อุตสาหกรรม “ไมซ์ไทย” เติบโตรับไทยแลนด์ยุค 4.0 – อีอีซี



หลาย ๆ หน่วยงานต่างประเมินภาพรวมของอุตสาหกรรมการจัดประชุม สัมมนา ท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และจัดแสดงสินค้า (MICE : ไมซ์) ในปีนี้ว่า มีทิศทางการเติบโตที่ดี แม้แนวโน้มของธุรกิจนี้จะมีการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้นในทุก ๆ ปี

โดยโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมไมซ์ไทยคงหนีไม่พ้นสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะปัจจัยการก้าวสู่สังคมเศรษฐกิจดิจิทัลแบบเต็มรูปแบบ และการพัฒนาตลาดให้สอดรับกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลัก ๆ อย่างไทยแลนด์ 4.0 และโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

“ศุภวรรณ ตีระรัตน์” รองผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ สำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) บอกว่า ประเทศไทยตั้งอยู่ในเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจดี ส่งผลให้อุตสาหกรรมไมซ์ขยายตัวตามไปด้วย ทีเส็บจึงมุ่งส่งเสริมการจัดงานไมซ์ที่สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศในยุค 4.0 โดยเฉพาะอุตสาหกรรมในกลุ่ม S-curve ผ่านการประมูลสิทธิ์การจัดงานประชุมสัมมนาและอีเวนต์ขนาดใหญ่ อาทิ งานประชุมด้านการแพทย์และดิจิทัล

โดยล่าสุดสามารถดึงงานแข่งขัน “เวิลด์ โรโบ คัพ 2021” มาได้ นอกจากนี้ยังดึงรายการแข่งขันกีฬา เช่น มาราธอน และมอเตอร์ไบก์ เข้ามาเพิ่มเติม ขณะเทรนด์ที่น่าจับตาคือการจัดงานเกี่ยวกับผู้สูงวัย

สำหรับปีนี้ทีเส็บคาดการณ์เป้าหมายการดำเนินงานไว้ว่า จะมีนักเดินทางกลุ่มไมซ์เข้ามาในไทยประมาณ 36 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1.74 แสนล้านบาท จากตลาดทั้งในและต่างประเทศ และคาดว่าภาพรวมในปี 2562 จะเติบโต 6-10% โดยแนวโน้มการเดินทางส่วนใหญ่จะเป็นตลาดภายในเอเชียด้วยกัน

“นิชาภา ยศวีร์” รองผู้อำนวยการ ทีเส็บ กล่าวว่า หนึ่งในงานที่ทีเส็บอยู่ระหว่างการเจรจากับเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่ขณะนี้ คือการจัดงานแอร์โชว์หรือเอ็กซิบิชั่นด้านอุตสาหกรรมการบินรายการใหญ่ระดับท็อป 3 ของโลก เพื่อให้มาจัดงานครั้งแรกในเอเชียที่ไทยใน 3 ปีข้างหน้า สอดรับกับโครงการอีอีซีที่มุ่งผลักดันสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นศูนย์กลางการเดินทางและเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงเครื่องบินระดับนานาชาติ โดยตั้งเป้าให้ยิ่งใหญ่ในระดับเอเชีย และเหนือกว่างานสิงคโปร์แอร์โชว์ที่มีอยู่ ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปีในการผลักดันให้สำเร็จ ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมาร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้

ด้าน “ทาลูน เทง” นายกสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) บอกว่า แนวโน้มของตลาดจัดแสดงสินค้าแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (บีทูบี) มีการเติบโต 6-10% ต่อปี ทั้งในเชิงพื้นที่การจัดงาน อย่างไบเทค บางนา และอิมแพ็คได้ขยายพื้นที่การจัดงานเพื่อรองรับดีมานด์การจัดแสดงสินค้า ซึ่งไทยถือเป็นผู้นำในตลาดอาเซียนอยู่แล้ว

โดยเทรนด์ของงานแสดงสินค้าในตอนนี้จะมุ่งสู่ “กลุ่มความสนใจเฉพาะ” หรือนิชมาร์เก็ตมากขึ้น เพื่อให้ตรงตามความต้องการ สำหรับประเภทงานที่มีการจัดมากขึ้น มีทั้งด้านอุปกรณ์ไฟฟ้า พลังงานทดแทน รวมถึงด้านเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าจะมีเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ จากนโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

ขณะที่ “เสริมคุณ คุณาวงศ์” ซีอีโอค่ายซีเอ็ม ออร์กาไนเซอร์ (ซีเอ็มโอ) ในฐานะนายกสมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน เสริมว่า ธุรกิจการจัดอีเวนต์เป็นหนึ่งในตลาดไมซ์ ปัจจุบันตลาดการจัดอีเวนต์มีมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ยอดขายของบริษัทจัดอีเวนต์ระดับท็อป 3 ของไทยอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาท โดยมูลค่าการจัดอีเวนต์ในแต่ละงานเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 150 ล้านบาท

สำหรับเทรนด์การจัดอีเวนต์ในปีนี้ส่วนใหญ่เป็นอีเวนต์เกี่ยวกับ 3 กลุ่มธุรกิจหลักคือ 1. รถยนต์ เพราะมีกิจกรรมการตลาดที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์จำนวนมาก ซึ่งไทยเองก็เป็นผู้นำในตลาดอาเซียน 2. เกษตรกรรม มีการกระตุ้นการขายสินค้าเกษตร เพื่อรองรับกำลังซื้อของตลาดระดับกลาง-บนซึ่งค่อย ๆ ดีขึ้น และ 3. สินค้าทางการเงิน ทั้งอีเวนต์กระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมและปรับโครงสร้างหนี้ (รีไฟแนนซ์)

“สุเมธ สุทัศน์ ณ อยุธยา” นายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) บอกว่า ไทยยังคงเป็นจุดหมายที่หอมหวนของนักเดินทางไมซ์ โดยสมาคมประเมินปีนี้ตลาดการประชุมสัมมนา และท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (อินเซนทีฟ) ไว้ว่า น่าจะเติบโต 6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เมื่อเจาะเฉพาะการจัดประชุมของตลาดองค์กรมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีบริษัทระดับนานาชาติที่มีสำนักงานในภูมิภาคนี้นิยมใช้กรุงเทพฯเป็นจุดหมายของการประชุม

ขณะที่ตลาดอินเซนทีฟจากเอเชียมีกระแสการเดินทางเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะจากธุรกิจขายตรง (MLM) เช่น จากประเทศจีน ซึ่งนิยมจัดกลุ่มเดินทางตั้งแต่ 1,000-10,000 คนมาไทย จึงหนุนให้ภาพรวมของตลาดอินเซนทีฟหวือหวากว่าตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกา

+++++++++++++++++++++++++++++

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 ก.ค. 61
www.prachachat.net/tourism/news-196902

Comment Box