Thu. Oct 18th, 2018
จับตา ‘มะริด’ แย่งซีนภูเก็ต ขึ้นแท่น ‘เพชรเม็ดใหม่’ แห่งอันดามัน

จับตา ‘มะริด’ แย่งซีนภูเก็ต ขึ้นแท่น ‘เพชรเม็ดใหม่’ แห่งอันดามัน

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสอัพเดตภาพรวมการลงทุนในไทยและประเทศเพื่อนบ้านกับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ข้อมูลที่น่าสนใจ เห็นจะเป็นกระแสการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV อันประกอบไปด้วย 4 ประเทศเพื่อนบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ดูจะคึกคักอย่างมาก แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนจากสหรัฐอเมริกาและยุโรปจะชะลอตัว กระแสเงินทุนไหลเข้ามาน้อยมาก แต่ยังดีที่ได้เม็ดเงินลงทุนจากชาติในเอเชียด้วยกัน ทั้งจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย

โดยเฉพาะปี 2557 – 2558 นี้ โมเมนตัมการลงทุนยังคงขยายตัวดีต่อเนื่อง รัฐบาลจีนได้เป็นหัวหอกสำคัญ ดาหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบโลจิสติกส์ ภาคเอกชนในจีนเร่งสปีดต่อแถวลงทุนอุตสาหกรรมอื่นๆ ในกลุ่มประเทศ CLMV ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็เพิ่มดีกรีทั้งผลักทั้งดันธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่เข้มแข็งและมีศักยภาพในการแจ้งเกิดเพื่อเติบโตนอกบ้านสูงมาก

เมื่อถามถึงไทย ธุรกิจใดมีศักยภาพมากที่สุดในการออกไปปักธงต่างประเทศ อาจจะเริ่มต้นในประเทศเพื่อนบ้านก่อนก็ได้คำตอบที่ได้ คือ ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม ‘ฮอสพิทาลิตี้’ ไม่ได้ยอกันเองจนเกินเหตุ แต่ BOI ย้ำชัดว่าโรงแรมไทยได้เปรียบประเทศอื่นๆ เรื่องนี้จริงๆ

ผู้เขียนเองก็เห็นด้วย เพราะเท่าที่ได้พูดคุยกับเจ้าของและผู้บริหารโรงแรมไทยทั้งรายใหญ่รายย่อย ต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า โรงแรมไทยแข็งแกร่งเรื่องอัตลักษณ์อันโดดเด่นรวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้านฮอสพิทาลิตี้ เรื่องจิตบริการของคนไทยยังครองใจคนทั่วโลก ประกอบกับกลุ่มประเทศ CLMV ยังขาดทักษะการบริหารคนในเรื่องนี้อย่างมาก

ทาง BOI ต้องการเห็นคนไทยเพิ่มสปีดออกไปลงทุนต่างประเทศให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีศักยภาพในการลงทุนสูงมากไม่แพ้บ้านเราด้วยการเร่งมองหาพันธมิตรลงทุนโรงแรมหรือร้านอาหารหรือติดต่อนักลงทุนในประเทศนั้นๆ เพื่อขอรับจ้างบริหารเพราะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะได้ฤกษ์เปิดอย่างสมบูรณ์แบบในสิ้นปีนี้แล้ว

อย่างธุรกิจร้านอาหาร BOI สะท้อนว่ายังไม่เห็นคนไทยโฟกัสธุรกิจนี้กันมากนัก ทั้งที่มีความต้องการให้ไปลงทุนสูงมากประเมินได้จากฟีดแบ๊คของชาวต่างชาติที่เข้าไปทำธุรกิจในเมียนมาร์ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอาหารท้องถิ่นของเมียนมาร์ไม่ค่อยถูกปากพวกเขาเท่าไหร่ ประเด็นนี้จึงนับเป็นโอกาสของคนไทยที่สนใจเปิดร้านอาหารไทยในเมืองหลักเช่น กรุงย่างกุ้ง

แม้กลุ่มประเทศ CLMV จะมีศักยภาพและความน่าสนใจในหลากหลายๆ ด้าน แต่เมื่อพูดถึง ‘ความพร้อม’ ในการรองรับการลงทุนแล้ว กลับมีข้อแตกต่างกันเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องข้อกฎหมายเอื้อลงทุน อย่างที่กัมพูชาและลาว ยังไม่มีข้อกฎหมายหนุนนักลงทุนต่างชาติชัดเจนนัก

ด้านเวียดนาม แม้จะมีการปรับปรุงกฎหมายใหม่เพื่อรองรับการลงทุน แต่มีการปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง ยังไม่นิ่งพอถึงขั้นที่นักลงทุนจะวางใจได้

มะริด

ขณะที่เมียนมาร์ ซึ่งเป็นประเทศเปิดใหม่ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจอย่างมาก กลับพบว่ากฎหมายการลงทุนยังค่อนข้างล้าสมัย ปัจจุบัน ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เร่งปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น พูดถึง ‘เมียนมาร์’ ผู้เขียนเชื่อว่านักลงทุนไทยยังคงสนใจและหลงใหลกลิ่นหอมของประเทศนี้ เพราะเห็นเทรนด์เติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มาแรงอย่างยิ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ด้วยจุดขายที่แตกต่างและแปลกใหม่ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่สดใหม่กว่าท่องเที่ยวไทยมาก

ผู้เขียนได้มีโอกาสฟังเจ้าของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายรายหนึ่งเล่าถึงสถานการณ์การลงทุนในเมียนมาร์ให้ฟังว่า แม้โอกาสการลงทุนในประเทศเปิดใหม่แห่งนี้จะน่าสนใจอย่างมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ยังมี ‘อุปสรรค’ ในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัฐของเมียนมาร์ซึ่งยังมีปัญหาเรื่องความล่าช้า ด้วยระบบราชการของพม่ายังคล้ายกับประเทศไทยเมื่อสัก 40 ปีก่อน

ประกอบกับครอบครัวเจ้าของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในเมียนมาร์ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10 ครอบครัวในกรุงย่างกุ้ง ทำธุรกิจครอบคลุมเกือบทุกเซ็กเตอร์ การเข้าไปผูกมิตรเพื่อสานสัมพันธ์ทางธุรกิจกับตระกูลใหญ่ๆ เหล่านี้ จึงเป็นเรื่องยากถึงยากมากๆ เพราะมีนักลงทุนต่างชาติเจ้าอื่นได้เข้าไปเจรจาทำธุรกิจร่วมกันหลายเจ้าหลากธุรกิจแล้ว เหลือพื้นที่ให้นักลงทุนหน้าใหม่เข้าไปดีลด้วยน้อยจริงๆ

เมืองใหม่น่าลงทุนแม้กรุงย่างกุ้งจะมีข้อจำกัดเรื่องความยากในการเข้าหาเพื่อผนึกกับกลุ่มทุน แต่ยังมีเมืองหนึ่งที่น่าสนใจและพร้อมเปิดกว้างให้นักลงทุนไทยเข้าไปปักธง เมืองที่ว่านั้นก็คือ ‘มะริด’ ในรัฐยะไข่ ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของเมียนมาร์ มีเกาะน้อยใหญ่ในทะเลอันดามันมากกว่า 700 เกาะ มีหาดงาปาลี เป็นแหล่งท่องเที่ยวไฮไลต์

ปัจจุบัน กระทรวงการโรงแรมและท่องเที่ยวของเมียนมาร์ ได้เปิดให้เอกชนต่างชาติที่สนใจเข้าไปขออนุญาตเช่าเกาะแล้ว แถมโมเดลการเช่ายังคล้ายกับที่เกาะสวรรค์ ‘มัลดีฟส์’ เป๊ะ…

หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยเองยังมองตรงกันด้วยซ้ำว่า อีกไม่นานการพัฒนาตลาดท่องเที่ยวในแถบเมืองมะริดจะบูมถึงขั้นสุด เป็นที่สนอกสนใจจากนักท่องเที่ยวยุโรปผู้นิยมความเงียบสงบ ส่งแรงกระเพื่อมสะเทือนถึงภูเก็ตแน่นอนเพราะทางกระทรวงการโรงแรมฯ ของเมียนมาร์ค่อนข้างกำหนดแนวทางการพัฒนาชัดเจนว่ามะริดจะต้องเป็นเมืองท่องเที่ยวทางชายทะเลที่ไม่มีปัญหาจนแก้ไขยากเหมือนภูเก็ตบ้านเรา

ปัจจุบัน เริ่มมีนักลงทุนเมียนมาร์และต่างชาติเข้าไปลงทุนสร้างโรงแรมในเมืองมะริดแล้ว เท่าที่ทราบตอนนี้ มีนักลงทุนฮ่องกง รวมถึงนักลงทุนไทยจากประจวบคีรีขันธ์ที่เข้าไปพัฒนาโครงการ โรงแรมเพิร์ล ลากูน่า ระดับ 4 ดาว ขณะที่นักลงทุนฝั่งเมียนมาร์เองก็พัฒนาโรงแรมเช่นกัน เช่น โรงแรมรอยัล เจด

คุณวีระ ศรีวัฒนตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ฉายภาพให้ฟังว่า ทางการเมียนมาร์ต้องการให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ เช่าเกาะทำโรงแรมในเมืองมะริดอย่างมาก เพื่อพัฒนาซัพพลายการท่องเที่ยวให้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว หนุนมะริดเป็นเดสติเนชั่นทางทะเลยอดนิยมในอีก 5 – 10 ปีข้างหน้า

ขนาด ‘ด่านสิงขร’ ยังไม่ได้เปิดให้เป็นด่านถาวร พบว่ามีปริมาณทราฟิกจากนักท่องเที่ยวทั้งฝั่งไทยและเมียนมาร์จำนวนไม่น้อยเดินทางข้ามแดนไปมา ตอนนี้ทางจังหวัดประจวบฯ เองก็พยายามผลักดันให้เร่งเปิดเป็นด่านถาวรโดยเร็วที่สุดเพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว และโปรโมทเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างฝั่งไทยกับเมียนมาร์ได้

ผู้ว่าเมืองประจวบฯ ยังแย้มด้วยว่า ตอนนี้เริ่มมีนักลงทุนเข้ามาซื้อที่ดินในตัวอำเภอเมืองประจวบฯ กันจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ๆ ด่านสิงขรพุ่งสูงกว่า 10 เท่าตัว แนวโน้มการขยายตัวของธุรกิจโรงแรมเริ่มกระจายตัวจากอำเภอหัวหินและอำเภอเมืองฯ ลงมายังตอนล่างของจังหวัดใกล้ด่านสิงขรมากขึ้น

นักลงทุนท่านใดสนใจ ติดตามสถานการณ์ตลาดและราคาที่ดินในมะริดกับประจวบฯ ไว้ให้ดี อาจเป็นจังหวะการลงทุนที่ดีของท่านก็เป็นได้