Thu. Oct 18th, 2018
เทรนด์ท่องเที่ยวด้วยตนเอง กับการปรับตัวของธุรกิจท่องเที่ยว

เทรนด์ท่องเที่ยวด้วยตนเอง กับการปรับตัวของธุรกิจท่องเที่ยว

เผลอแป๊บเดียว อีกไม่กี่เดือนก็ย่างก้าวเข้าสู่ช่วงกลางปี 2560 แล้ว ดูเหมือนว่าสัญญาณอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะยังคงสดใสต่อเนื่องจากไตรมาสแรกของปีระกา พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ถึงกลับมาแสดงความมั่นใจว่า ปีนี้ภาคการท่องเที่ยวไทยจะเติบโตสดใส เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะกลยุทธ์การจับกลุ่มตลาดแบบเดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) ซึ่งมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ การใช้จ่ายสูง และเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการปราบปราม ทัวร์ศูนย์เหรียญในช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา

ล่าสุด พลเอก ธนะศักดิ์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านการท่องเที่ยวออกมาระบุด้วยรอยยิ้มที่สดใสว่า สัดส่วนนักท่องเที่ยว ตลาดเอฟไอทีจากประเทศจีน ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ที่สร้างรายได้ ให้กับประเทศหลายแสนล้านบาทต่อปี ขยับขึ้นมาเป็น 70% ของนักท่องเที่ยวตลาดจีนที่มาเมืองไทยราวกว่า 9 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา สัดส่วนตลาดเอฟไอทีอยู่ที่ 60% และที่มากับทัวร์มีสัดส่วนอยู่ที่ 40% และยังมั่นใจอีกว่าสัดส่วนของตลาดเอฟไอทีจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ สวนทางกับตลาดทัวร์ที่ ลดลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน

ล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. โดยคุณศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. ออกมาระบุว่า ททท. ได้ออกแคมเปญ ‘โฉมใหม่ไทยแลนด์’ เพื่อสร้างการรับรู้แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวจีนรับรู้ว่า เมืองไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมาก และรองรับความต้องการที่หลากหลาย เจาะกลุ่ม นักท่องเที่ยวเอฟไอที หลังเห็นสัญญาณกลุ่มดังกล่าวมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“ททท. พยายามเปิดมุมมองใหม่ๆ แก่นักท่องเที่ยวเอฟไอทีเอเชีย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน ผ่านความพยายามหาสินค้า ใหม่ๆ เข้ามาให้นักท่องเที่ยวได้เลือก อาทิ ประสานกับทหารเรือ เพื่อใช้เรือรบ สนามยิงปืน และเปิดให้เที่ยวค่ายฝึกทหารจริงๆ ปั่นจักรยานในเกาะรัตนโกสินทร์ เลาะเจ้าพระยา หรือ เรียนพับดอกบัว เปลี่ยนแนวคิดแก่นักท่องเที่ยวเกี่ยวกับภาพลักษณ์ โฉมใหม่ไทย และเพิ่มคุณภาพนักท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่เพียงมาเที่ยวไทยแล้วคิดว่าได้ชอปปิงเพียงอย่างเดียว”

สำหรับภาคเอกชน อย่างคุณสุรวัช อัครวรมาศ อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยต่ออีกว่า แอตต้าได้หารือกับ คุณศรีสุดา เพื่อทำแผนส่งเสริมการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ภายใต้การออกแบบท่องเที่ยวด้วย ตัวเอง (เทเลอร์เมด) ซึ่งจะแตกต่างจากเอฟไอทีทั่วไป เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ จะใช้บริการการจองสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวผ่านบริษัททัวร์ หรือโรงแรม ซึ่งภาคการท่องเที่ยวไทยต้องดำเนินการรองรับกระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มนี้ โดยแนวโน้มตลาดที่เห็นความชัดเจนว่าจะเป็น กลุ่มเทเลอร์เมดมากขึ้นจะเป็นตลาด จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น

เทรนด์ท่องเที่ยวด้วยตนเอง

“พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของกลุ่มเทเลอร์เมด นิยมเดินทาง ท่องเที่ยวกลุ่มขนาดเล็ก แบบเพื่อน คู่รัก ครอบครัว โดยมีความต้องการเป็นส่วนตัว สามารถปรับเปลี่ยนรายการท่องเที่ยวได้ตามความต้องการของตัวเอง รวมถึงต้องการใช้บริการจากมัคคุเทศก์ หรือว่าไกด์ ผ่านบริษัททัวร์ เพื่อประสานและอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งแตกต่างจาก นักท่องเที่ยวเอฟไอที จะไม่พึ่งพาบริษัททัวร์ แต่จะหาข้อมูล การเดินทางท่องเที่ยวผ่านทางออนไลน์เป็นส่วนใหญ่มากกว่า นอกจากนี้ กลุ่มเทเลอร์เมดเป็นนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงใช้จ่ายมากกว่ากลุ่มเอฟไอที ประมาณ 50% เพราะยินดีจ่ายเพื่อให้ได้สินค้าและบริการตามที่ต้องการ ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มลูกค้าอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป และกลุ่มผู้สูงวัย กลุ่มเกษียณอายุ”

คุณสุรวัช ยังระบุอีกว่า ช่วงระยะเวลาใน 1-2 ปีนี้ การท่องเที่ยวแบบเทเลอร์เมด หรือการดีไซน์ทัวร์โปรแกรมท่องเที่ยวด้วย ตัวเองจะเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นในทุกตลาด โดยเฉพาะภายหลังการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ คนจีนอีกระดับที่กระเป๋าหนัก พร้อมจ่ายชอบการเดินทางที่สะดวก มีคนคอยดูแล แต่ ไม่ต้องการเดินทางตามโปรแกรมทัวร์ หรือต้องตื่นตามเวลาที่ทัวร์กำหนดที่ 6-7 โมงเช้า ซึ่งนักท่องเที่ยวรู้สึกว่าเหนื่อยล้า
จนเกินไป

ทิศทางการเติบโตของนักท่องเที่ยวแบบเอฟไอที และเทเลอร์เมดที่เติบโตสูงขึ้นในเมืองไทย น่าจะเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของรัฐบาล แต่สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้งโรงแรม บริษัททัวร์ จะได้ประโยชน์จากทิศทางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนักท่องเที่ยวเหล่านี้หรือไม่ และจะต้องมีการปรับตัวรองรับไปในทิศทางใด เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด และมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ต้องปล่อยให้เป็นไปตามแผนธุรกิจของแต่ละแห่ง