‘แจ็คหม่า’ เยือนไทย อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยได้อะไร? ‘Jack Ma’ Visit Thailand What Thai Tourism Industry Shall Earn?



เชื่อเหลือเกินว่าเมื่อเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมาไม่มีข่าวเศรษฐกิจไหนฮอตไปกว่าการมาเยือนไทยของ ‘แจ๊คหม่า’ เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซแห่งแดนมังกรนาม ‘อาลีบาบากรุ๊ป’ เพื่อเข้าพบ ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรีไทยอีกแล้ว

การมาเยือนไทยครั้งนี้ไม่ได้มามือเปล่า เพราะได้ประกาศเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานภาครัฐของไทยในระยะยาว ผ่านการลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) กับรัฐบาลไทยเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล หลังมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และผลักดันให้สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ในเวทีโลกผ่านนวัตกรรมด้านดิจิทัลต่าง ๆ ได้

ก่อนจะกล่าวถึงความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับอาลีบาบากรุ๊ป ขอพื้นที่สำหรับกล่าวถึงภาพรวมของโครงการต่าง ๆ ภายใต้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทยครั้งใหญ่นี้สักหน่อย เพราะไฮไลท์อย่างการลงทุนสร้าง ‘ดิจิทัล ฮับ’ (Smart Digital Hub) ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นับเป็นเรื่องน่าสนใจมาก

หลังอาลีบาบากรุ๊ปได้ทำการศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบในระดับภูมิภาคและตัดสินใจที่จะลงทุนที่ประเทศไทยเนื่องจากเชื่อมั่นในนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มการก่อสร้าง Smart Digital Hub ได้ภายในปี 2561 และเริ่มเปิดดำเนินการได้ในปี 2562

วัตถุประสงค์ของการสร้างดิจิทัลฮับในไทยครั้งนี้ คือ การช่วยเชื่อมโยงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทยในทุกระดับทุกท้องถิ่นรวมถึงกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศและกลุ่มผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ให้สามารถเข้าถึงตลาดจีนและตลาดโลก

โดยอาศัยเทคโนโลยีระดับโลกของอาลีบาบากรุ๊ปในการประมวลข้อมูลด้านโลจิสติกส์ ผ่านธุรกิจโลจิสติกส์ในเครือชื่อ ไช่เหนี่ยว (Cainiao Network) เพื่อทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีน การขนส่งสินค้าผ่านพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) รวมถึงไปยังที่อื่น ๆ ในโลกมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากที่สุด

การตั้งศูนย์ Smart Digital Hub จะเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมวิจัยพัฒนาดิจิทัล ผ่านการเชื่อมประสานกับเขตนวัตกรรมดิจิทัล (ดิจิทัลพาร์ค: EECd) และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ด้วย

ขณะที่โครงการอื่น ๆ ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทางอาลีบาบาและกระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกันเปิดตัว Thai Rice Flagship Store บนเว็บไซต์ Tmall.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์ระดับโลกที่เน้นร้านค้าแบรนด์ชั้นนำและร้านค้าตัวแทนที่มีความน่าเชื่อถือ หวังช่วยผลักดันยอดขายผลิตผลทางการเกษตรของไทย เริ่มต้นจาก ‘ข้าว’ และผลไม้ต่าง ๆ ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ทุเรียน’ ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีนอย่างมาก

โดยอาลีบาบากรุ๊ปยังได้ลงนามในข้อตกลงเป็นตัวแทนจำหน่าย ‘ทุเรียนหมอนทอง’ กับรัฐบาลไทยมูลค่ากว่า 428 ล้านเหรียญสหรัฐหรือมากกว่า 13,400 ล้านบาทผ่านทางเว็บไซต์ทีมอลล์ (Tmall)

และก่อนที่ ‘แจ๊คหม่า’ จะลงนามในเอ็มโอยูกับรัฐบาลไทย 1 วันอาลีบาบาได้ขายทุเรียนหมอนทองมากกว่า 80,000 ลูกทางเว็บไซต์ได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น

นับเป็นข่าวที่สร้างทั้งปรากฏการณ์และความประหลาดใจให้กับคนไทยอย่างมาก!

เป็นการพีอาร์โปรแกรมการมาเยือนไทยของ ‘แจ๊คหม่า’ และทำให้คนไทยสนใจในตัวเจ้าพ่อยักษ์อีคอมเมิร์ซชาวจีนคนนี้ได้อย่างแยบคาย

นอกจากนี้ ทางอาลีบาบากรุ๊ปยังได้เสนอให้สถาบันพัฒนาบุคลากรในเครืออย่าง ‘วิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา’ (Alibaba Business School: ABS) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองหางโจวร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซของ SMEs ไทยทุกกลุ่ม เพื่อให้เข้าถึงตลาดจีนและตลาดอื่น ๆ ในระดับภูมิภาคกับระดับสากล

จุดนี้ถือเป็นจุดที่ผู้ประกอบการโรงแรมและที่พักต้องจับตาและติดตามข่าวสารไว้ให้ดี เพื่อเรียนรู้และพัฒนาความสามารถด้านดิจิทัลนำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณเอง ในยุคที่โลกท่องเที่ยวมุ่งสู่การติดต่อซื้อขายห้องพักผ่านช่องทางออนไลน์จนแทบจะเต็มตัวแล้ว!

ด้านโครงการอบรมพัฒนาดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent) โดย Alibaba Business School จะร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มุ่งพัฒนา ‘ดาวเด่นดิจิทัล’ ในไทยเนื้อหาครอบคลุมหลายหลักสูตร โดยจะเปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย อาจารย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐร่วมเข้ารับการฝึกอบรมพัฒนาในด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง พร้อมสร้างเครือข่ายกับดาวเด่นทั่วโลกที่ประเทศจีน

ขณะที่ความร่วมมือเกี่ยวกับ ‘อุตสาหกรรมท่องเที่ยว’ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า

ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ลงนามร่วมมือกับอาลีบาบากรุ๊ปและฟลิกกี้ (Fliggy) บริษัทด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำของจีน เพื่อมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวดิจิทัลและผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายย่อยในไทย

โดย Fliggy จะใช้ประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีช่วยจัดทำ Thailand Tourism Platform ให้กับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไทยเช่น ระบบการจำหน่ายตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ คู่มือมัคคุเทศก์ออนไลน์ เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกในด้านการท่องเที่ยวต่าง ๆ

นอกจากนี้ Fliggy กับ Ant Financial ซึ่งเป็นบริษัทเจ้าของระบบชำระเงิน Alipay ในอาลีบาบากรุ๊ปอยู่ระหว่างการเจรจากับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลแบบครบวงจรต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การจับมือกันระหว่างททท. กับ Fliggy ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่นัก เพราะเคยดำเนินแผนความร่วมมือกันเมื่อ 2 ปีที่แล้ว สมัย Fliggy ยังใช้ชื่อว่า ‘อาลีทริป’ (Alitrip) เพื่อร่วมกันสกรีนและแลกเปลี่ยนข้อมูลบริษัทนำเที่ยวต่าง ๆ ให้เกิดภาพการเดินทางท่องเที่ยวแบบมีคุณภาพ

พอ ‘แจ๊คหม่า’ มาเยือนไทยททท.ก็จะทำงานร่วมกับทีมของ Fliggy เพื่อ ‘เจียระไน’ แหล่งท่องเที่ยวในเมืองรองร่วมกัน หวังดึงนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะมาท่องเที่ยวไทยมากกว่า 11 ล้านคน ให้กระจายการเดินทางจากเมืองท่องเที่ยวหลักเช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต กระบี่ และเชียงใหม่ ไปยังแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรองมากยิ่งขึ้น

โดยจะใช้ฐานข้อมูลโซเชียลเครดิตที่มีคุณภาพของอาลีบาบา เพื่อโปรโมทดึงชาวจีนกลุ่มใช้จ่ายสูงให้มาท่องเที่ยวและใช้จ่ายที่เมืองไทย ประกอบกับขณะนี้ชาวจีนแทบจะไม่พกเงินสดแล้ว เพราะหันมาใช้จ่ายผ่าน E-Wallet โดย Alipay เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการรายใหญ่ของจีน ซึ่งทางททท.ก็จะขอข้อมูลเพื่อศึกษาว่าชาวจีนนิยมไปท่องเที่ยวที่ไหน และใช้จ่ายอะไรบ้าง และนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการทำตลาดต่อไป

คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับอาลีบาบากรุ๊ปในครั้งนี้ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นให้กับเศรษฐกิจไทยในภาพรวม รวมถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างไร

ผู้ประกอบการโรงแรมและท่องเที่ยวเห็นแล้วจงฉกฉวยโอกาสนี้ไว้

อย่าปล่อยให้เสียของไปเป็นอันขาด!

 

++++++++++++++++++++++

แจ๊ค หม่า, อุตสากรรม, ท่องเที่ยวไทย

In March 2018, no economic news should definitely be the hottest issue rather than the visit of ‘Jack Ma’; the E-commerce Lord of the Land of Dragon named ‘Alibaba Group’ to meet ‘Gen. Prayuth Chan-Ocha, Thailand’s Prime Minister.

His visit to Thailand this time did not come for nothing because he had announced to become the partner with governmental agencies of Thailand in the long run through the MOU signing with Thai government in investment, trading and digital economic propulsion after they had joining goal in capability development of Thai entrepreneurs, and push forward them to reach to new markets in the world stage through digital innovations.

Before discussing on the collaboration in Tourism between Thailand and Alibaba Group, the writer would like to mention about the overall projects under this collaboration with Thai government because the major highlight as the investment on the construction of Smart Digital Hub in Eastern Economic Corridor (EEC) is considered as the most interesting topic after Alibaba Group had studied all related information in regional level, and decided to make investment in Thailand because they had confidence in Thailand 4.0 policy. In addition, Smart Digital Hub is expected to start its construction within 2018, and the project can start full operation within 2019.

The objective of Digital Hub construction in Thailand this time is to help linking Thailand’s SMEs business in every level and every local as well as the group of agriculturists across the country, and the group of OTOP producers so that they can reach to China and the world markets by using the world class technology of Alibaba Group in Logistics data processing through its logistic business network, called Cainiao Network in order to enhance good transporting efficiency and speed between Thailand and China as well as the cross-border good transportation to the group of CLMV countries (Cambodia, Lao, Myanmar and Vietnam), and other areas in the world.

Smart Digital Hub shall execute digital research and development activities through the connection with Eastern Economic Corridor Digital (EECd), and Eastern Economic Corridor Innovation (EECi).

In addition to other projects under this collaboration, Alibaba and Ministry of Commerce had jointly introduced Thai Rice Flagship Store over Tmall.com, which is the world class online trading website specialized for the world’s leading brands, and reliable representative stores. This effort shall help pushing forward the circulation of Thai agricultural products starting with ‘Rice’ and fruits especially ‘Durian’, which is so popular among Chinese.

Alibaba Group had signed MOU with Thai government to become the distributor of ‘Durian Monthong’ through Tmall website, which this MOU is worth over $428 million US dollar, or over 13,400 million baht.

And a day before ‘Jack Ma’ signing MOU with Thai Government, Alibaba had already sold over 80,000 DuriansMonthong through its website within only one minute.

This was quite phenomenal and surprising news for Thai people!

It definitely was a keen PR program to visit Thailand of ‘Jack Ma’, and made Thai people paying serious attention to this Chinese E-commerce Lord.

Besides, Alibaba Group had offered the collaboration among Alibaba Business School (ABS); located in Hangzhou and Department of Industry Promotion, Ministry of Industry, and Department of International Trade Promotion, Ministry of Commerce for digital capability and E-commerce development of every group of SMEs so that they can reach to China market, and other regional and international markets.

This is considered as the significant point that hotel and accommodation entrepreneurs should pay attention and keep up with the news in order to learn and develop their digital skill so that they can apply to their own business in the era when the tourism world tends totrade the rooms via online channel almost 100%!

In addition to Digital Talent Development Project, Alibaba Business School shall join hands with Department of Industry Promotion, and Department of International Trade Promotion to seriously develop ‘Digital Talent’ in Thailand with several academic course contents, which this shall offer opportunity for university students, researchers, instructors as well as governmental officers to join the digital and e-commerce training so that they shall insightfully understand and be able to create network with Digital Talent cross the globe at China.

In addition to the collaboration in tourism industry, Tourism Authority of Thailand (TAT) had also signed MOU with Alibaba Group and Fliggy; China’s leading online travel agent to seriously promote digital tourism and minor travel agents in Thailand.

Fliggy shall use its technology experiences to build up Thailand Tourism Platform for tourist attraction across Thailand such as E-ticket selling system and online guide manual to help propagating and providing convenience in several aspects of tourism.

Besides, Fliggy and Ant Financial; the owners of Alipay system in Alibaba Group currently are in the middle of negotiating with related agencies to create the comprehensive digital transition for tourism industry of Thailand.

However, the collaboration between TAT and Fliggy is not considered a new thing because they both used  to join hands two years ago (Fliggy at that time was named ‘Alitrip’) for jointly screening and exchanging data of travel agencies in order to create the quality travel image.

When ‘Jack Ma’ coming to Thailand, TAT shall once again join hands with Fliggy to refine tourist attractions in secondary cities in the hope to disseminate Chinese tourists (expected over 11 million Chinese tourists traveling to Thailand this year) from major tourist cities such as Bangkok, Phuket, and Chiang Mai down to the secondary cities in greater number.

This effort shall count on the quality social credit database of Alibaba to promote and attract the group of high spending Chinese tourists to travel and spend money in Thailand, while now many Chinese rarely carry the cash because they prefer paying money via E-Wallet, which Alipay is one of China’s big providers. Therefore, TAT shall ask for the information to study the behavior of Chinese tourists on where they like to go and what they like to pay so that TAT will apply such obtained information to its marketing.

Now, we must keep an eye on how this collaboration between Thai government and Alibaba Group shall benefit Thai economy in overall as well as tourism industry.

Therefore, hotel and accommodation entrepreneurs should not be waiting and let this opportunity fly away!

 

++++++++++++++++++++++

 

 

Comment Box