Wed. Jan 22nd, 2020
เกษมกิจ กรุ๊ป

ผ่ามุมคิดGEN2‘เกษมกิจ’ ขยายพอร์ตโรงแรมพลิกวิกฤติเป็นโอกาส

การเติบโตอย่างถดถอยของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการหดตัวของธุรกิจโรงแรมไทยในปีนี้เท่านั้น สถานการณ์ในปีหน้าก็มีแนวโน้มทรงตัว หรือแย่ลงไปอีก แต่ในมุมมองของบิ๊กเจ้าของโรงแรมในไทยกว่า 23 แห่ง และยังเป็นเชนไทยที่บริหารโรงแรมทั้งหมดด้วยตัวเอง อย่าง เกษมกิจ กรุ๊ป ก็มองว่าธุรกิจต้องปรับตัวและพลิกวิกฤติเป็นโอกาส อ่านได้จากสัมภาษณ์นางธีรวัลคุ์ เตชะอุบล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการ กลุ่มโรงแรมในเครือ เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์

โฟกัสขยายตลาดใหม่

สถานการณ์การท่องเที่ยวของไทยในปีนี้ ถือว่าไม่ดีนัก ปัญหาหลักเกิดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้ในปีนี้ลูกค้าที่เป็น กลุ่มนักท่องเที่ยว ลดลงไปราว 15% โดยเฉพาะโรงแรมในภูเก็ตจะลดลงมากกว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากนักท่องเที่ยวยุโรป อย่าง อังกฤษ เยอรมนี ที่เมื่อก่อนเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่เดินทางมาเที่ยวไทยลดลง แต่ธุรกิจโรงแรมของเกษมกิจ ก็ไม่ได้กระทบมากเหมือนโรงแรม อื่นๆ ในภาพรวมของประเทศ

เพราะเรายังมีกลุ่มตลาดนักธุรกิจหรือกลุ่มคอร์ปอเรต ซึ่งมาพักในโรงแรมในเครือเกษมกิจหลายแห่ง ที่อยู่ใกล้กับโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ยัง ถือว่าพอไปได้ รวมถึงแนวโน้มจะ เห็นว่าคนมีการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองรองมากขึ้น อย่างโรงแรมของเราที่เกาะยาว ก็ไปได้ดี

จากสถานการณ์แบบนี้ ก็มองว่าปีหน้าธุรกิจก็จะยังทรงๆตัวอยู่ ไปจนถึงอาจจะแย่ลงไปอีก เมื่อเศรษฐกิจโลกยังไม่มีแนวโน้มที่จะกระเตื้องขึ้น เราคงทำอะไรไม่ได้ เพราะการท่องเที่ยวก็เป็นวัฏจักร ที่มีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง ธุรกิจก็คงต้องสู้ต่อไป

โดยสิ่งที่เราทำได้ตอนนี้ คือ 1. การปรับตัว ด้วยการขยายตลาดใหม่ๆ เข้ามา อย่างในอดีตโรงแรมจะเน้นยุโรปเป็นกลุ่มใหญ่ จากนี้ก็ต้องมองตลาดให้กว้างขึ้น อย่างมองไปที่อิสราเอล หรืออินเดีย รวบรวมจากเล็กๆ มาขยายตลาดของเราให้ใหญ่ขึ้น และ 2. การพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในการขยายการลงทุน

ทุ่ม 3 พันล.ขยายธุรกิจ

เรามองว่าการที่นักท่องเที่ยวลดลงในช่วงนี้ ก็เป็นเวลาที่เราสามารถปรับปรุงโรงแรมเดิมที่มีอยู่ เพื่อปรับโฉมใหม่ให้ทันกับเทรนด์ของตลาด รวมถึงเดินหน้าลงทุนสร้างโรงแรมใหม่ ที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างกว่าจะแล้วเสร็จก็อีก 2-3 ปี เพื่อรอให้สถานการณ์ท่องเที่ยวกลับเข้าสู่วงจรการเติบโตอีกครั้ง ก็จะพร้อมขายได้ทันที

นี่เองจึงทำให้ในช่วงที่ผ่านมา ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า กลุ่มเกษมกิจ ทยอยเดินหน้าปรับปรุงโรงแรมที่มีอยู่เดิมร่วม 7 แห่ง อาทิ โรงแรมที่ศรีราชา 4 แห่งใช้งบลงทุน 240 ล้านบาท คาดว่าจะปรับปรุงแล้วเสร็จภายในปีนี้ โรงแรมเคปนิทรา หัวหิน ลงทุน 30 ล้านบาท ขณะนี้ทยอยปรับ ปรุงไปได้แล้วราว 30% โรงแรมแคนทารี เบย์ ภูเก็ต ลงทุนราว 35 ล้านบาท จะเริ่มปรับปรุงกลางปีหน้า เป็นต้น
รวมไปถึงเดินหน้าก่อสร้างโรงแรมใหม่ 3 แห่ง ใน 2 พื้นที่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 คือโรงแรมที่พัทยาและขอนแก่น ซึ่งเป็นแลนด์แบงก์ที่มีอยู่เดิม คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปีหน้า โดยจะสร้างโรงแรมภายใต้แบรนด์เคป คอลเลคชั่น (บูทีค รีสอร์ต 5 ดาว) 80 ห้อง เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยว (เลเชอร์) และโรงแรมภายใต้แบรนด์แคนทารี คอลเลคชั่น (4 ดาว) 260 ห้อง เน้นกลุ่มลองสเตย์

เรามั่นใจว่าพัทยาเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ทั้งในด้านของตลาดท่องเที่ยวและตลาดคอร์ปอเรต เพราะอยู่ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในภาคตะวันออก และโครงการลงทุนที่จะเกิดขึ้น ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่จะยิ่งเพิ่มความโดดเด่นให้กับพื้นที่เมืองพัทยา โดยเฉพาะในธุรกิจด้านบริการท่องเที่ยว

ส่วนอีกโครงการจะเป็น การก่อสร้างโรงแรมภายใต้แบรนด์แคนทารี ที่จังหวัดขอนแก่นขนาด 180-200 ห้อง รองรับตลาดนักธุรกิจ ลงทุนราว 700-800 ล้านบาท ดังนั้นในช่วง 3 ปีนี้ มีแผนลงทุนกว่า 3 พันล้านบาท สร้างโรงแรมใหม่ รวมห้องพักราว 520-540 ห้อง และรีโนเวตโรงแรมที่เปิดให้บริการอยู่แล้วราว 7 แห่ง

ผนึกเชฟมิชลินรุกธุรกิจอาหาร

สิ่งที่ยากที่สุดในการสร้างโรงแรมใหม่ คือ การทำให้โรงแรมมีดีไซน์ที่ต้องพัฒนาขึ้นไปอีก 1 สเต็ป ก่อนที่เทรนด์ตลาดจะเกิด เพราะกว่าจะสร้างโรงแรมเสร็จ ก็อาจจะกลายเป็นดีไซน์เก่า หรือทำแล้วเท่ากับคนอื่น ก็คงไม่ใช่ เราจะต้องมองก่อนว่าเทรนด์ที่กำลังจะมาคืออะไร เมื่อเราทำเสร็จก็ต้องล่วงหน้าอีก 2 ปี ทำให้ตนหากไม่ไปดูโรงแรมที่ต่างประเทศ ก็ต้องไปศึกษาทางอินเตอร์เน็ตดูว่าเทรนด์ความต้องการตลาดไปถึงไหนแล้วเสมอ

ส่วนการขยายธุรกิจโรงแรม ไปยังต่างประเทศ ก็ยังมองโลเกชันไว้ที่อาเซียน ก็กำลังดูโอกาสในการลงทุนอยู่ ซึ่งการลงทุนโรงแรมในแต่ละแห่งเกิดขึ้น เพราะเห็นโอกาสในการลงทุนเป็นหลัก

เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของเรา ชัดเจนว่าไม่มีนโยบายรับบริหารโรงแรมให้ใคร หรือนำธุรกิจเข้าไปจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ฯ เนื่องจากมองว่าการเป็นเจ้าของโรงแรม อย่างที่เราเป็นอยู่ 100% ทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการธุรกิจที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างทันถ่วงที

ยกเว้นธุรกิจอาหาร ที่เป็นครั้งแรกที่เกษมกิจได้ตัดสินใจร่วมลงทุนกับ เดวิด ทอมป์สัน เชฟมิชลิน สตาร์ และเจ้าของร้านอาหารมากมายทั่วโลก ในการเปิดร้านอาหารใต้แห่งใหม่ของโรงแรมเคป ฟาน เกาะสมุย ชื่อ “ล่องใต้” (Long dtai) ที่จะเป็นอาหารใต้ขนานแท้ ที่จะเปิดในกลางเดือนธันวาคมนี้ เพื่อจะสร้างชื่อให้โรงแรมเคป ฟาน เป็นที่รู้จักในระดับโลก

เพราะปัจจุบันสมุยมีเชนโรงแรมระดับโลกเกิดขึ้นมากมาย เราก็ต้องหาจุดขายที่จะทำให้โรงแรมเป็นที่รู้จักในสากลเพิ่มขึ้นเช่นกัน และการร่วมทุนที่เกิดขึ้น ก็ยังเป็นเพราะทั้ง 2 ฝ่ายมีปรัชญาในการดำเนินธุรกิจที่เหมือนกัน คือ เรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ดังนั้นอาหารที่นำมาใช้ในร้านอาหารแห่งนี้ วัตถุดิบจึงจะเลือกใช้จากในพื้นที่และภาคใต้ เน้นปลอดสารพิษ รวมถึงปลาที่นำมาใช้ก็จะใช้ตกเบ็ด ไม่ใช่อวนลาก ทำให้เมนูในแต่ละวันจึงมีความแตกต่างกันตามวัตถุดิบที่เข้ามาในแต่ละวัน เป็นต้น และหากธุรกิจไปได้ดี ก็อาจจะมีความร่วมมือเช่นนี้ในการพัฒนาแบรนด์อาหาร ในโรงแรมอื่นๆ ของเกษมกิจต่อไป

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

https://www.thansettakij.com/content/business/416193