Tue. Dec 18th, 2018
ปรากฏการณ์ ‘บุพเพสันนิวาส’ ท่องเที่ยวไทยควรฉกฉวยโอกาสนี้อย่างไร

ปรากฏการณ์ ‘บุพเพสันนิวาส’ ท่องเที่ยวไทยควรฉกฉวยโอกาสนี้อย่างไร

แม้จะอวสานไปแล้วเมื่อกลางเดือนเมษายน 2561 ที่ผ่านมา สำหรับ ‘บุพเพสันนิวาส’ ละครพีเรียดเรื่องดังซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เพราะนอกจากจะสร้าง ‘ปรากฏการณ์’ อันน่าชื่นชมหลาย ๆ อย่างแก่สังคมแล้ว ยังส่งแรงกระเพื่อมอันน่าสนใจแก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยทั้งตลาดไทยเที่ยวไทยและต่างชาติเที่ยวไทย

ทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนคนไทยให้ได้เรียนรู้และสนใจประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติ จนเกิดความรักและหวงแหนในเรื่องศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย ไม่ว่าจะเป็นกระแสนักท่องเที่ยว ‘แต่งไทยย้อนยุค’ ไปเที่ยวชมแหล่งโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจุดหมายที่ถูกกล่าวถึงและเป็นฉากสำคัญของละครเรื่องนี้ ทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวโดยเฉลี่ยวันละกว่า 15,000 คน ตั้งแต่ละครเพิ่งออกอากาศได้เพียงไม่กี่ตอนเท่านั้น แม้ส่วนใหญ่จะยังเป็นการเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ก็นับว่าช่วยสร้างความคึกคักและเม็ดเงินสะพัดในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

ธุรกิจที่โดดเด่นเห็นจะเป็นร้านให้เช่าเครื่องแต่งกายไทยย้อนยุค หากพัฒนารูปแบบของสินค้าให้หลากหลายและโปรโมทให้ดีและยั่งยืน เชื่อว่าจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยว

เหมือนอย่างใน ‘เกียวโต’ ประเทศญี่ปุ่นที่ร้านให้เช่าชุดยูกะตะกับกิโมโนได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยามไปเยือนอย่างมาก ใครไปก็อยากใส่ชุดกิโมโนถ่ายรูปในแหล่งท่องเที่ยวเช่นวัดวาเก่าแก่เก็บไว้เป็นที่ระลึกกันทั้งนั้น แถมทางร้านยังทำตลาดให้ข้อมูลรายละเอียดและโปรโมชั่นเช่าชุดแก่ตลาดนักท่องเที่ยวไทยเป็นอย่างดี ภายในงานคอนซูแมร์แฟร์ด้านท่องเที่ยวหลาย ๆ งานในไทย เช่น งานเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก ซึ่งจุดทุกเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคมของทุกปีที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นอกจากนี้ แหล่งท่องเที่ยวในพระนครศรีอยุธยา อย่างวัดไชยวัฒนาราม วัดพุทไธศวรรย์ วัดธรรมาราม วัดเชิงท่า วัดพระราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ป้อมเพชร วัดพระคริสตประจักษ์ เกาะใหญ่ สะพานบ้านดินสอ วังช้างอยุธยา อุทยานประวัติศาสตร์ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาแล้ว ยังส่งอานิสงส์ไปยังแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ในจุดหมายอื่น ๆ ด้วย เช่น ลพบุรี บ้านหลวงรับราชทูตพระนารายณ์ราชนิเวศน์ พระปรางค์สามยอด และพระที่นั่งไกรสรสีหราช สมุทรปราการ เมืองโบราณ กาญจนบุรี ตลาดน้ำกองถ่ายทำภาพยนตร์ ค่ายสุรสีห์ และสระบุรี หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน ตลาดน้ำดาวเรือง

โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ใช้กระแสของละครดังเรื่องนี้ เพื่อต่อยอดดึงนางเอกของเรื่อง ‘แม่หญิงการะเกด’ รับบทโดยนางเอกสาวที่คนไทยทั้งประเทศต่างหลงรัก ‘เบลล่า-ราณี แคมเปน’ มาเป็นแม่เหล็กในการโปรโมทผ่านแคมเปญรณรงค์ชวนคนไทยแต่งกายชุดไทยไปเที่ยว ‘เมืองรอง’ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลที่ต้องการกระจายการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไปยังเมืองรองมากขึ้น แทนการกระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองท่องเที่ยวหลักเหมือนที่ผ่าน ๆ มา

หวังผลักดันให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยเติบโตทั้งภาพรวม

ไม่เพียงเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวเท่านั้นละครบุพเพสันนิวาสยังปลุกกระแสความสนใจของคนไทยที่มีต่อ ‘อาหารไทย’ ด้วยทั้งอาหารคาวและหวานแบบโบราณกับปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเมนู ‘กุ้งแม่น้ำเผา’ ตัวโตเนื้อหวานเคล้าน้ำจิ้มซีฟู้ดที่ทำเอาคนดูกลืนน้ำลายตามฉากคุณหญิงจำปาแกะเปลือกกินกุ้งอย่างเมามันมาแล้ว

หรือจะเป็นเมนู ‘มะม่วงน้ำปลาหวาน’ กับฉากแม่หญิงการะเกดชวนแม่หญิงจันทร์วาดเข้าครัวปรุงน้ำปลาหวาน ทำเอาคนดูถึงกับซี้ดปากอยากลิ้มรสความแซ่บของมะม่วงน้ำปลาหวานยิ่งนักในวันรุ่งขึ้น รวมถึงเมนูของหวานตระกูลทองทั้งหลายของท้าวทองกีบม้า (ตองกีมาร์) ที่แม่หญิงการะเกดเฝ้าสังเกตการณ์ในครัวขณะคิดค้นสูตร จนหลาย ๆ โรงแรมต้องขนเมนูเหล่านี้มาเป็นเมนูแนะนำ และยกขึ้นไลน์อาหารบุฟเฟ่ต์ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำเพื่อเอาใจลูกค้าคนไทยกันมาแล้ว

นอกจากกระแสการแต่งกายชุดไทยไปเที่ยวชมโบราณสถานและทานอาหารไทยเพื่อตามรอยละครแล้ว หลาย ๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างออกมาถกกันว่าควรจะ ‘ต่อยอด’ ปรากฏการณ์ของละครเรื่องบุพเพสันนิวาสอย่างไร

ปรากฏการณ์ ‘บุพเพสันนิวาส’ ท่องเที่ยวไทยควรฉกฉวยโอกาสนี้อย่างไร

หนึ่งในนั้นคือข้อเสนอของคณะทำงานสานพลังประชารัฐด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและไมซ์ (D3)

คุณชนินทธ์ โทณวณิก รองประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการบริหาร ดุสิตธานี อินเตอร์เนชันแนล ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานสานพลังประชารัฐ D3 ได้ให้ความเห็นในช่วงที่ละครบุพเพสันนิวาสกำลังออกอากาศและได้รับความนิยมอย่างสูงว่า ที่ผ่านมาคณะทำงานฯ ได้เสนอรายละเอียดเกี่ยวกับโมเดลการพัฒนาภาคท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใต้ชื่อโครงการ ‘เนรมิตอยุธยา’ หวังให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาให้อยุธยาเป็นเมืองท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ชั้นนำของโลกโดยได้เสนอ ‘ตุ๊กตา’ ไปว่าต้องพัฒนาอะไรบ้างในกรอบวงเงินลงทุนระดับ 8 พันล้านบาท ตามตัวเลขการลงทุนที่คณะทำงานฯ ศึกษาไว้

เพื่อดึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติไปท่องเที่ยวทำกิจกรรมทั้งการใช้บริการร้านอาหารซื้อสินค้าต่าง ๆ และค้างคืนที่นั่นให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันกระแสการเดินทางส่วนใหญ่ยังเป็นแบบเช้าไปเย็นกลับอยู่ใช้เวลาท่องเที่ยวเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น ต่างจากอดีตเมืองหลวงอื่น ๆ เช่น ‘เกียวโต’ ซึ่งมีกระแสการเดินทางและค้างคืนจำนวนมากเฉลี่ย 2-3 คืนต่อคน

ขนมไทย

โดยจากสถิติเมื่อปี 2558 ระบุว่า มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติเดินทางไปเที่ยวเกียวโตมากถึง 56.84 ล้านคน และเมื่อแยกย่อยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ค้างคืนอยู่ที่ 3.16 ล้านคน

“ที่ผ่านมามีข้อติดขัดเรื่องจำนวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองอยุธยามีมากกว่า 20-30 หน่วยงาน รัฐบาล จึงควรรีบตัดสินใจว่าอยากให้อยุธยาเป็นแบบไหน และมีคำตอบที่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนลงทุนฝั่งละเท่าไร หากรัฐบาลตอบรับและให้คำมั่น เชื่อว่าฝั่งเอกชนก็พร้อมช่วยผลักดันเต็มที่” คุณชนินทธ์กล่าว

คงต้องติดตามกันต่อไปว่ากระแสท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ในอยุธยาและจังหวัดอื่น ๆ จะยืนความนิยมได้นานแค่ไหน หลังจากละครบุพเพสันนิวาสจบลงไป และรัฐบาลจะมีท่าทีต่อการพัฒนาภาคท่องเที่ยวในอยุธยาอย่างไร เพื่อให้เป็นอดีตเมืองหลวงที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติได้อย่างยั่งยืน เทียบชั้นเมืองเกียวโตของประเทศญี่ปุ่น!