Fri. Dec 6th, 2019

ก.ท่องเที่ยว-ททท. เร่งปั้นรายได้-หนุนตัวเลข GDP

ก้าวสู่ช่วงไฮซีซั่นเต็มตัวแล้วสำหรับภาคการท่องเที่ยวของไทย และยังคงเป็นเซ็กเตอร์สำคัญในการขับเคลื่อนตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศสำหรับปีนี้ได้

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมสัมภาษณ์ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ “ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระหว่างเข้าร่วมงาน World Travel Market 2019 หรือ WTM 2019 ครั้งที่ 39 งานส่งเสริมการขายทางการท่องเที่ยว ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 4-6 พ.ย.ที่ผ่านมา ถึงแนวทางในการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวทั้งระยะสั้นและระยะยาวไว้ดังนี้

ก.ท่องเที่ยว-ททท.-ยุทธศักดิ์-สุภสร

“ยุทธศักดิ์” บอกว่า จากมาตรการกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งระยะสั้นและระยะยาวที่ผ่าน ครม.เศรษฐกิจไปแล้ว รวมถึงโครงการชิมช้อปใช้ และอีก 2 โครงการคือ เที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลก ที่ได้เริ่มไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และโครงการร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทยที่จะเปิดตัวในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ คาดว่าจะเป็นมาตรการสำคัญที่จะมาช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศไปจนถึงปลายปี

เนื่องจากมาตรการทั้งหมดนี้จะต้องมีการเดินทางท่องเที่ยวและใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวภายในสิ้นปีนี้เท่านั้น จึงเชื่อมั่นว่ารายได้จากการท่องเที่ยวสำหรับปี 2562 นี้เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้คือ รายได้จากการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือไทยเที่ยวไทยประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 2.04 ล้านล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดราว 39.8 ล้านคน และหนุนให้ตัวเลขจีดีพีรวมปีนี้ขยายได้ไม่ต่ำกว่า 3%

โดยในจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 39.8 ล้านคนนี้ นักท่องเที่ยวจีนจะยังคงมีจำนวนสูงที่สุด และเชื่อว่าปีนี้นักท่องเที่ยวจีนก็ยังมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้น และมีจำนวนรวมอยู่ที่ราว 11 ล้านคน จากจำนวน 10.5 ล้านคนในปี 2561 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ตลาดหลัก ๆ อาทิ มาเลเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี รวมถึงอินเดีย ก็จะยังสามารถขยายตัวได้เช่นกัน

“ยุทธศักดิ์” บอกด้วยว่า จากรายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวฯนั้นในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมา รายได้ของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกซึ่งเป็นตลาดใหญ่เติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 4% ขณะที่ยุโรปนั้นค่อนข้างทรงตัวและติดลบเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน

สำหรับแนวโน้มในปี 2563 นั้น “ยุทธศักดิ์” บอกว่า นโยบายรัฐบาลที่ให้โจทย์ผ่านทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ มา โดยเฉพาะเป้าหมายนักท่องเที่ยวภายใต้กรอบการบริหารเศรษฐกิจปี 2562-2563 นั้นได้ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวไว้ที่ 40.8 ล้านคนและมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมประมาณ 2.22 ล้านล้านบาทและแน่นอนว่ายังคงตั้งเป้าให้ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะเป็นตัวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญสำหรับปี 2563 ที่จะถึงนี้คือ ภาวะเงินบาทที่แข็งค่าจะยังคงเป็น “ปัจจัยลบ” สำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยต้องเผชิญและตั้งรับต่อไป

ก.ท่องเที่ยว-ททท.-พิพัฒน์-รัชกิจประการ1

รมต.พิพัฒน์ บอกว่า แม้ว่าในปี 2562 นี้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับปัจจัยลบด้านค่าเงินบาท แต่ก็ยังพบว่ายังมีจำนวนนักท่องเที่ยวรวมเพิ่มขึ้น กรุงเทพฯยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 ของโลก นั่นหมายความว่าปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากค่าบาทแข็ง หรือเทรดวอร์ หรือภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มถดถอย เพราะตัวแปรต่าง ๆ เหล่านี้ทุกประเทศได้รับผลกระทบเหมือนกันหมดทั่วโลก ส่วนตัวจึงมองว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าประเทศไทยเรามีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวอย่างไร มีอะไรดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางมามากกว่า

“ส่วนสำคัญที่ในการกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศไทยในเวลานี้คือการดูแลนักท่องเที่ยวให้มีความปลอดภัยมากที่สุด และเรื่องของการรักษาความสะอาดทั้งสถานที่ท่องเที่ยว อาหาร สิ่งแวดล้อมรวมทั้งการไม่เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวและทำให้นักท่องเที่ยวสามารถซื้อสินค้าและบริการในราคาเท่ากับคนไทยไม่โก่งราคานักท่องเที่ยวเพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวเกิดการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น”

รมต.พิพัฒน์ยังบอกด้วยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯเป็นกระทรวงที่ไม่มีวัตถุดิบอยู่ในมือ ดังนั้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวในอนาคตขณะนี้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯมีแผนเซ็นเอ็มโอยูเพื่อทำงานบูรณาการร่วมกันกับอีก 6-7 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงคมนาคม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข

“ส่วนนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลเลยว่าให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯไปเซ็นเอ็มโอยูกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อทำการบูรณาการให้สนับสนุนซึ่งกันและกันในการบริการนักท่องเที่ยว ซึ่งที่ผ่านมาเราได้คุยกันเป็นการส่วนตัวกับเจ้ากระทรวงต่าง ๆ แล้ว แต่การเซ็นเอ็มโอยูต้องใช้เวลา โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้น่าจะเซ็นได้ครบทุกกระทรวง และเมื่อบูรณาการเสร็จแล้วโครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็จะเดินไปพร้อม ๆ กันได้”

สำหรับมาตรการกระตุ้นภาคธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงท้ายของปีนั้น “พิพัฒน์” บอกว่า เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมาที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งระยะสั้นและระยะยาวรวม 16 กิจกรรมไปแล้ว อาทิ อำนวยความสะดวกด้านวีซ่า การเพิ่มจุดคืนภาษีนักท่องเที่ยว (VAT refund) ฯลฯ

รวมถึงโครงการ Amazing Thailand Grand Sale “Passport Privileges” ให้ส่วนลดพิเศษเพิ่มขึ้นจากส่วนลดปกติทั่วไปอีก 30-70% สำหรับนักท่องเที่ยวที่ช็อปปิ้งในศูนย์การค้าที่เข้าร่วมโครงการทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดทั่วประเทศที่โชว์พาสปอร์ต ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562-มกราคม 2563

“แคมเปญนี้เราจะเพิ่มส่วนลดพิเศษให้นักท่องเที่ยว ณ จุดขายทันที ที่ผ่านมาได้คุยกับภาคเอกชนเรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าแนวทางนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวใช้เงินในเมืองไทยมากขึ้น”

“พิพัฒน์” ยังให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดในการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 ในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวด้วยว่า ที่ผ่านมาได้หารือร่วมกับทางผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเพื่อทำเวิร์กช็อปและศึกษาความเป็นไปได้ในพื้นที่เมืองพัทยาไปแล้ว และกำลังขยายพื้นที่ไปยังภูเก็ต เชียงใหม่ และเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมความคิดเห็น หากได้ผลการศึกษาแล้วจะนำมาพิจารณาและผลักดันต่อไปอีกครั้งหนึ่ง