Mon. Oct 15th, 2018
ปลุกลงทุนท่องเที่ยว ‘อาเซียน’ อ้าแขนรับอินเวสเตอร์ทั่วโลก

ปลุกลงทุนท่องเที่ยว ‘อาเซียน’ อ้าแขนรับอินเวสเตอร์ทั่วโลก

งานประชุมการท่องเที่ยวอาเซียน ‘ASEAN TOURISM FORUM 2017’ (ATF) ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อปลายเดือนมกราคม 2560 ที่ผ่านมา มีประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจยิ่ง โดยเฉพาะการโปรโมทท่องเที่ยวอาเซียน และการดึงเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกมาที่ภูมิภาคนี้

คุณลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เปิดเผยถึงเป้าหมายยอดนักท่องเที่ยวเดินทางในอาเซียนปี 2017 ว่า น่าจะเห็นที่ตัวเลข 121 ล้านคน ขยายตัว 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นิยมพำนักเฉลี่ยนาน 7 วัน สำหรับการท่องเที่ยวมากกว่า 2 ประเทศภายในภูมิภาคนี้ สร้างรายได้กว่า 8.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3 ล้านล้านบาท)

และในวาระตั้ง ‘อาเซียน’ ครบรอบ 50 ปี ในปีนี้ได้จัดแคมเปญเฉลิมฉลองภายใต้ชื่อ ‘Visit ASEAN @ 50 Golden Celebration’ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานอาเซียน ทัวริสซึ่ม ฟอรั่ม ที่ผ่านมา มุ่งสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการท่องเที่ยว เสนอขายแพ็กเกจสินค้าท่องเที่ยวราคาพิเศษพร้อมโปรโมทท่องเที่ยวอาเซียนให้เป็นจุดหมายเดียว หรือ One Destination เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาเซียนให้เติบโตต่อเนื่องอาศัยจุดแข็งสำคัญ นั่นคือ ความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ทั้งหาดทรายชายทะเล แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม รวมถึงแหล่งชอปปิง ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวภายในอาเซียนด้วยกันเอง รวมถึงเอเชีย ยุโรป อเมริกา และอื่นๆ

เดินทางท่องเที่ยวอาเซียน

“ประเทศในกลุ่มอาเซียนต้องจับมือกัน ช่วยกันลดอุปสรรค และพัฒนาศักยภาพกับขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การเพิ่มทักษะบุคลากร รวมไปถึงเรื่องสำคัญอย่างการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว อาทิ การเปิดเสรีน่านฟ้า การลงทุนขยายท่าอากาศยาน ให้สามารถรองรับการเติบโตของเที่ยวบินจากประเทศต่างๆ เข้าอาเซียนได้มากขึ้น และการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า” นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าว

ด้านคุณเอ็ดเวิร์ด โค ผู้อำนวยการบริหารการท่องเที่ยวสิงคโปร์ (STB) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวเสริมถึงมิติการลงทุนว่า STB ได้จัดตั้ง ‘กองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว’ (Tourism Development Fund) เพื่อลงทุนและพัฒนาภาคการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ 2559-2563 ใช้งบประมาณกว่า 700 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1.75 หมื่นล้านบาท)

โดยมุ่งพัฒนาใน 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่ การจัดอีเวนท์ เพื่อตอกย้ำตำแหน่งของสิงคโปร์ในฐานะผู้นำด้านการเดินทางเพื่อธุรกิจและการท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ รวมถึงการลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงนวัตกรรมและสร้างสรรค์ (Innovative & Creative Tourism) ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของการท่องเที่ยวสิงคโปร์ สุดท้าย คือ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรในภาคท่องเที่ยวให้แข็งแกร่งทั้งระบบ

ด้านคุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทย เล่าว่า ได้เสนอในที่ประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียนในงานอาเซียน ทัวริสซึ่ม ฟอรั่ม ให้กลุ่มประเทศอาเซียนใช้เวทีการประชุมของสภาการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Congress : WTTC) ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศไทยในเดือนเมษายนนี้ ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

ด้วยการเดินหมากเชิงรุก! นำเสนอเกี่ยวกับศักยภาพ รวมถึงกฎข้อบังคับล่าสุดในการส่งเสริมการลงทุนด้านธุรกิจท่องเที่ยวและบริการของแต่ละประเทศต่อผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งประกอบด้วยเจ้าของ ผู้บริหารธุรกิจท่องเที่ยว และนักลงทุนจากทั่วโลก

สถานที่ท่องเที่ยวในอาเซียน

“กลุ่มประเทศอาเซียนต้องช่วยกันฉายความต้องการการลงทุนจากทั้งในและนอกกลุ่มอาเซียน (ASEAN Tourism Investment) เพื่อดึงดูดความสนใจจากเหล่าซีอีโอทั่วโลก”

นอกจากนี้ ยังต้องการให้นักลงทุนไทย ได้รับทราบและเข้าใจข้อมูลด้านกฎระเบียบของประเทศเพื่อนบ้านอย่างถูกต้องและชัดเจนด้วย เป็นการปูพรมสู่โอกาสขยายธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่มีศักยภาพในต่างประเทศสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่อยากเห็นเอกชนไทยออกไป ‘โตนอกบ้าน’

คุณกอบกาญจน์ ขยายความต่อประเด็นนี้ว่า ก่อนหน้านี้ ได้เดินทางไปหารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนท่องเที่ยวของเมียนมา พบว่าทางเมียนมาเองสนใจให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปลงทุนด้านท่องเที่ยวและบริการในเมียนมาอย่างยิ่ง หลังปรับปรุงกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในพื้นที่ตามแนวชายแดน เช่น เมืองมะริด ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวใหม่ที่ฉายแววโดดเด่นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหาดทรายชายทะเล สามารถท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยงกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และภูเก็ตของไทยได้ สำหรับธุรกิจที่ฝั่งเมียนมาอยากให้ไทยเข้าไปลงทุนนั้น ครอบคลุมโครงการทางน้ำ ท่าเรือท่องเที่ยว และโรงแรมที่พัก

ท่องเที่ยวอาเซียน

นอกเหนือจากเมียนมาแล้ว กัมพูชาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน! โดยทางกัมพูชาได้เสนอให้เอกชนไทยเข้าไปลงทุนด้านท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ (Eco-Tourism) ในเมืองท่องเที่ยวรองทางภาคตะวันออกและภาคเหนือ เนื่องจากต้องการกระจายนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่ให้กระจุกตัวอยู่ในเฉพาะเสียมราฐเท่านั้น และยังต้องการให้รัฐบาลไทยพาเอกชนไปสำรวจพื้นที่เมืองกัมปอตทางภาคใต้อีกด้วย

สำหรับงาน ‘อาเซียน ทัวริสซึ่ม ฟอรั่ม 2018’ ซึ่งจะจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 22-26 มกราคม 2561 ภายใต้แนวคิด ‘Sustainable Connectivity Boundless Prosperity’ ได้ยืนยันความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพครั้งต่อไป และมั่นใจในศักยภาพของเชียงใหม่อย่างมาก

คุณยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคทั้งจุดประชุมสัมมนาและห้องพัก และยังตั้งอยู่บนตำแหน่งที่สามารถเดินทางเชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนได้ ปัจจุบันมีเที่ยวบินจากสิงคโปร์กับมาเลเซีย และกำลังจะมีเที่ยวบินใหม่จากจาการ์ตา อินโดนีเซีย และมะนิลา ฟิลิปปินส์ในเร็วๆ นี้ เข้ามาเสริมสร้างภาพลักษณ์ฮับการเดินทางใหม่ที่น่าสนใจ หลังมีเที่ยวบินจากเอเชียตะวันออกที่เปิดให้บริการบินตรงสู่เชียงใหม่อยู่แล้ว อาทิ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ท่องเที่ยวอาเซียน

ผู้ว่าการ ททท. ยังเล่าถึงภาพรวมตลาดนักท่องเที่ยวอาเซียนที่เดินทางมาไทยด้วยว่า ปีที่แล้วเดินทางมาไทยมากถึง 8.6 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางซ้ำ และนิยมเดินทางด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่พำนักเฉลี่ย 5 วัน ใช้จ่ายเกือบ 3 หมื่นบาทต่อทริป

“โจทย์ที่ยังต้องแก้ คือ นักท่องเที่ยวอาเซียนมาไทยบ่อยก็จริง แต่ยังใช้จ่ายไม่สูงนัก เนื่องจากมองไทยเป็นจุดหมายสำหรับท่องเที่ยวในช่วงสุดสัปดาห์ หรือเป็นแค่ วีคเอนด์ เดสติเนชั่น เท่านั้น โดยปีนี้ ททท.ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวอาเซียนมาไทยที่ 9.2 ล้านคน เติบโต 5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนรายได้ ตั้งเป้าที่เกือบ 3 แสนล้านบาท เติบโต 11%”