Thu. Oct 18th, 2018
อย่ามองข้ามกำลังซื้อ ทัวริสต์แดนภารตะ

อย่ามองข้ามกำลังซื้อ ทัวริสต์แดนภารตะ

เหตุระเบิดใจกลางกรุงย่านราชประสงค์เมื่อ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา นำพาซึ่งความอกสั่นขวัญเสีย เพราะมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ถึง 20 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 100 ราย นอกเหนือจากความเสียหายในชีวิตที่ไม่อาจประเมินค่าได้แล้ว ในเชิงผลกระทบทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินว่าภาคการท่องเที่ยวไทยจะสูญเสียรายได้ในช่วงเดือนกันยายน – พฤศจิกายนนี้ประมาณ 6 – 7 หมื่นล้านบาท

โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวตลาดเอเชียที่อ่อนไหวกับสถานการณ์ คาดว่า จะชะลอการเดินทางพอสมควร ภาคเอกชนท่องเที่ยว ทั้งฟากฝั่งผู้ประกอบการโรงแรม บริษัททัวร์ สายการบิน และอื่นๆ ต่างพูดตรงกันว่าเหตุการณ์นี้ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอย่างมากอยากให้รัฐบาลเร่งกู้ศรัทธาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยด่วนไม่เช่นนั้น ในเดือนกันยายน – ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวจะเริ่มจองแพ็คเกจท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น อาจมีอันปรับแผนการเดินทางเลือกไปเที่ยวที่อื่นแทน ทุกคนต่างคาดหวังว่า ผลกระทบจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้นราว 3 เดือนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้นักท่องเที่ยวโซนเอเชียตะวันออก อย่างจีน ฮ่องกง ไต้หวัน จะหวั่นกลัว แต่ยังมีนักท่องเที่ยวจากอีกตลาดหนึ่งที่กระแสการเดินทางมาไทยยังคงดีไม่มีตก ตลาดที่ว่านั้นคือ อินเดีย เพราะไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรกับเมืองไทย ทัวริสต์แดนภารตะไม่มีหวั่นอยู่แล้ว

โดยตลอดปี 2558 ททท. ตั้งเป้าจำนวนชาวอินเดียมาเที่ยวไทย 1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ความน่าสนใจของตลาดอินเดีย คือ เรื่องค่าใช้จ่ายต่อวันที่ค่อนข้างสูงรายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า นักท่องเที่ยวอินเดียใช้จ่ายสูงเกือบ 6,000 บาทต่อวัน มาวินเป็นอันดับ 4 รองจากนักท่องเที่ยวจีน สิงคโปร์ และมาเลเซียเท่านั้น

โดย ททท. สำนักงานนิวเดลีและมุมไบ วางกลยุทธ์ไว้ว่าจะขยายสัดส่วนตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง จากสัดส่วน 25% ในปีที่แล้ว เพิ่มเป็น 30% ในปีนี้ ล้อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจอินเดียที่คาดว่าปีนี้จะขยายตัวที่ระดับ 7.5%

นอกจากนี้ ผลวิจัยของบริษัท โกทัค กรุ๊ป ร่วมกับ เอินส์ท แอนด์ ยัง ได้ระบุถึงตัวเลขมหาเศรษฐีในอินเดีย ช่วงปี 2557 – 2558 ไว้ว่า จะมีมากกว่า 1 แสนครัวเรือน และมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 3 แสนครัวเรือนในอีก 3 ข้างหน้า หรือคิดเป็นประมาณ 1% ของประชากรอินเดียทั้งหมด ตัวเลขรายได้ของมหาเศรษฐีอินเดียเหล่านี้ อยู่ที่ 250 ล้านรูปี หรือประมาณ 130 ล้านบาทต่อครอบครัว ขณะที่ชนชั้นกลางมีรายได้ประมาณ 3.4 แสน – 1.7 ล้านรูปี หรือประมาณ 1.8 แสนบาท – 8.69 แสนบาท

เมื่อความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของแดนภารตะ หนุนให้กำลังซื้อของชาวอินเดียสูงขึ้น ส่งผลให้มีองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวนับ 50 ประเทศ รุกเข้ามาตั้งสำนักงานเพื่อทำการตลาดแย่งชิงฐานนักท่องเที่ยวอินเดียกันยกใหญ่

อย่างไรก็ตาม ไทยยังครองตำแหน่งเดสติเนชั่นที่ได้รับความนิยมสูงจากชาวอินเดีย แนวทางเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงและระดับไฮเอนด์ของ ททท. ในปี 2559 รูปแบบการทำกิจกรรมจะเจาะกลุ่มสังคมของผู้อาศัยคอนโดมิเนียมหรูเพื่อแนะนำแหล่งท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มไฮเอนด์ โดยแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่ ททท. แนะนำและโปรโมทเพิ่มเติมจากภูเก็ตและพัทยา คือ แหล่งท่องเที่ยวในสุราษฎร์ธานี เช่น อุทยานแห่งชาติเขาสก เขื่อนรัชชประภา รวมถึงเกาะต่างๆ ทั้งเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า

ตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียจะเป็นส่วนสำคัญของกระแสนักท่องเที่ยวจากตลาดเอเชีย ช่วยชดเชยรายได้จากนักท่องเที่ยวตลาดยุโรปที่ชะลอการเติบโต จากปัจจัยลบปัญหาเศรษฐกิจพร้อมจัดโรดโชว์ให้ข้อมูลแก่บริษัททัวร์ที่จัดโปรแกรมท่องเที่ยวแก่ผู้ขับขี่บิ๊กไบค์ชาวอินเดีย ขณะที่ ‘ตลาดแต่งงาน’ ททท. ยังเพิ่มดีกรีทำตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง ไทยต้องแข่งขันกับ 2 ประเทศคู่แข่งอย่างเมอริเชียสและศรีลังกา เพื่อชิงการเป็นจุดหมายปลายทางที่คู่แต่งงานชาวอินเดียชื่นชอบ โดยไทยสามารถรุกจับตลาดได้อยู่หมัด จนได้รับรางวัล ‘เดอะ เบสท์ เวดดิ้ง เดสติเนชั่น’ 4 ปีต่อเนื่อง จากนิตยสารแทรเวล แอนด์ เลเชอร์ ของอินเดีย และจากสถิติในแต่ละปีจะมีคู่สมรสจากอินเดียมาจัดพิธีแต่งงานในไทยมากกว่า 100 คู่ ค่าใช้จ่ายต่องานไม่มากไม่มายเท่าไหร่ เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทเท่านั้นเอง ที่ผ่านมาเคยมีคู่แต่งงานระดับมหาเศรษฐีเข้ามาจัดในไทย ใช้จ่ายสูงถึง 100 ล้านบาท ส่งผลให้หลายๆ โรงแรมในภูเก็ต เกาะสมุย กระบี่ และหัวหิน ได้รับความสนใจจากคู่แต่งงานชาวอินเดีย

‘มาร์ติน ไรซ์’ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรม เชอราตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา เคยเล่าให้ฟังว่า “เชอราตัน หัวหินฯ ถือเป็นรีสอร์ตในเมืองท่องเที่ยวต่างจังหวัดที่มีคู่แต่งงานของชาวอินเดียมาจัดพิธีแต่งงานมากที่สุดในไทย เฉลี่ยจำนวนงานแต่งอยู่ที่ 20 – 25 งานต่อปี”

คุณมาร์ติน ขยายความต่อไปว่า ตลาดคู่แต่งงานชาวอินเดียมีศักยภาพสูงมาก เพราะเป็นตลาดที่ใช้จ่ายสูง เฉพาะค่าห้องพักและอาหารต่องานต้องจ่ายให้กับรีสอร์ตตั้งแต่ 4 – 11 ล้านบาท เพื่อรองรับแขกที่เชิญมาร่วมพิธีแต่งงานราว 300 – 500 คน ทั้งนี้ ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการจ้างทีมงานออร์กาไนเซอร์มาจัดพิธีตลอด 3 วัน 3 คืน ซึ่งค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณงานละ 6 – 7 ล้านบาท

อีกจุดที่ได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ คือ กระบี่ คุณทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เล่าว่า ตลาดคู่รักฮันนีมูนและคู่แต่งงานชาวอินเดียจะเป็นอีกตลาดที่สำคัญของภาคการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ โดยโรงแรมที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากตลาดนี้ คือ โรงแรมริมหาดคลองม่วง ทำให้ในปี 2559 จังหวัดกระบี่เตรียมใช้งบฯ 20 ล้าน เพื่อปรับภูมิทัศน์ถนนขนานหาดคลองม่วง ตำบลหนองทะเล อำเภอเมืองฯ ความยาว 10 กิโลเมตรตั้งแต่ทางเข้า

การปรับปรุงดังกล่าวจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ ‘เวดดิ้ง เดสติเนชั่น’ ของกระบี่ เพื่อให้ภาพการเดินขบวนและพิธีแต่งงานของคู่บ่าวสาวชาวอินเดียออกมาสวยงามที่สุด