‘เที่ยวช่วยไทย’ ยาแรงปั๊มรายได้เพิ่มอีก 5 หมื่นล้าน



จากการเติบโตของการท่องเที่ยวไทยในปีที่ผ่านมา ที่มีรายได้เกินกว่าเป้าหมายไปร่วม 3 หมื่นล้านบาท หลังปิดรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่ที่ 2.23 ล้านบาท จากเป้าเดิมที่วางไว้2.20 ล้านล้านบาท จากการเติบโตที่เกิดขึ้น ทำให้หลังการประชุมร่วมระหว่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีการหารือร่วมกับนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้บริหารททท. ตัวแทนภาคเอกชนและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ที่ททท. เมื่อวันที่11 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้รองนายกฯสมคิด เห็นด้วยกับการตั้งเป้าหมายการท่องเที่ยวในปีนี้ที่ท้าท้ายขึ้น จากเดิมวางไว้ที่ 2.3 ล้านล้านบาทปรับเพิ่มเป็น 2.41 ล้านบาท รวมถึงชู 2 โครงการสำคัญ อย่าง “เที่ยวช่วยไทย” และการกระตุ้นให้เศรษฐีจากกลุ่มประเทศCLMV เดินทางมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น ผ่านโครงการที่จะเป็นยาแรงในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในปีนี้

ดัน 1 ตำบล1แหล่งท่องเที่ยว

“ในปีนี้การท่องเที่ยว ยังมีบทบาทมากเป็นพิเศษ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย เพราะเป็นอุตสาหกรรมเดียวในปีที่ผ่านมา ที่ทะลุเป้า และปีนี้ยังเห็นสัญญาณการเติบโตที่ดีต่อเนื่อง และยิ่งในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี การท่องเที่ยวยิ่งมีความสำคัญ โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดการเติบโตของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งต้องทำให้คนเที่ยวในประเทศเพิ่มมากขึ้น และสิ่งที่อยากเห็น คือ การพัฒนาการท่องเที่ยวภายในประเทศ ควบคู่ไปกับผลักดันให้เกิด 1 ตำบล 1 แหล่งท่องเที่ยว ที่ต้องมีการทำงานใกล้ชิดระหว่างกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อผลักดันให้เกิด รวมถึงการจูงใจให้เอกชนเข้าไปลงทุนหรือร่วมพัฒนา ในสิ่งที่ชุมชนยังขาดอยู่ โดยทางบีโอไอ ต้องร่วมมือด้วย เพราะการพัฒนาการเติบโตจากการท่องเที่ยวภายในประเทศ เป็นสิ่งสำคัญทำให้เกิดรายได้ของสินค้าเกษตรต่างๆ เมื่อการท่องเที่ยวดีขึ้น อาหารและอุตสาหกรรมต่างๆจะดีตามไปด้วย

ขณะที่การจัดกิจกรรมต่างๆก็ต้องมีกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวทั้งคนไทย และกิจกรรมที่จะดึงกลุ่มเศรษฐีจากอาเซียนให้เข้ามาเที่ยวมากๆ การท่องเที่ยวต้องไปสร้างกิจกรรมให้น่าสนใจ จะปล่อยให้ฟุบไม่ได้ รวมทั้งยังต้องมีโครงการระยะสั้นเพื่อจูงใจให้คนเดินท่องเที่ยวมากขึ้น และการตั้งเป้าก็ต้องมีความท้าท้ายขึ้น ทำอย่างไรให้เกินเป้า เพื่อชดเชยการส่งออกของประเทศที่มีผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก” นายสมคิด กล่าว

เพิ่มเป้าท่องเที่ยวปีนี้2.4 ล้านล.

จากจุดนี้เอง ทำให้ในปีนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงได้ปรับเป้าหมายรายได้การท่องเที่ยวในปีนี้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ตั้งไว้ที่2.3 ล้านล้านบาท เป็น 2.4 ล้านล้านบาท ต่อเรื่องนี้นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า แม้การปรับเพิ่มเป้าหมายการท่องเที่ยวในปีนี้ เป็น 2.41 ล้านล้าน แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 1.56 ล้านล้านบาท และนักท่องเที่ยวในประเทศ 8.5 แสนล้านบาท ซึ่งในปีนี้แม้จะเน้นไทยเที่ยวไทยเพิ่มมากขึ้น แต่ตลาดต่างประเทศ ยังต้องให้ความสำคัญ ซึ่งเรามั่นใจว่าจะดูแลให้เติบโตได้ โดยเฉพาะการดึงนักท่องเที่ยวจากตลาดอาเซียนมาเที่ยวเมืองไทย

คอนเซ็ปต์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว นอกจากการเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวในโครงการ 12 เมืองต้องห้ามพลัส แหล่งท่องเที่ยวในโครงการเขาเล่าว่า อีกสิ่งที่จะเน้นคือเรื่องของเพิ่มการท่องเที่ยวหลายมิติ เช่น การท่องเที่ยวยามค่ำ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวทางน้ำ เทศกาลประเพณี วัฒนธรรม เรื่องของการท่องเที่ยวชุมชน โดยการอาศัยความร่วมมือจากสายการบินที่เป็นพันธมิตรเพิ่มไฟล์เที่ยวบินไปยังเมืองต่างๆ เพื่อขยายตลาดให้กว้างขึ้น และสร้างแพ็คเกจให้เที่ยวได้ตลอดทั้งปี และเพิ่มวันพักเฉลี่ยมากขึ้น

ปรับเพิ่มเป้าหมายการท่องเที่ยว

เที่ยวช่วยไทยลุ้นเงินล้าน

ในส่วนของโครงการพิเศษ ที่เป็นเรื่องของการกระตุ้นท่องเที่ยวระยะสั้น ที่จะสร้างให้เกิดแรงจูงใจในการเดินทางเที่ยวในประเทศนั้น นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่าจะมี 2 โครงการที่เกิดขึ้น คือ โครงการ “เที่ยวช่วยไทย” และโครงการที่จะเจาะตลาดเศรษฐีจากกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ) มาเที่ยวไทย ซึ่งเป็นโครงการพิเศษที่จัดทำขึ้นนั้น จะพยายามเร่งให้ดำเนินการได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยคาดว่าใน 2 โครงการนี้จะผลักดันรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มได้อีก 5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น จากโครงการ “เที่ยวช่วยไทย” กระตุ้นให้คนไทยเที่ยวในประเทศ สร้างรายได้ขึ้นอีก 4 หมื่นล้านบาท และการเจาะเศรษฐีจากกลุ่มประเทศ CLMV ที่จะสร้างรายได้เพิ่มอีก 1 หมื่นล้านบาท

“เป้าหมายการท่องเที่ยวในปีนี้ที่ปรับเพิ่มจาก 2.23 ในปี2558 เป็น2.41 ในปี2559 ถือเป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ททท.คาดหวังว่าการผลักดันใน 2 โครงการพิเศษที่จะเกิดขึ้น ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวขึ้นอีก 5 หมื่นล้านบาท หรืออยู่ที่ราว 2.46 ล้านล้านบาท”

นายยุทธศักดิ์ ยังกล่าวต่อว่า จุดดึงดูดของโครงการ “เที่ยวช่วยไทย”คือ นักท่องเที่ยวสามารถลุ้นโชคชิงเงินรางวัลเงิน 1 ล้านบาท โดยทุกๆค่าใช้จ่ายของการซื้อแพ็คเกจท่องเที่ยว หรือการเข้าพักที่โรงแรม ทั้งนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยว หรือเดินทางเที่ยวด้วยตัวเอง (เอฟไอที)มีสิทธิเที่ยวลุ้นล้านบาท ซึ่งเดิมวางยอดไว้ที่ 1 พันบาทของค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว จะมีสิทธิลุ้นโชค แต่ภาคเอกชนเสนอว่าให้ปรับลดลงมาเหลือทุกๆ 500 บาท เพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กในชุมชนต่างๆได้รับผลประโยชน์ด้วย นอกจากนี้ยังจะมีข้อเสนอเรื่องการให้ส่วนลดค่าห้องพัก 50% สำหรับคืนที่ตรงกับวันเกิด การรับส่วนลด50% สำหรับคืนที่ 2 เป็นต้นไป

ทั้งยังมีโครงการลดแลกแจกแถม สะสมแต้มแลกประสบการณ์ท่องเที่ยวเกินฝันด้วย โดยจะมีการหารือกับสายการบินต่างๆของไทยให้สนับสนุนตั๋วเครื่องบิน 1 แสนที่นั่งต่อสายการบิน เพื่อนำมาร่วมโครงการลดแลกแจกแถมในส่วนของการลุ้นรางวัล รวมไปถึงการจัดแพ็คเกจราคาพิเศษ ในเมืองเป้าหมายอย่าง 12 เมืองต้องห้ามพลาดพลัส หรือแหล่งท่องเที่ยวในโครงการเขาเล่าว่า รวมถึงการสนับสนุนการให้อินเซ็นทีพแก่บริษัทใหญ่ๆกระตุ้นให้จัดประชุมสัมมนาในประเทศ การจัดบิ๊กอีเว้นท์ให้คนไทยเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวปีนี้ที่มีกว่า 11 ช่วง การพิจารณาเรท่องการนำสินค้าดิวตี้ฟรีเข้ามาวางขายในบางช่วง ที่ต้องไปดูเรื่องของข้อกฎหมายของศุลกากร และการให้บัตรกำนัลกับกลุ่มที่จะเกษียณอายุในปีนี้เดินทางเที่ยวในประเทศ เป็นต้น

เล็งลดการใช้จ่ายเหลือ 500 บาท

สำหรับกิจกรรมในโครงการ “เที่ยวช่วยไทย” นั้น นายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ(สทน.) กล่าวว่า การลุ้นล้านในโครงการนี้ จากเดิมหารือกันได้ที่ทุก 1 พันบาทในการจ่ายค่าที่พักในโรงแรมที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ หรือจองรายการนำเที่ยวในประเทศ ก็จะได้รับคูปองลุ้นโชคชิงเงินรางวัล 1 ล้านบาท ที่จะมีการจับรางวัลทุกเดือน เดือนละ 1 ล้านบาท ล่าสุดมีการหารือว่าจะลดเหลือทุกๆ 500 บาทก็มีสิทธิลุ้นโชค เพื่อเปิดโอกาสให้โฮมเสตย์ หรือที่พักในระดับชุมชน มีโอกาสเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าต้องจัดทำคูปองลุ้นล้านไม่ต่ำกว่า 100 ล้านใบ

ส่วนโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในกลุ่มผู้สูงอายุ ก็จะเสนอเรื่องการแจกคูปองท่องเที่ยว มูลค่า 5,000 บาทหรือ 1 หมื่นบาท ให้กับข้าราชการที่มีกำหนดเกษียณอายุภายในปีงบประมาณ 2559 ให้ไปเที่ยว ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ ถ้าไปเที่ยว ก็มีโอกาสที่จะใช้เงินมากกว่าคูปองที่แจก ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว ที่จะเกิดขึ้นของคนที่จะพาผู้เกษียณอายุไปเที่ยวด้วย และค่าใช้จ่ายต่างๆที่มีการจ่ายเพิ่มขึ้น นอกจากคูปองที่แจกให้เที่ยวฟรี ก็สามารถเข้าร่วมในโครงการ “เที่ยวไทยลุ้นล้าน” ได้อีกด้วย

“โครงการนี้สทน.คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 25% หรือ 35 ล้านคน/ครั้ง จากเป้าหมายตั้งไว้” นายยุทธชัย กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งหมดล้วนเป็นแรงอัดฉีดครั้งใหญ่ในการขับเคลื่อนโลคัล ทัวริสซึมที่จะเกิดขึ้น ที่จะเดินควบคู่ไปกับการขยายฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทย

ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,122 วันที่ 14 – 16 มกราคม พ.ศ. 2559

Comment Box