อัดแม่เหล็กดูดนักท่องเที่ยว รับไฮซีซั่นดันรายได้เข้าเป้า



ในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา “ภาคการท่องเที่ยวไทย” กลายเป็นพระเอกหลัก ที่ช่วยกระตุ้นและประคับประคองให้เศรษฐกิจไทยยังยืนยงอยู่ได้

แม้ว่าตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงเป็นเป้าหมายใหญ่ในการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว แต่การหวังพึ่งพิงแต่เงินได้จากนอกประเทศเพียงอย่างเดียว ก็อันตรายเช่นกัน เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว นั่นหมายความว่าการเดินทางท่องเที่ยวอาจน้อยลงตามไปได้ ตัวอย่างมีให้เห็นอย่างชัดเจนในเรื่องของการส่งออก ที่เป็นเหมือนเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนประเทศ แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกมีปัญหา ก็ส่งผลกระทบให้การส่งออกไทยกระเทือนตามไปด้วย โดยล่าสุดในเดือนก.ย.ยังติดลบมากถึง 5.51%

ในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา “ภาคการท่องเที่ยวไทย” กลายเป็นพระเอกหลัก ที่ช่วยกระตุ้นและประคับประคองให้เศรษฐกิจไทยยังยืนยงอยู่ได้ โดยเฉพาะรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ล่าสุดตั้งแต่เดือน ม.ค.-28 ก.ย. พบว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางมาไทย 21.91 ล้านคน เติบโตจากปี 57 ประมาณ 27.53% และมีมูลค่ารายได้ทางการท่องเที่ยว 1.04 ล้านล้านบาท เติบโต 29.71% ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวในเดือน ก.ย. ระหว่างวันที่ 1-28 ก.ย.มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.8 ล้านคน เติบโต 4.63% จากปีก่อน

ท่องเที่ยวฟื้นได้เร็ว

แม้ว่าตลอดทั้งปี 58 ภาคการท่องเที่ยวไทย จะเผชิญเหตุเผชิญปัจจัยลบสารพัด ทั้งปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลก ปัจจัยในประเทศ โดยเฉพาะเหตุการณ์ระเบิดที่แยกราชประสงค์ที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของประเทศ แต่ปรากฏว่าภาคการท่องเที่ยวไทยยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ แม้มีอาการซวนเซไปบ้าง แต่สามารถฟื้นกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้ ชาวจีนต่างทะลักเข้ามาท่องเที่ยวในไทยกันเป็นจำนวนมาก มีการคาดกันว่า ในไตรมาสสุดท้ายของปี จะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาเที่ยวไทยไม่ต่ำกว่า 1.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 22.6% อานิสงส์ส่วนหนึ่งมาจากวันหยุดยาว เนื่องในวันชาติจีนที่ชาวจีนนิยมเดินทางมาเที่ยวไทย เพราะคุ้มค่าเงิน ขณะที่ทั้งรัฐและเอกชนต่างกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนกันอย่างหนัก

รัฐบาลสร้างจุดสมดุล

เมื่อมีตัวอย่างให้เห็นเช่นนี้ ขณะเดียวกันรัฐบาลของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็กำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุล โดยสร้างเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแกร่ง ก็เช่นเดียวกันที่การดึงดูดนักท่องเที่ยวต้องไม่ทำเฉพาะการท่องเที่ยวจากต่างชาติเท่านั้น แต่ต้องดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยด้วยเช่นกัน

“กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยมักพบกับวิกฤติต่าง ๆ ที่ล้วนส่งผลกระทบทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางมาไทยลดลง ซึ่งต้องยอมรับว่าหลาย ๆ เหตุการณ์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ แม้กระทบกระเทือนนักท่องเที่ยวต่างชาติบ้าง เพราะไม่รู้สถานการณ์ที่แท้จริงที่เกิดขึ้น แต่กับนักท่องเที่ยวไทยแล้วต่างรู้สถานการณ์ และไม่ตื่นตระหนก ไม่ได้แปรผันไปตามสถานการณ์มากนัก หากจะกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศจริง ๆ สิ่งที่ต้องมองให้ออก คือ การศึกษาถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทยเป็นอย่างไร “กอบกาญจน์” บอกว่า ปัจจุบันนี้ นักท่องเที่ยวไทยนิยมเดินทางเองมากขึ้น โดยเน้นการขับรถท่องเที่ยว หากต้องการให้คนไทยอยากท่องเที่ยว ก็ต้องหา “สิ่งเร้า” มากระตุ้นใจให้อยากเที่ยว ได้จับมือกับ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ อย่าง “โตโยต้า” เพื่อสนับสนุนข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวในโครงการ 12 เมืองต้องห้ามพลาด, 12 เมืองต้องห้ามพลาดพลัสไปให้กับ บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย เพื่อให้ทำการ “ฝัง” ข้อมูลกำหนดจุดพิกัดแหล่งท่องเที่ยวลงไปในระยะกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลกผ่านดาวเทียม หรือจีพีเอส ที่ติดมากับรถยนต์โตโยต้าทุกคัน

นอกจากนี้การจะเดินหน้าดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวเมืองไทย โดยไม่มีข้อกังขา ก็ต้องสร้างจากนักท่องเที่ยวในประเทศด้วยเช่นกัน หากคนไทยรักและพร้อมเดินทางท่องเที่ยวเมืองไทย การจะทำให้ชาวต่างชาติหันมาท่องเที่ยวเมืองไทยก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก ดังนั้น…การเร่งกระตุ้นให้คนไทยเที่ยวไทยจึงเป็นสิ่งที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันเร่งระดมดึงดูดให้เกิดขึ้น ทั้งการออกมาตรการมากระตุ้น รวมไปถึงการหาแนวทางจูงใจ เพื่อทำให้คนไทยหันมาท่องเที่ยวไทยให้มากขึ้น

ใส่แหล่งท่องเที่ยวในจีพีเอส

ทั้งนี้หากดูตามลักษณะการขับรถของคนไทย มักนิยมใช้บริการจีพีเอสของรถมากขึ้น ถ้าทำได้สำเร็จและต่อยอดไปถึงค่ายรถยนต์อื่น ๆ ในไทยต่อไป เชื่อว่าอย่างน้อยเมื่อนักท่องเที่ยวเปิดจีพีเอสขึ้นมาแหล่งท่องเที่ยวแปลกใหม่อาจจะสะดุตา ตรงใจ โดนใจให้คนไทยกระจายการท่องเที่ยวไปในที่หลากหลายมากขึ้นเรียกได้ว่าเป็นการลดความแออัดของแหล่งท่องเที่ยวหลักไปในตัวด้วย

ผุดไอเดียเก๋ชวนเที่ยว

ขณะเดียวกันการจะพัฒนาการท่องเที่ยวให้ดีในบางครั้งการนำรูปแบบ หรือโมเดลจากประเทศที่พัฒนาการท่องเที่ยวได้อย่างแข็งแกร่งมาเป็นตัวอย่างก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะอย่างประเทศญี่ปุ่นที่เริ่มพัฒนาการท่องเที่ยวจากการรณรงค์และโปรโมตการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งทำได้สำเร็จและสร้างความเข้มแข็งให้การท่องเที่ยวของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก จนทำให้ทั้งเจ้ากระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาอย่างกอบกาญจน์ มองเห็นตรงกันกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปิ๊งไอเดียนำโมเดล จุดพักรถข้างถนน หรือที่ชาวญี่ปุ่น เรียกว่ามิจิโนะเอกิที่มีสินค้าที่นำมากจากชุมชนมาวางขายให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านไปมา และแวะมาพักรถได้เลือกสรรซื้อของ

ทั้งนี้ในส่วนของไทย ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวฯและ ททท.จะร่วมกับ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ผุดจุดขายสินค้าในชุมชนตามโมเดลของประเทศญี่ปุ่นในบริเวณพื้นที่ปั๊มปตท.ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว พร้อมดึงสินค้าจากชุมชนมาพัฒนาให้มีรูปลักษณ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ หวังช่วยให้รายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นรวมถึงอุดหนุนกลุ่มพัฒนาสินค้าในชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นไปด้วย…

อัดรางวัลกระตุ้นเที่ยวไทย

นอกจากการอัดมาตรการในการกระตุ้นแล้วสิ่งที่จะทำให้นักท่องเที่ยวอยากท่องเที่ยวอีกอย่างหนึ่งก็คงเป็นผลพลอยได้ต่าง ๆ เช่น การมอบรางวัล…เพื่อหวังให้เกิดการเดินทางต่อเนื่องขึ้นจริงและเห็นผลภายใน 3 เดือน โดย “ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าททท. เตรียมคลอดโครงการ “ไทยแลนด์เช็กพอยต์” เป็นกลยุทธ์กระตุ้นให้คนออกเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวแหล่งต่าง ๆ พร้อมแสดงหลักฐานในการเดินทางตามที่กำหนด อาทิ การแสตมป์ตราประทับในแหล่งท่องเที่ยวครบตามที่กำหนดไว้ในกติกา, แสดงใบเสร็จรับเงินในการค้างแรมในที่พักซึ่งถูกกฎหมาย, แสดงการเช็กอินผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อรับสิทธิในการชิงรางวัลใหญ่ซึ่งมองว่าจะเป็นสิ่งให้คนเข้าร่วมโครงการหรืออาจเป็นรางวัลการท่องเที่ยวแบบพิเศษเพื่อให้ถูกใจกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักท่องเที่ยวขาประจำด้วย

เรียกได้ว่า…ในช่วงไฮซีซั่นหรือช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวนี้ ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยว ทั้งททท.รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอง ต่างพยายามระดมสรรพกำลังทั้งขุด ทั้งอัด ทั้งจัดสารพัดโปรโมต เพื่อดึงดูดเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเดินทางเที่ยวไทยให้มากยิ่งขึ้น แม้เมืองไทยเองจะเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้…ก็นิ่งเฉยอยู่ไม่ได้เช่นกัน เพราะหากมัวแต่รอ “บุญเก่า” เมื่อถึงวันหนึ่ง “บุญเก่า” ย่อมต้องหมดลงไปได้เช่นกัน!!

ที่มา: เดลินิวส์ 28 ตุลาคม 2558

Comment Box