Thu. Dec 12th, 2019
“เจ้าสัวเจริญ”อัดงบ4 หมื่นล้าน ผุดโรงแรม13แห่งควบมิกซ์ยูส

“เจ้าสัวเจริญ”อัดงบ 4 หมื่นล้าน ผุดโรงแรม 13 แห่งควบมิกซ์ยูส

AWC ทุ่มงบ 4 หมื่นล้าน ขยายเอเซียทีค ผุดโรงแรมย้อนยุคสมัยร.5 และค้าปลีก 9 หมื่นตารางเมตร เล็งปั้นเป็นไอคอนนิกแห่งใหม่ริมเจ้าพระยา และมิกซ์ยูสพัทยา พร้อมเปิดโรงแรมใหม่ 13 แห่ง คาดปี 68 มีห้องพักร่วม 8,506 ห้อง

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือข่ายของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เปิดเผยว่า ปัจจุบัน AWC มีโรงแรมที่เปิดให้บริการแล้ว 14 แห่ง และขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาโรงแรมใหม่อีก 13 แห่ง มูลค่าการลงทุนราว 4 หมื่นล้านบาท ในช่วง 3 ปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะเปิดโรงแรมทั้งหมดจะใช้เวลาราว 5 ปี ส่งผลภายในปี 2568 จะมีโรงแรมที่เปิดให้บริการทั้งหมดรวม 27 แห่ง มีจำนวนห้องพักราว 8,506 ห้อง จากปัจจุบันมีห้องพักที่เปิดให้บริการอยู่ราว 4,960 ห้อง

“เจ้าสัวเจริญ”อัดงบ4 หมื่นล้าน ผุดโรงแรม13แห่งควบมิกซ์ยูส

ทั้งนี้มีทั้งโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา การลงทุนใหม่ การปรับปรุงโรงแรมในพอร์ตการลงทุนของบริษัททีซีซี เพื่อให้ AWC นำมาสร้างมูลค่าและพัฒนาต่อให้ดีขึ้นโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ประกอบไปด้วยโครงการมิกซ์ยูส 2 โครงการ คือ

1. การก่อสร้างโรงแรมและรีเทล ในโครงการส่วนต่อขยายเอเชียทีค เดอะริเวอร์ ฟร้อนท์ (ฝั่งเจริญกรุงที่เปิดให้บริการอยู่) ในพื้นที่ที่ยังเหลือการพัฒนาราว 40 ไร่ ลงทุน 1 หมื่นล้านบาท ในการสร้างโรงแรมแมริออท เอเชีย ทีค ขนาด 800 ห้อง พื้นที่ 16 ไร่ เริ่มก่อสร้างปีหน้า การจำลองเรือนำเสด็จประพาทยุโรปของรัชกาลที่ 5 ความยาว 50 เมตร มาทำเป็นพิพิธภัณฑ์เรือ และร้านอาหาร จะเปิดต้นปีหน้า

รวมถึงพัฒนาพื้นที่ที่เหลืออีก 20 ไร่ สร้างพื้นที่รีเทลอีกราว 9 หมื่นตารางเมตร ติดฝั่งแม่น้ำยาว 300 เมตร คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปีหน้า ตั้งเป้าให้เป็นไอคอนนิคแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นก็มองการขยายการลงทุนพื้นที่ที่ยังเหลืออีก 27 ไร่ บริเวณถนนฝั่งตรงข้าม ส่วนโครงการเอเชียทีค ฝั่งเจริญนคร ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษายังไม่ได้มีแผนลงทุนในขณะนี้

2. โครงการลงทุนมิกซ์ยูสที่พัทยา ในพื้นที่ลงทุนระยะแรก 20 ไร่ ใกล้กับพื้นที่ฮาร์ดร็อค พัทยา ลงทุน 1 หมื่นล้านบาท สร้างโรงแรม 2 แห่ง รวม 1,298 ห้อง และพื้นที่รีเทล โดยโรงแรมที่อยู่ในโครงการมิกซ์ยูส ทั้ง 2 โครงการจะเน้นความเป็นไมซ์ โฮเทล

นอกนั้นจะเป็นการลงทุนโรงแรมในลักษณะลักชัวรี อาทิ โรงแรมบันยันทรี กระบี่ โรงแรมมีเลีย เกาะสมุย ที่จะเปิดในปีหน้า ลงทุนโรงแรมในกรุงเทพ อีก 2 แห่ง รวมทั้งปรับปรุงโรงแรมแกรนด์โซเล่ ที่พัทยา ปรับปรุงโรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง เป็นต้น ซึ่งการปรับปรุงทั้งหมด จะเน้นความเป็นโรงแรมระดับมิดสเกลขึ้นไป

“อีกทั้ง AWC ยังตั้งงบการลงทุนเพิ่มเติมอีกปีละราว 1 หมื่นล้านบาท สำหรับการลงทุนในโครงการใหม่ที่เพิ่มจาก 13 โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาดังกล่าวด้วย การลงทุนต่าง ๆ เรามองผลตอบแทนในการลงทุน IRR อยู่ที่ 12% และด้วยการลงทุนขนาดใหญ่ทำให้ต้นทุนในการพัฒนาโครงการอยู่ที่ครึ่งหนึ่งของโรงแรมใหม่ทั่วไปที่มีการลงทุน เพราะสามารถสั่งซื้อสินค้าร่วมกันได้ เป็นต้น”

นางวัลลภา ยังกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ทั้ง 14 โรงแรมที่เปิดให้บริการอยู่ สร้างรายได้ให้ AWC ในราว 7.86 พันล้านบาท ซึ่งรายได้หลักมาจากโรงแรมที่เป็นไมซ์โฮเทล คิดเป็นสัดส่วน 52 % ตามมาด้วยซิตี้ โฮเทล สัดส่วน 16.5% ลักชัวรี โฮเทล 11% ที่เหลือเป็นรายได้จากตลาดเลเชอร์ ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการเติบโตของรายได้อยู่ที่ราว 35% และ อิบิด้า เติบโต 33 % โดยมีอิบิด้าอยู่ที่ 4.9 พันล้านบาท

อย่างไรก็ดีจุดเด่นของ AWC คือมี 6 โรงแรมเชนร่วมเป็นพันธมิตรที่เราดึงมาช่วยบริหารโรงแรมให้ ได้แก่ แมริออท อินเตอร์คอนติเนนทัล บันยันทรี ฮิลตัน โอกุระ มีเลีย ที่ล้วนเป็นเชนโรงแรมระดับโลก มีเข้มแข็งเรื่องการขายและการตลาด ส่งผลให้เรามีรายได้จากจองห้องพักโดยตรงสูงถึง 55 % ทำให้มีค่าใช้จ่ายในด้านนี้ที่ต่ำกว่า ไม่ต้องจ่ายค่าคอมมิชั่น 20-30 % เหมือนโรงแรมอื่นที่ขายผ่านออนไลน์ทราเวล เอเย่นต์ (OTA)

“เจ้าสัวเจริญ”อัดงบ4 หมื่นล้าน ผุดโรงแรม13แห่งควบมิกซ์ยูส

อีกทั้งการรีแบรนด์โรงแรมมาใช้แบรนด์ระดับกลางถึงบนขึ้นไป ทำให้โรงแรมต่างๆมีรายได้เพิ่มขึ้นชัดเจน เฉลี่ยแล้วมีรายได้เพิ่มจากเดิมถึง 5 เท่า อาทิ การรีแบรนด์อิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค เป็น โรงแรมแมริออท มาร์คีส์ เป็นต้น

“ในพอร์ตโรงแรมที่เรามีจะเป็นโรงแรมในระดับอัพสเกล 62% ลักชัวรี 34% ดังนั้นจะเห็นว่าธุรกิจโรงแรมของ AWC จะเน้นกลุ่มอัพสเกล คิดเป็นสัดส่วนกว่า 96% ซึ่งเราไม่เน้นโรงแรมระดับกลางลงมา เพราะมองว่ามีการแข่งขันสูง และได้ราคาขายไม่ดี ทำให้การลงทุนการลงทุนโรงแรมของเราจึงมองไปที่ตลาดระดับกลางถึงบนเป็นหลัก” นางวัลลภา กล่าว

ด้าน นายสเตฟาน ฟานเดน อาวาเล หัวหน้าคณะกลุ่มโรงแรมบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการของ AWC ว่า “สินทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการของเรานั้นมีความหลากหลายและสมดุลในเชิงธุรกิจ โดยสินทรัพย์โรงแรมเกือบทั้งหมดนั้น AWC เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และตั้งอยู่ในทำเลธุรกิจที่สำคัญและแลนด์มาร์คของธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทย จึงมีศักยภาพที่จะสร้างรายได้และกระแสเงินสดได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมทั้งสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว”

“เจ้าสัวเจริญ”อัดงบ4 หมื่นล้าน ผุดโรงแรม13แห่งควบมิกซ์ยูส

เนื่องจากประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ในปี 2561 ที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมายังประเทศไทยกว่า 38 ล้านคน ซึ่ง Hotels and Restaurants Sector สร้างรายได้ประมาณ 915,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.6% ของ Nominal GDP ของประเทศไทย จากข้อมูลจากในอดีตและการคาดการณ์ในระยะยาว ชี้ให้เห็นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จึงเป็นโอกาสในการเติบโตอย่างไร้ขีดจำ รวมถึงการที่ AWC จะมีการลงทุนโรงแรม มองระยะยาวถึงการรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยวที่องค์การการท่องเที่ยวโลก คาดว่าในปี 2573 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทยกว่า 50 ล้านคน ซึ่งภาครัฐก็อยู่ระหว่างลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่งการขยายสนามบิน และรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยว


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.thansettakij.com
www.thansettakij.com/content/406167