“ดุสิตอินเตอร์” รุกหนักตลาดจีน วาดเป้าอีก 3 ปี ขยายครบ 50 แห่ง



“ดุสิต อินเตอร์ฯ” วางหมากรุกขยายฐานนักท่องเที่ยวจีน คาดปีนี้อัตราการเติบโตพุ่งกว่า 30% พร้อมเดินเกมกลยุทธ์รับบริหารโรงแรมในแดนมังกรครบ 50 แห่งในอีก 3 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งขยายสู่ตะวันออกกลางอีกระลอก

นายลิม บูน กวี ประธานฝ่ายปฏิบัติการ ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ขณะนี้ดุสิตฯเป็นเชนโรงแรมไทยที่เข้าไปเปิดโรงแรมในประเทศจีนมากที่สุด ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 5 แห่ง และอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 19 แห่ง รวมทั้งหมด 24 แห่ง นอกจากนี้ยังมีขยายจำนวนโรงแรมเพิ่มอีก 26 แห่งภายใน 3 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ตามแผนธุรกิจบริษัทได้วางเป้าหมายมีโรงแรมในจีนรวม 50 แห่ง โดยกว่า 60% เป็นรีสอร์ตในทำเลเมืองที่มีศักยภาพ ตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลักของจีนในรัศมีการเดินทางโดยรถยนต์ไม่เกิน 3 ชั่วโมง

โดยคาดว่าปีนี้ ลูกค้าตลาดจีนที่ใช้บริการโรงแรมและรีสอร์ตของเครือดุสิตฯ ทั้งในไทยและต่างประเทศจะมีอัตราการเติบโตที่ 30% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้สัดส่วนลูกค้าชาวจีนเพิ่มเป็น 14-15% จากปัจจุบันมีสัดส่วนราว 13% มากเป็นอันดับ 2 รองจากตลาดชาวไทยที่ครองสัดส่วนสูงสุด 16% ของลูกค้าทั้งหมด

นายลิมกล่าวว่า นักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและพร้อมใช้จ่ายเพื่อให้ได้บริการที่ดี เห็นได้จากช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ โรงแรมดุสิตเดวาราณา ฮอต สปริง แอนด์ สปา กงหัว กว่างโจว ในประเทศจีน สามารถปรับเพิ่มราคาขายได้สูงถึงคืนละ 600 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.1 หมื่นบาท) สูงกว่าราคาเฉลี่ยตลอดปีที่ผ่านมาอยู่ที่คืนละ 300 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.05 หมื่นบาท) ขณะที่โรงแรมดุสิตธานี ในมัลดีฟส์ มีลูกค้าจีนครองตลาดสูงสุดเช่นเดียวกัน

“กลยุทธ์ของเครือดุสิตฯที่มุ่งการขยายรับบริหารโรงแรมในประเทศจีนจึงมีส่วนช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์โรงแรมและรีสอร์ตในเครือดุสิตฯเพื่อขยายกลุ่มลูกค้าให้ใช้บริการเครือดุสิตฯอย่างต่อเนื่องทั้งในไทยและจุดหมายยอดนิยมอื่นๆ ของนักท่องเที่ยวจีน เช่น มัลดีฟส์ และดูไบ”

นอกจากนี้ ภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังเป็นอีกหนึ่งพื้นที่เป้าหมายในการขยายธุรกิจโรงแรมของเครือดุสิตฯ โดยปัจจุบันเปิดให้บริการไปแล้ว 5 แห่ง ในดูไบและอาบูดาบี และอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 10-15 แห่ง โดยบริษัทมีเป้าหมายขยายโรงแรมเครือดุสิตฯทั่วโลกไว้ที่ 60 แห่งภายใน 5 ปีนับจากนี้

นายลิมกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาแม้รัฐบาลไทยจะมีนโยบายปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นไปในระยะสั้น และส่งผลต่อโรงแรมระดับ 2-3 ดาวเท่านั้น เมื่อธุรกิจมีการปรับตัว โดยเฉพาะเรื่องฐานราคาแล้ว จะหนุนให้ในระยะยาว และไทยยังเป็นจุดหมายยอดนิยมของชาวจีนเช่นเดิม และจะยังรักษาความนิยมต่อไปได้

และจากข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า ในปี 2559 ไทยครองอันดับ 1 ของประเทศที่สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนมากที่สุด ตามด้วยญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และมัลดีฟส์ จากฐานนักท่องเที่ยวจีนที่ออกเดินทางไปต่างประเทศกว่า 122 ล้านคน ใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปที่ 900 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.1 หมื่นบาท)

สำหรับปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้ตลาดนักท่องเที่ยวจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง คือกระแสการเดินทางที่เพิ่มขึ้นของคนชั้นกลาง (มิดเดิลคลาส) ในประเทศจีนที่มีกว่า 400 ล้านคน ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 7% เท่านั้นที่มีพาสปอร์ต และเมื่อกลุ่มนี้วางแผนเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศครั้งแรก ไทยถือเป็นจุดหมายอันดับต้น ๆ ที่ชาวจีนนึกถึงและอยากไปเยือนมากที่สุด ไม่นับรวมกลุ่มประเทศที่มีเชื้อสายจีนด้วยกันอย่างไต้หวัน ฮ่องกง และมาเก๊า

โดยกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นคือ กลุ่มมิลเลนเนียล ซึ่งมีความต้องการบริการในรูปแบบที่ต่างออกไป ทำให้โรงแรมต้องปรับตัวสนองความต้องการกลุ่มนี้ เช่น ออกแบบพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวกลุ่มมิลเลนเนียลได้มีปฏิสัมพันธ์กัน เป็นต้น

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 1 มกราคม 2560

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1485754801

Comment Box