Sat. Sep 21st, 2019
พิชิต 4 เทรนด์ มัดใจขาเที่ยวยุคใหม่

พิชิต 4 เทรนด์ มัดใจขาเที่ยวยุคใหม่

เทรนด์ท่องเที่ยวเปลี่ยนเร็ว… และใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่านแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทั้งเทคโนโลยี การขยายตัวของสายการบิน และการกระตุ้นจิตสำนึกให้นักท่องเที่ยวใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ล้วนมีส่วนช่วยขับดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ผู้ประกอบการโรงแรมและท่องเที่ยวต้องทำ คงหนีไม่พ้นการปรับตัวให้เท่าทันสถานการณ์ มาดูกันว่าเทรนด์น่าสนใจที่ต้องเร่งปรับตัวตามมีอะไรบ้าง เรารวบรวมมาไว้ให้คุณแล้ว

1. ไมโคร-เคชั่น (Micro-cations)

เข้าใจว่าน่าจะเป็นการสนธิกันระหว่างคำว่า ‘Micro’ กับคำว่า ‘Vacation’ หมายถึง การเดินทางท่องเที่ยวในช่วง ‘สั้นมาก ๆ’ เพียงแค่ 24 – 48 ชั่วโมง เริ่มเป็นเทรนด์การเดินทางที่น่าจับตาของนักท่องเที่ยวกลุ่มมิลเลนเนียลส์มากขึ้น นั่นเป็นเพราะช่วงวัยนี้ แม้พวกเขาจะรักในการท่องเที่ยวก็จริง แต่ไม่ต้องการออกเดินทางเป็นเวลานาน เนื่องจากยังคงกังวลเรื่องงาน แต่ก็อยากออกไปเที่ยว แม้จะช่วงสั้น ๆ ก็ตาม รวมไปถึงข้อจำกัดทางด้านการเงินที่ยิ่งอยู่นาน ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งมากตาม ทำให้นับตั้งแต่นี้ไป อาจจะเห็นนักท่องเที่ยวชาวมิลเลนเนียลส์เช็กอินเข้าพักโรงแรมในจำนวนวันที่น้อยลงจากพฤติกรรมอันแสนเร่งรีบดังกล่าว ทำให้รูปแบบการพำนักเป็นระยะเวลานาน นอนโรงแรมนานเป็นสัปดาห์หรือยาวเป็นเดือน ๆ ก็อาจจะมีให้เห็นน้อยลงเช่นกัน

สำหรับนักท่องเที่ยวเอเชียซึ่งเป็นฐานตลาดใหญ่ของภาคท่องเที่ยวไทย เริ่มมีพฤติกรรมแบบนี้มากขึ้น โดยมีแนวโน้มเดินทางถี่ขึ้น แต่วันพำนักในไทยสั้นลงเรื่อย ๆ หลังได้อานิสงส์บวกจากการขยายเครือข่ายเส้นทางบินและความถี่เที่ยวบินของสายการบิน โดยเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์) เปิดช่องให้นักท่องเที่ยวเอเชีย ‘รีบเที่ยว’ รีบเดินทางมาชิมอาหารและช้อปปิ้งภายในระยะเวลาจำกัด ผู้ประกอบการโรงแรมเองก็ต้องปรับตัวรับกับแนวโน้มพฤติกรรมที่กำลังเปลี่ยนไป ลองกลับไปสำรวจสินค้าในมือว่ารองรับความต้องการของคนรีบเที่ยวได้ครบและรวดเร็วหรือไม่

พิชิต 4 เทรนด์ มัดใจขาเที่ยวยุคใหม่

2. จอยทัวร์ (Join Tour)

ด้วยโครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวโลกเบนเข็มมาเป็นกลุ่มท่องเที่ยวด้วยตัวเอง (FIT) มากขึ้น ถึงคราวขาลงของตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางเป็นหมู่คณะ (กรุ๊ปทัวร์) แต่ทุกการเปลี่ยนผ่าน ย่อมเห็นการปรับตัว เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ อย่างบริษัทนำเที่ยวต่าง ๆ ก็เริ่มปรับสินค้าให้เข้ากับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่ม FIT ซึ่งทำเองทุกอย่างทุกขั้นตอน ตั้งแต่การฝัน วางแผน จอง จนถึงออกเดินทางจริง ทำให้แพ็คเกจท่องเที่ยวสำหรับ FIT ขายดิบขายดี ยิ่งแพ็คเกจรวมที่พักกับตั๋วเครื่องบิน จ่ายรวมแล้วได้ราคาถูกกว่าซื้อแยกยิ่งปลื้มปริ่มไปกันใหญ่

แต่พอมาเที่ยวจริงแล้ว ความอิสระแบบได้ไปไหนตามที่ใจต้องการ ไม่ต้องตื่นตามโปรแกรมของบริษัททัวร์ที่เวลา 7-8-9 ตื่นนอน ทานมื้อเช้า ล้อหมุนจากโรงแรมตามสูตรเวลานี่ก็ดีอยู่หรอก แต่บางทีกลุ่ม FIT การเดินทางเที่ยวเองก็เหนื่อยเกินไป มาเที่ยวทั้งทีก็อยากได้ความสะดวกสบายบ้าง มาเที่ยวนะ ไม่ได้มาเหนื่อย ก็เลยเกิด ‘ช่องว่างทางการตลาด’ จาก Pain Point นี้ ทำให้บริษัทนำเที่ยวพอจะมีลู่ทางให้แทรกตัวขายสินค้าแก่ FIT เพิ่มได้บ้าง นั่นคือ ‘จอยทัวร์’ (Join Tour) ให้นักท่องเที่ยวได้มา ‘จอย’ กับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ

โปรแกรมจอยทัวร์ส่วนใหญ่ จะมีให้เลือกตั้งแต่ 1 วัน, 2 วัน จนถึง 5 – 6 วันก็มี โดยบริษัททัวร์จะจัดรถบัสหรือรถตู้แล้วแต่ขนาดของจอยกรุ๊ป ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 10 – 20 คนต่อกรุ๊ป พานักท่องเที่ยว FIT ไปเที่ยวในเส้นทางที่หากไปเองอาจไม่สะดวกสำหรับ FIT เท่าไร เช่น เส้นทางท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ตลาดน้ำดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี รวมไปถึงเส้นทางท่องเที่ยวเมืองชายทะเลอย่างเมืองพัทยา ที่เริ่มได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจีนมากขึ้น หลังจากโครงสร้างนักท่องเที่ยวจีนเริ่มมีกลุ่ม FIT มากขึ้น ปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่ 40% แล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 45% ในปี 2563

พิชิต 4 เทรนด์ มัดใจขาเที่ยวยุคใหม่

3. โอเวอร์ ทัวริสซึ่ม (Over Tourism)

เป็นเทรนด์ที่ดูไม่ใช่เรื่องดีเท่าไร แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ สำหรับภาวะโอเวอร์ทัวริสซึ่ม หรือการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวจนเกิดภาวะ ‘ล้น’ เกินความพอดีในแหล่งท่องเที่ยวหลาย ๆ จุด นำพาความไม่พิสมัยมาทักทายนักท่องเที่ยวบางตลาดที่อยากพักผ่อนแบบเงียบสงบ อย่างเช่น นักท่องเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะชาวสแกนดิเนเวียผู้มีสไตล์ท่องเที่ยวดื่มด่ำสายลมแสงแดด ขอแค่มี Sea Sand Sun ก็พอ ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว แต่พอหลาย ๆ หาดเริ่มมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากขึ้น ทำให้กลุ่มสแกนดิเนเวียต้องหนีไปหาความสงบในชายหาดหรือแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ

‘เมืองท่องเที่ยวรอง’ จึงเข้ามาตอบโจทย์แก้ไข Pain Point เรื่องนี้ โดยผู้ประกอบการโรงแรมสามารถร่วมแนะนำแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจ เช่น ท้องถิ่น และชุมชนท่องเที่ยวที่มีจุดขายและพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว และยังได้สินค้าใหม่ ๆ มาเสนอแก่ขาเที่ยวฝั่งยุโรปอีกด้วย

พิชิต 4 เทรนด์ มัดใจขาเที่ยวยุคใหม่

4. รักษ์สิ่งแวดล้อม

ยังคงเป็นเทรนด์ที่ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการต้องจับไว้ให้มั่น เพราะการสร้างจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นฐานสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับภาคท่องเที่ยวไทย จึงจำเป็นต้องเพิ่มความจริงจังในทุก ๆ มิติ ช่วยดึงนักท่องเที่ยวกลุ่ม Conscious Traveler หรือกลุ่มที่ตระหนักและสำนึกต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น จากตลาดกลุ่มสแกนดิเนเวีย ซึ่งมีปัจจัยเรื่องการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมกระทบต่อการเดินทางด้วยเครื่องบินเช่นกัน เนื่องจากมองว่าการเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นตัวทำลายสภาพอากาศ ทำให้ยิ่งเดินทางระยะไกล (Long Haul) ก็ยิ่งถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น

และทั้งหมดนี้ คือ 4 เทรนด์การท่องเที่ยวที่หยิบจับมาจากอินไซต์บรรดาทัวริสต์ทั้งหลาย ผู้ประกอบการลองหยิบไปปรับใช้หรือต่อยอดกับแผนงานของโรงแรมกันได้ เพื่อรักษาฐานลูกค้าไม่ให้หนีหายไปไหน และอาจได้ลูกค้าใหม่มาเพิ่มอีกด้วย


ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสาร Thai Hotels & Travel Vol.10 No.57