“ไทยสมายล์” เปิดยุทธศาสตร์ปี′60 รุกหนักจีน-อินเดีย-อาเซียน/กวาดรายได้หมื่นล.



“ไทยสมายล์” กางแผนยุทธศาสตร์ปี′60 สยายปีกรุก “จีน-อินเดีย-อาเซียน” ตั้งเป้าโกยรายได้ 1.1 หมื่นล้านบาท เล็งเพิ่มดีกรีขยายฮับบินไปเมืองท่องเที่ยวหลัก “ภูเก็ต-กระบี่-เชียงใหม่” ภายใน 5 ปี เสริมทัพสุวรรณภูมิ

พร้อมทุ่มงบฯร่วม 200 ล้านบาท ยกระดับบริการ-ภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ พัฒนาเลานจ์-ระบบอินไฟลต์เอ็นเตอร์เทนเมนต์มัดใจผู้โดยสาร

นายวรเนติ หล้าพระบาง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยสมายล์ เปิดเผยถึงทิศทางยุทธศาสตร์ของไทยสมายล์ปี 2560 ว่า สายการบินไทยสมายล์จะมุ่งขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศมากขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนปริมาณการผลิตที่นั่งโดยสาร (โปรดักชั่น) ในตลาดเส้นทางระหว่างประเทศให้มีสัดส่วน 45% จากปัจจุบันครองสัดส่วนที่ 20% เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้ขึ้นมาใกล้เคียงกับตลาดเส้นทางภายในประเทศซึ่งวางไว้ที่ 55% จากปัจจุบันครองสัดส่วนอยู่ถึง 80%

เปิดแผน – สายการบินไทยสมายล์ สายการบินลูกของการบินไทย เตรียมรุกเพิ่มสัดส่วนรายได้ตลาดต่างประเทศ ด้วยการเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศเพิ่ม โดยเฉพาะเส้นทางบินสู่จีน อินเดีย และประเทศในภูมิภาคอาเซียน

รุกหนัก “จีน-อินเดีย-อาเซียน”

สำหรับแผนการเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศเพิ่มในปีนี้นั้น นายวรเนติกล่าวว่า จะเน้นรุกตลาดจีน อินเดีย และอาเซียน โดยเฉพาะการขยายไปเมืองรองที่มีศักยภาพ ตามนโยบายของรัฐบาล และภาพรวมยุทธศาสตร์ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่ต้องการให้ไทยสมายล์สนับสนุนบริการเชื่อมต่อเที่ยวบิน (คอนเน็กติ้งไฟลต์) ไปยังประเทศในอาเซียน

โดยปัจจุบันไทยสมายล์มีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าคอนเน็กติ้งไฟลต์เชื่อมกับการบินไทยที่30%และลูกค้าที่ใช้บริการแบบจุดต่อจุด(พอยต์ทูพอยต์) 70% ถือเป็นอัตราส่วนที่ดีและเหมาะสมแล้ว

นายวรเนติกล่าวว่า ไทยสมายล์ได้เตรียมเปิดให้บริการในเส้นทางบินกรุงเทพฯ-เจิ้งโจว ประเทศจีน ความถี่ 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ในวันที่ 27 มกราคมนี้ รองรับดีมานด์การเดินทางสูงในช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน และจะลดความถี่มาอยู่ที่ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในช่วงหลังตรุษจีน

หลังจากนั้นวันที่ 1 มีนาคม มีแผนเปิดให้บริการในเส้นทางบินกรุงเทพฯ-โกตาคินาบาลู ประเทศมาเลเซีย ความถี่วันละ 1 เที่ยวบิน ซึ่งเป็นจุดหมายที่คล้ายคลึงกับบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย มีจุดปีนเขาที่สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจุดดำน้ำสวย ๆ หลายจุด คาดได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวยุโรป

นอกจากนี้ ไทยสมายล์ยังมีแผนเปิดเส้นทางบินเพิ่มอีก 3 เส้นทางในช่วงตารางบินฤดูร้อน (26 มีนาคม) ประกอบด้วย เส้นทางบินจากกรุงเทพฯ ไปย่างกุ้ง, เวียงจันทน์ และพนมเปญ เส้นทางละ 1 เที่ยวบิน เพื่อเสริมการบินไทย

ส่วนเส้นทางที่จะบินแทนการบินไทยทั้งหมด ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ-เซียะเหมิน วันละ 1 เที่ยวบิน, กรุงเทพฯ-คุนหมิง จำนวน 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเชียงใหม่-คุนหมิง จำนวน 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดเส้นทางบิน กรุงเทพฯ-เซบู ประเทศฟิลิปปินส์ด้วย

ตั้งเป้ารายได้ 1.1 หมื่นล้าน

“ในปี 2559 ที่ผ่านมา ไทยสมายล์ได้เปิดเส้นทางบินสู่เมืองฉางซาและฉงชิ่ง ประเทศจีน, เมืองคยา เมืองพาราณสี เมืองชัยปุระ และเมืองลัคเนา ประเทศอินเดีย รวมถึงเมืองอื่น ๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น เสียมราฐ ปีนัง และมัณฑะเลย์” นายวรเนติกล่าว

และว่า จากแผนการเปิดเส้นทางบินใหม่ไปต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ไทยสมายล์ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 7 พันล้านบาทของปีที่แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากรายได้ 4.5 พันล้านบาทของปี 2558 ด้านจำนวนผู้โดยสารคาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 4.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากฐาน 3.2 ล้านคนของปีที่แล้ว และมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (โหลดแฟกเตอร์) เฉลี่ยที่ 78% เติบโตจากปีที่แล้วซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 73.5% จากแผนการขยายฝูงบินเพิ่มจาก 17 ลำเมื่อต้นปีที่แล้ว เพิ่มเป็น 20 ลำในปีนี้

นายวรเนติกล่าวต่อไปอีกว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ไทยสมายล์มีแผนรับมอบเครื่องบินลำตัวแคบเพิ่มอีก 10 ลำ เพื่อนำไปขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศเพิ่มในอนาคต โดยจะมุ่งสร้างฐานปฏิบัติการบิน (ฮับบิน) ในต่างจังหวัดเพิ่มที่ 3 เมืองท่องเที่ยวหลัก คือ ภูเก็ต เชียงใหม่ และกระบี่ เปิดบินตรงเข้าจีนกับอาเซียนมากขึ้น เสริมทัพฐานปฏิบัติการบินสุวรรณภูมิ หลังได้เริ่มต้นเปิดเส้นทางเชียงใหม่-คุนหมิงไปแล้ว และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเริ่มบินภูเก็ต-กว่างโจว ในช่วงกลางปีนี้ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษาการเปิดเส้นทางบินใหม่จากฮับบินต่างจังหวัดไปยังเมืองอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น เสิ่นเจิ้น และหางโจว

ยกระดับบริการ-ภาพลักษณ์

นายวรเนติกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากการขยายเส้นทางบินแล้ว ไทยสมายล์ได้ลงทุนราว 195 ล้านบาท เพื่อยกระดับบริการและภาพลักษณ์ โดยแบ่งเป็น 130 ล้านบาท สำหรับลงทุนเสริมศักยภาพบริการบนเครื่องบินทุกลำ เพื่อพัฒนาระบบ In Flight Entertainment System โดยผู้โดยสารสามารถนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัว เพื่อรับชมสาระบันเทิงได้บนเครื่อง ทั้งเกม ภาพยนตร์ เพลง ข่าว และนิตยสาร คาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ภายในปีนี้

และอีกประมาณ 65 ล้านบาท ได้นำไปลงทุนพัฒนาและปรับปรุงห้องรับรองผู้โดยสารที่สนามบิน (เลานจ์) ของไทยสมายล์ โดยปีที่แล้วได้พัฒนาเลานจ์ที่สนามบินต่างจังหวัดเสร็จแล้ว 2 แห่ง คือ ขอนแก่น และอุบลราชธานี ส่วนปีนี้มีแผนพัฒนาต่ออีก 4 แห่ง คือ สุราษฎร์ธานี, หาดใหญ่, แม่ฟ้าหลวง เชียงราย และอุดรธานี โดยพัฒนาทั้งเลานจ์สำหรับรองรับผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วที่นั่งแบบพรีเมี่ยม อีโคโนมี และเคาน์เตอร์ Grab & Go อาหารและเครื่องดื่มสำหรับลูกค้าที่นั่งชั้นอีโคโนมีทั่วไป

ขณะเดียวกันไทยสมายล์กำลังดูพื้นที่ในอีก4สนามบินคือ กระบี่, ภูเก็ต, เชียงใหม่ และสุวรรณภูมิ โดย 3 แห่งหลังคาดใช้งบฯแห่งละประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อทำเลานจ์ของไทยสมายล์รองรับลูกค้าตั๋วอีโคโนมีทั่วไป คล้ายกับเลานจ์ของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ส่วนลูกค้าพรีเมี่ยม อีโคโนมีของไทยสมายล์ให้ใช้บริการร่วมกับเลานจ์ของการบินไทย โดยที่สนามบินสุวรรณภูมิน่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือนสิงหาคมนี้

นายวรเนติยังกล่าวถึงกรณียุบฐานปฏิบัติการของไทยสมายล์ที่สนามบินดอนเมืองพร้อมทั้งโยก10เที่ยวบินใน 3 เส้นทางจากดอนเมือง ไปขอนแก่น เชียงใหม่ และภูเก็ต มาให้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิทั้งหมด เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา หลังเข้าไปปักธงที่ดอนเมืองนาน 2 ปีว่า เป็นไปเพราะต้องการให้ไทยสมายล์กลับมาสนับสนุนนโยบายเรื่องคอนเน็กติ้งไฟลต์แก่การบินไทย ตามยุทธศาสตร์ดั้งเดิมของไทยสมายล์

“ภาพรวมการแข่งขันของธุรกิจสายการบินปี 2560 ยังคงดุเดือดเหมือนเดิม เพราะเกิดภาวะความต้องการขายล้นตลาด หรือโอเวอร์ซัพพลายในหลาย ๆ จุด” นายวรเนติกล่าว

ที่มา: ธุรกิจการท่องเที่ยว 19 มกราคม 2560

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484801764

Comment Box