“ไทย” ย้ำตัวจริงท่องเที่ยวโลก ! ต่อจิ๊กซอว์เชื่อม “อาเซียน” ทุกมิติ



รูดม่านไปแล้วเป็นที่เรียบร้อยสำหรับเวทีการประชุมสุดยอดสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก ประจำปี 2560 หรือ World Travel and Tourism Council Global Summit 2017 เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นเจ้าภาพ แสดงศักยภาพด้านการเดินทางและท่องเที่ยวของไทยกับอาเซียน

“พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีบอกว่า รัฐบาลนี้ได้ให้ความสำคัญกับนโยบาย “Thailand Plus One” ซึ่งได้นำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา

หนุนใช้ไทยเป็นฐานอาเซียน

สาระสำคัญของนโยบายนี้คือ ต้องการกระตุ้นและดึงดูดการลงทุนใหม่จากนักลงทุนต่างประเทศ ที่สามารถใช้ประเทศไทยเป็นฐานสำคัญของภูมิภาคเข้าสู่ตลาดในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่มีผู้บริโภคกว่า 620 ล้านคน

โดยตลาดโลก นักลงทุน นักธุรกิจ หรือนักท่องเที่ยวจะพบว่าประเทศไทยมีโครงข่ายการคมนาคมทางบก ทางเรือ และทางอากาศที่ทันสมัย ประกอบกับมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ดีเพราะอยู่ตรงกลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงทำให้การเดินทางเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้านเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว

“ผลสัมฤทธิ์ของนโยบายThailand Plus One จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการเชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในหลาย ๆ ด้าน ทั้งทางการค้า การขนส่ง คมนาคม การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการท่องเที่ยว”

ผนึก “อาเซียน” ดูดนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จึงได้ดำเนินการเพื่อลดอุปสรรคในการเดินทางท่องเที่ยว ตามเป้าหมายเพื่อยกระดับให้ภูมิภาคนี้เป็นจุดหมายปลายทางเดียวกัน หรือ Single Tourist Destination ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

และในปี 2560 นี้ ยังได้กำหนดให้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวภูมิภาคอาเซียน ภายใต้ชื่อ “Visit ASEAN@50” เพื่อฉลองการก่อตั้งอาเซียนครบรอบ 50 ปี รวมทั้งเพื่อแสดงความแตกต่างอันเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างลงตัวของกลุ่มประเทศอาเซียนในสายตาของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

คาดว่าแคมเปญนี้จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า121 ล้านคน และทำรายได้ให้กับประเทศสมาชิกถึง 29 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 828 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ อาเซียนได้เน้นการเติมเต็มเครือข่ายความเชื่อมโยงระหว่างกันให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เช่น การพัฒนาเครือข่ายเส้นทางพัฒนาโครงการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟสายคุนหมิง-สิงคโปร์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2563

การพัฒนาทางหลวงอาเซียน โดยเน้นการเชื่อมต่อของไทยกับเมียนมา กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ซึ่งจะส่งผลให้ไทยสามารถยกฐานะขึ้นเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวของภูมิภาคอย่างเต็มตัว

ท่องเที่ยวอาเซียนโตต่อเนื่อง

ด้าน”กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้กล่าวภายใต้หัวข้อ “อิสรภาพในการเดินทาง-อาเซียนจะผงาดขึ้นเป็นผู้นำเทรนด์ได้หรือไม่” ว่าอาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่การท่องเที่ยวเติบโตที่สุดในโลก โดยในระยะ 10 ปีข้างหน้าคาดว่าการท่องเที่ยวจะขยายตัว 6.5% ต่อปี

การเติบโตหลัก ๆ มาจากสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์) ที่เปิดเส้นทางบินมากขึ้น ไม่ใช่แค่เมืองหลักสู่เมืองหลัก แต่มีเส้นทางจากเมืองรองอันดับ 2-3 ไปยังเมืองรองของอีกประเทศด้วย

สำหรับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของอาเซียนมีอยู่ 2 ด้าน ด้านแรกคือ กลุ่มการท่องเที่ยวทางไกล (Long Haul) เน้นตลาดที่อยู่ไกล เช่น ยุโรป สหรัฐ และตะวันออกกลาง โดยจัดแพ็กเกจการท่องเที่ยวที่มีสถานที่ปลายทาง 2-3 ประเทศ

และอีกด้านคือ การท่องเที่ยวภายในอาเซียน ซึ่งจะเน้นการโปรโมตการเที่ยวช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ การรักษาพยาบาล และการศึกษา

ชงเชื่อมโยงการเดินทาง

สำหรับการเดินทางทางอากาศในภูมิภาค สายการบินแบบประหยัดมีบทบาทสูงมากในการส่งเสริมการเดินทางในภูมิภาค

ยกตัวอย่างในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ปัจจุบันมีเที่ยวบินที่เริ่มต้นในไทยกว่า 600 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยมีบินไปเมียนมาถึง 299 เที่ยวบิน เวียดนาม 190 เที่ยวบิน กัมพูชา 108 เที่ยวบิน และลาวอีก 61 เที่ยวบิน

ขณะที่การเดินทางทางบกก็เป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้อานิสงส์จากการพัฒนาทางหลักเชื่อมต่อระหว่างทิศตะวันออกกับตะวันตก และระหว่างทิศเหนือกับทิศใต้ของไทย โดยไม่เพียงแต่จะเป็นถนนทางหลวงสำหรับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือรถโดยสารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรถไฟและรถไฟฟ้าความเร็วสูง

อาทิ จากเวียดนามและกัมพูชาก็สามารถไปเมียนมาโดยผ่านไทย จากจีนและลาวก็สามารถลงไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ ได้ด้วยการผ่านไทยเช่นกัน

ดังนั้น ประเทศไทยต้องมุ่งมั่นรักษาความเป็นศูนย์กลางคมนาคมในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องแก้ไข คือ การเดินทางทางน้ำที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้สมกับศักยภาพที่มีอยู่ โดยเฉพาะทางทะเลซึ่งในขณะนี้หลาย ๆ ฝ่ายรวมถึงกระทรวงการท่องเที่ยวฯของไทยก็กำลังวางแผนร่วมกับภาคเอกชนและกระทรวงท่องเที่ยวของประเทศอาเซียนเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวก

ทั้งนี้ เพื่อให้ภูมิภาคนี้กลายเป็น “ทะเลแคริบเบียนแห่งอาเซียน” สำหรับเรือสำราญ เรือยอชต์ และเรือซูเปอร์ยอชต์

นอกจากนี้ ยังมีอีกเส้นทางหนึ่งที่ศักยภาพในการท่องเที่ยวสูงนั่นคือ แม่น้ำโขงที่ไหลจากจีนผ่านถึง 5 ประเทศในอินโดจีน คือ เมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งต้องให้ความสำคัญมากขึ้น

ย้ำ 10 ประเทศต้องทำงานร่วมกัน

“กอบกาญจน์” กล่าวยอมรับว่า โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ทางรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนไปข้างหน้า

อีกทั้งยังต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดเพื่อผลักดันให้เกิด “ซิงเกิลวีซ่า” (Single Visa) อย่างที่ยุโรปมีเช็งเก้นวีซ่า เพื่อให้นักท่องเที่ยวนักเดินทางเข้ามาในประเทศในภูมิภาคได้สะดวกง่ายดายขึ้น

แต่ข้อจำกัดคือ กฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งใน 10 ประเทศยังมีข้อแตกต่างค่อนข้างมาก ทำให้การทำงานที่ผ่านมาไม่ได้เร็วเท่าที่ควร ถึงแม้ว่าทุกประเทศจะมีเป้าหมายเดียวกันก็ตาม…

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 5 พฤษภาคม 2560

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493872977

Comment Box