ์-ยูส มูลค่ารวม 36,700 ล้านบาท โดยร่วมมือกับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาที่ดินบริเวณหัวมุมถนนสีลม และถนนพระราม 4 หรือบริเวณโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยมีแผนพัฒนาให้เป็นโรงแรม อาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และโครงการอาคารศูนย์การค้า บนที่ดินขนาด 23 ไร่ 2 งาน 27.2 ตารางวา

“ศุภจี” บอกอย่างมั่นใจว่า โครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จะเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ยังคงจุดเด่นในการดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย ด้วยสภาพแวดล้อมที่ถูกจัดให้สอดคล้องกับความเป็นย่านธุรกิจและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเอื้อประโยชน์ต่อการจราจรในทุกระนาบ โดยยังคงความเป็น “ดุสิตธานี” ไว้ได้อย่างเข้มแข็ง เหมือนกับตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา

“ทิศทางการเดินไปข้างหน้าของกลุ่มดุสิตฯนับจากนี้ ไม่จำเป็นต้องทำโรงแรมอย่างเดียว เราสามารถเดินไปพร้อมกับพันธมิตรได้ ซึ่งจะช่วยให้เราก้าวกระโดดได้เร็วขึ้น เพราะการหาธุรกิจใหม่ ๆ มาเสริมทัพ และยึดติดรายได้จากโรงแรมน้อยลง จะช่วยสร้างสมดุลด้านรายได้ของบริษัทให้ดีขึ้น”

ทั้งนี้ ไม่ค่อยห่วงเรื่องการเจริญเติบโตในระยะยาว 3-5 ปีข้างหน้านัก เพราะแผนการขยายธุรกิจของกลุ่มดุสิตฯนั้นชัดเจนดีอยู่แล้ว ปัจจุบันกลุ่มดุสิตฯมีโรงแรมที่เปิดให้บริการแล้วทั่วโลกจำนวน 29 แห่งใน 8 ประเทศ เป็นโรงแรมที่อยู่ในประเทศไทยจำนวน 10 แห่ง และคาดว่าภายในปี 2563 จะเปิดโรงแรมเพิ่มกว่า 70 แห่งใน 21 ประเทศ

โดยจะไปเน้นเรื่องการพัฒนาและยกระดับ “พื้นฐาน” (Foundation) ของธุรกิจ 5 อย่างตามแผนระยะสั้น ทั้งเรื่องบุคลากร, วัฒนธรรมองค์กร, วิสัยทัศน์ พันธกิจ และค่านิยมองค์กร, การจัดทัพภายในองค์กร และเทคโนโลยี ทั้งหมดนี้คือ “ความท้าทาย” ที่ต้องทำให้สำเร็จโดยเร็ว พร้อมทั้งรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน !

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 พฤษภาคม 2560

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1496142868

Comment Box