หลีเป๊ะ’ สวยเตะตา ดาราแห่งอันดามัน



mmm

กัปตันสปีดโบ๊ทผิวกร้านแดดพาเราออกจากท่าเรือปากบาราช่วงบ่ายคล้อยเย็นไปเกาะหลีเป๊ะ ไม่น่าเชื่อว่าพระอาทิตย์ ยังส่องแสงแรงจ้า ทำหน้าที่ได้ดีไม่มีคำว่าเกรงใจ จนต้อง หยิบครีมกันแดดที่พกมาทาตัวจนทั่ว สงสัยว่าพระอาทิตย์คงกลัวว่ายอดขายครีมกันแดดจะออกมาไม่ดี งานนี้มีฮั้วกันแน่ๆ เรือเร็วเคลื่อนตัวเหนือคลื่นน้ำผิวเรียบได้เกือบชั่วโมง ก็แวะจอด ‘เกาะไข่’ เกาะเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเกาะตะรุเตากับเกาะอาดัง ไม่มีใครอาศัยอยู่บนนี้ ปลอดโปร่งสำหรับการขึ้นมา วางไข่เป็นจำนวนมากของเต่าทะเลในเดือนพฤศจิกายนอย่างยิ่ง ทุกอย่างดูเงียบสงบดี กระทั่งเรากับเพื่อนร่วมทริปเดินทางมาถึง (ฮา) เท้าทุกคู่ย่ำไปบนผืนทรายสีขาวนวล ผ่านแสงแดดลามเลียโขดหินเล็กใหญ่ พุ่งตรงไปยังซุ้มหินโค้งเบื้องหน้านี่สินะ…ที่เขาเรียกว่า ‘ซุ้มประตูรักนิรันดร์’ หน้าซุ้มมีแผ่นไม้

ระบุกลอนแปดอวยพรไว้ว่า… ‘ประตูหินโค้ง ตะรุเตา สตูล จุดเพิ่มพูน ตำนาน รักหนุ่มสาว แดนประเดิมเสริมรักให้ยืนยาว สองเราก้าวสู่ประตู…รักนิรันดร์’ คนสตูลเชื่อว่า หากคู่รักคู่ไหนเดินลอดซุ้มหินโค้ง จะสมหวังและได้ครองรักกันชั่วนิจนิรันดร์ ยิ่งในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ทะเลที่ว่าเค็มก็เปลี่ยนเป็นหวาน เพราะจะมีพิธีให้คู่รักเดิน ลอดซุ้มและจดทะเบียนสมรสกันที่นี่ บรรดาสาวโสดในทริปทำได้แค่ถอนหายใจ เพราะยังไม่มีใครมาจับมือลอดซุ้มพิสูจน์ความเชื่อไปด้วยกัน

ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ สาวโสดอย่างเราจึงเฟ้นหามุมดีงาม ถ่ายรูป จนอิ่มหนำ กระทั่งได้เวลานั่งเรือไปเกาะหลีเป๊ะต่อ ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง เรือก็จอดเทียบ ‘หาดบันดาหยา’ บ้างเรียกว่า หาดพัทยา ให้เข้ากับบรรยากาศ เพราะเป็นหาดที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวหัวดำหัวทอง คึกคักที่สุดแล้วในบรรดาหาดบนเกาะหลีเป๊ะ เรารีบขนกระเป๋าไปเก็บที่รีสอร์ต พอสำรวจรีสอร์ตจนทั่ว เราออกมาเดินเล่นริมหาด แล้วตรงเข้าไปในตรอก ‘ถนนคนเดิน’ มีคนมาเดินเยอะสมชื่อ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงขายอาหารทะเล บาร์กินดื่ม ทัวร์ดำน้ำ เสื้อผ้าหลากสีสัน

และที่ขาดไม่ได้เลย คือ ร้านขายโรตีชาชัก มาถึงสตูลทั้งที ไม่กินชาชักได้ยังไง เราตัดสินใจหย่อนก้นในร้าน เตอร์บิลัง คนในพื้นที่เขาแนะนำเพราะขายมานาน เป็นต้นตำรับชาชักระดับโอท็อปของเมืองสตูลเลยทีเดียว ดีกรีไม่ธรรมดาขนาดนี้ จะสั่งโรตีกับชาชักแบบธรรมดาได้ยังไง รออะไร จัดเบิ้ล ไปอย่างละสองสามชุด ปรนเปรอกระเพาะกันแบบพิเศษ สุดๆ เมื่อไม่เหลือพื้นที่ให้อาหารเมนูอื่น เราจึงเดินย่อยโรตีริมหาด แล้วเดินกลับรีสอร์ต นอนเอาแรงไว้สำหรับทัวร์ดำน้ำในวันรุ่งขึ้น

บริการมอร์นิ่งคอลของรีสอร์ตทำหน้าที่ได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนข้างหัวเตียง หลังโดนเลื่อนปลุกครั้งแล้วครั้งเล่า เรารวบรวมกำลังภายใน เหยียดตัวลุกขึ้นทั้งที่ไม่อยาก นี่มันเตียงดูดวิญญาณชัดๆ พอนึกได้ว่าการออกเรือล่าประสบการณ์ใต้ ท้องทะเลวันนี้ต้องดีมากแน่ๆ จึงเลิกนั่งแช่แฟ้บ จัดการตัวเองให้เรียบร้อย แล้วลงไปทานมื้อเช้าตามที่ไกด์บอก เพราะทั้งวันต้องใช้พลังงานในการดำน้ำสูงมาก

nnn

ขณะจัดมื้อเช้าจนใกล้อิ่ม ไกด์หนุ่มขอความร่วมมือลูกทัวร์ทุกคน ว่าอย่าเอาขนมปังติดมือไปด้วยเด็ดขาด นี่ ปลาทะเลนะ ไม่ใช่ปลาสวายตรงศาลาหน้าวัด จะได้โยนขนมปังให้กินได้ตามใจชอบ ไกด์พูดเหมือนรู้ทัน เพราะที่ผ่านมามีคนรู้ เท่าไม่ถึงการณ์ เอาขนมปังไปล่อให้ปลากินกับมือและถ่ายรูป เก็บไว้ ทั้งที่ปลาทะเลเหล่านี้ กินพวกแพลงก์ตอนซึ่งเกาะตามปะการังเป็นอาหารอยู่แล้ว เมื่อปลาไม่กินแพลงก์ตอน ทำให้สะสมตามแนวปะการังจนเกิดการอุดตัน ปะการังไม่โต เป็นการทำลายระบบนิเวศน์ด้วยประการฉะนี้ จุดหมายแรกของทัวร์ดำน้ำวันนี้ คือ ‘ร่องน้ำจาบัง’ ด้วยกระแสน้ำที่ค่อนข้างแรง ความไว้ใจที่เคยมีให้เสื้อชูชีพบนตัว

 

จึงไม่เพียงพอ ต้องอาศัยการเกาะไปตามเชือก จับไว้ให้แน่น อย่าให้หลุดเชียว ประเดี๋ยวเป็นผีเฝ้าทะเลไม่รู้ด้วย แต่ที่ที่ขึ้นชื่อว่าเสี่ยงหรือเหนื่อยยากเพียงใด มักจะสวยจับใจเราเสมอ ร่องน้ำจาบังก็เช่นกัน ไฮไลต์ของจุดนี้ คือ ปะการัง 7 สี อยากได้รูปเก็บไว้ ต้องไหว้วานไกด์หนุ่มดำลึกลงไปแชะกล้องถ่ายใกล้ๆ ต่อกันที่ ‘หมู่เกาะดง’ มีเกาะบริวาร 6 เกาะ เกาะที่มีชื่อเสียงเรียงนามมากที่สุด คือ ‘เกาะหินซ้อน’ เพราะมีหินขนาดใหญ่สองก้อนซ้อนกันอยู่ เป็นแลนด์มาร์กบอกนักท่องเที่ยวว่านี่แหละ คือ เกาะหินซ้อนของแท้ ไกด์หนุ่มบอก แปลกใจ มากว่าซ้อนกันได้อย่างไร ต้องมีใครแอบเอากาวสองหน้า มาแปะ และเปลี่ยนทุกวันขึ้น 15 ค่ำเป็นแน่

 

ถึงได้ติดแน่น ติดทนขนาดนี้ เราได้ยินแล้วถึงกับสะอึก ไอ้มุขกาวสองหน้านี่…พี่ไม่ได้เล่นมุขนี้กับพวกเราเป็นครั้งแรกถูกมั้ย? หลังดำน้ำตื้นชมปะการัง ดอกไม้ทะเล และฝูงปลาหลากสีสัน ทั้งปลานกแก้ว (หายากขั้นสุด เจอตั้ง 1 ตัว!) ปลาสลิด หินลายเสือ ปลาการ์ตูน และอื่นๆ ที่ไม่รู้จักชื่อ (ฮา) รวมถึงหอยเม่นที่ไกด์ย้ำนักย้ำหนา ว่าอย่าเอาเท้าไปแตะเล่นเชียว ไม่งั้นงานงอกแน่ ก็ถึงเวลากินมื้อเที่ยง พักผ่อนเล่นน้ำ เดินชิลล์บน ‘เกาะราวี’ ก่อนจะไปเก็บแต้มดำน้ำกันต่อที่ ‘เกาะยาง’ น้ำใสไหลเย็น เห็นตัวปลามากๆ เราใส่สน็อกเกิลดูการใช้ชีวิตของสัตว์โลก ใต้น้ำกันต่อร่วมชั่วโมง ไกด์หนุ่มก็ส่งเสียงเรียกให้ลูกทัวร์ ขึ้นเรือ ไปชิลล์กันต่อที่ ‘เกาะหินงาม’ เกาะขนาดเล็กทางใต้ของเกาะอาดัง

 

ตอนแรกสงสัยเหมือนกัน ทำไมเรียกเกาะหินงาม พอมาถึงก็ร้องอ๋อ เพราะหาดเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหินสีดำกลมเกลี้ยงมันวาว ไม่มีเม็ดทรายแฝงตัวแม้แต่อณูเดียว ยิ่งเวลาโดนคลื่นซัดสาด ก้อนหินยิ่งส่องประกายมันวาว ท้าทายสายตาผู้มาเยือน หินเหล่านี้เดิมเคยเป็นก้อนใหญ่ แต่ถูกน้ำซัดกัดกร่อนจนแตกเป็นก้อนเล็กก้อนน้อย และเสียดสีกันจนเกิดความโค้งมน ว่ากันว่าหินทุกก้อนบนเกาะนี้
มีคำสาปของเจ้าพ่อตะรุเตา หากใครนำติดตัวไป จะประสบ กับหายนะ! ก่อนขึ้นเรือกลับฝั่ง เราจึงเช็คแล้วเช็คอีก ว่าไม่ได้เผลอ
หยิบมาด้วย เพื่อความปลอดภัยของชีวิต

 

ทัวร์ดำน้ำหนึ่งวันเต็มจบลงด้วยความประทับใจ เช้าวันใหม่ เราตื่นแต่เช้ามืดตามคำแนะนำ เดินทางไปยังอีกหาดที่ยาวที่สุดของเกาะหลีเป๊ะ ‘หาดชาวเล’ อบอวลด้วยความเงียบสงบ เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่งดงาม เหมือนภาพวาด สีน้ำมันยังไงยังงั้น เมื่อก่อนเคยสงสัยเหมือนกัน ว่าคนเราตื่นเช้าไปเพื่ออะไร? ทุกคำตอบที่เคยข้องใจ…เฉลยต่อสายตาตรงหน้าแล้ว


 

nnn

Lipe’ The Charm of Andaman

Now, Koh Lipe has become the dream island for many people. Because everyone always said that they have to witness the coral reef, indulge themselves on the white sandy beach and feel the cool breeze on the most famous island of Satun province surrounded by several islets of Tarutao national park once in a life time.

The captain of speed boat got us offshore from Pakbara pier in late afternoon and headed to Koh Lipe. It took almost an hour before the first  stop at ‘Koh Khai’; a small island situated between Koh Tarutao and Koh Adang. Since there is no human living in this island, it is such the best place for sea turtles to lay their eggs in November. However, we eventually stepped on the wind sandy beach and headed directly to the rock arch ahead of us which is so called ‘Everlasting Love Arch’. Satun people have believed if any couple walk pass this rock arch, they will be blessed for everlasting love especially in February since there will be a lot of couples walking pass the arch and sign marriage certificate here together.

What the single ladies like us can do were to sigh because no one caught our hands to prove this belief. However, we tried to amuse ourselves by finding good spots to take a bunch of pictures together until we were called back to the boat in order to head for our destination.

It took another half an hour before the speed boat arrived at ‘Ban Daya Beach’ which is considered the most busy beach on Koh Lipe island. We hurriedly took our belongings to check in at resort, and after we had inspected the hotel surrounding for a while, we took a walk on the beach, then we headed to the walking street which there were so full of seafood restaurants, drinking bars, diving tour booths and colorful cloth stalls.

 

And a must have is Roti Chachuck shop which we decided to choose Ter Bi Lang shop recommended by local people. This shop is so well known as the legendary chachuk of Satun. We had ordered a big set to fulfill our hungers. After that we took a walk to let our stomach to digest on a beach for a while before going back to resort and getting ready for the diving trip tomorrow.

ททท

 

On the next day, the first destination of diving trip was ‘Ja Bang water course’. Since the tide was so strong, the life jacket might not be safety enough which all tourists needed to hold on the rope for safety. The major highlight at this spot is seven-colored coral reefs. We had to ask for our guide to dive down deep to take picture of these magnificent coral reefs up close.

 

 

Next spot was ‘Koh Dong archipelago’ composed of 6 family islands which the most famous island is ‘Kon Hin Son’ because there are two huge size rocks stacked up to derive the name of this island. After we went snorkeling to witness coral reefs, sea anemones and colorful school of fishes as parrot fish, demseflish, clownfish, and many more including sea urchins which our side gave the warning to keep off this creature, otherwise we might end this diving trip too soon. After witness the world under the water here for proper amount of times, we had lunch and just chilled at ‘Koh Ravi’.

 

Then we moved on to ‘Koh Yang’. The water surrounded this island was so crystal clear which we put on snorkels to witness the lifestyle of fishes for almost an hour before our guide called us to get back on board and continued to ‘Koh Hin Ngam‘; the small size island situated toward the south of Koh Adang.

 

At first, we were wonder why this island was called ‘Koh Hin Ngam’, but after we got to this island, we had come to enlight because the beach ahead of us was so full of black shinny rounded rocks and there was no sign of sand anywhere on the beach at all. The beauty of these wonder rocks got even more beautiful when the wave splashed on to make them even more shining and reflecting. Earlier, these rocks used to be a big one, but they were scoured and crushed into pieces by seawater, while the rounded shape was caused by scratching from one rock to another for a long period of times. People believed that every rock on this island was cursed by Tarutao’s Lord which if anyone takes a rock back home, such person will face a disaster!

 

Before taking speed boat back inshore, we needed to make sure that we did not take a rock with us for safety.
One day snorkeling trip had ended with wonderful impression, on the next day we woke up early in the morning following the suggestion and traveled to the longest beach of Koh Lipe, called ‘Haad Chao Lay’ which is the magnificent sunrise observing spot. The picture in front of us was so mesmerizing just like an oil painting when sun emerged itself above the horizon.

 

Earlier I used to wonder why do we need to wake up early in the morning, now I got the answer right in front of me, here at the dream island destination, Koh Lipe!

ที่มา: นิตยสาร Thai Hotels & Travel
Vol.7 No.39 สิงหาคม-กันยายน 2559 (August-September 2016)

Comment Box