พนักงานในฝัน องค์กรในฝัน อดิเรก ศรีประทักษ์



ผมเป็นห่วงว่าระบบการศึกษาของไทยเราจะไม่ทันกับโลกความเป็นจริงของธุรกิจความมุ่งมั่นและย้ำกันอยู่บ่อยๆ อย่างต่อเนื่องของซีพีเอฟ  ก็คือ  วิสัยทัศน์เป็นครัวโลก  จะเป็นเบอร์หนึ่งของโลก  ทั้งยังที่คำกล่าวที่หาญกล้าว่า เนสท์เล่ ยักษ์ใหญ่สัญชาติสวิส คือ คู่แข่ง

หากแต่ทั้งหมดทั้งมวลจะไม่อาจเป็นจริงได้เลยหากขาดบุคลากรที่ เก่ง และ ดี อดิเรก ศรีประทักษ์กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ย้ำในเรื่องนี้อีกครั้งในกิจกรรมที่ชื่อCPF Ambassador Program กิจกรรมดังกล่าวนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ได้เข้ามาสัมผัสกระบวนการทำงานของซีพีเอฟอย่างใกล้ชิด โดยเป็นการต่อยอดจากโครงการ CPF Future Career ที่เดิมผู้บริหารจะเป็นฝ่ายเดินทางไปแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจของซีพีเอฟยังสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ดีเป้าหมายของโครงการทั้ง 2 นี้ก็เพื่อขับเคลื่อนให้ซีพีเอฟเป็นบริษัทในฝันหรือ Employer of Choice (ของคนเก่งและดี นั่นเอง)

“ทุกคนทราบดีว่าโลกทุกวันนี้เปิดกว้าง และเป็นโลกที่เสรี โดยเฉพาะประชาคมอาเซียนหรือเออีซีที่กำลังจะเกิดขึ้นจะมีส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ผมเชื่อว่าความเคลื่อนไหว ความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นทุกวันอยู่แล้ว ไม่ว่าเป็นเรื่องของเทคโนโลยี การตลาด การเสาะหาวัตถุดิบที่จำเป็นต่อการผลิต ตลอดจนเรื่องของบุคลากร แต่มันจะทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น”

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้คนที่เก่งและเชี่ยวชาญภาษาจะมีแต้มต่อ มีคุณค่ามากกว่าคนที่ไม่รู้ภาษา แม้ว่าจะมีความรู้ความสามารถเท่า ๆกันก็ตาม อดิเรกบอกว่าคนทำงานในโลกยุคใหม่จำเป็นต้องเก่งภาษาอังกฤษและภาษาจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีนแมนดาริน

ความสำเร็จตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาของซีพีเอฟ แน่นอนว่าจะต้องเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งต่อเนื่อง ซึ่งธุรกิจในเครือข่ายของซีพีเอฟในปีที่ผ่านมานั้นมียอดขายเกินกว่า 2 แสนล้านบาทนั้น เขาบอกว่าต้องใช้ทรัพยากรบุคคลในการขับเคลื่อนถึง 8 หมื่นคน และพนักงานใน 8 หมื่นคนทำงานอยู่ในประเทศไทยถึง 5 -6 หมื่นคน อีกกว่า 2 หมื่นคนทำ งานใน 12 ประเทศที่ซีพีเอฟไปลงทุน และพนักงานในจำนวนนี้เป็นระดับผู้บริหารถึง 500 คนเลยทีเดียว

ยิ่งย้ำชัดว่า ทุกความสำเร็จ ล้วนต้องย้อนกลับมามองถึงเรื่องบุคลากรทั้งสิ้น ซึ่งซีพีเอฟก็มีหลักเกณฑ์ในแบบของตัวเอง โดยหลักการใหญ่ๆ มีอยู่ 5 ข้อ ได้แก่

ข้อหนึ่ง รายได้ที่สูงกว่ามาตรฐานโดยทั่วไปในตลาด อดิเรกบอกว่า ไม่น่าแปลกใจที่ซีพีเอฟ สนับสนุนนโยบายขึ้นค่าแรงของรัฐบาล

ข้อสอง งานที่ ท้าทาย เนื่องจากซีพีเอฟเป็นบริษัทที่ขยายตัว เติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยมีการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ และระดับโลกมากขึ้น

ข้อสาม มีแผนพัฒนาความสามารถของบุคลากร ตลอดจนหลอมรวม หล่อหลอมให้เกิดเป็นทีมงาน ซึ่งเรื่องนี้วัฒนธรรมองค์กรหรือ ซีพีเอฟเวย์ 6 ประการ จะเป็นเครื่องมือที่ซีพีเอฟนำมาใช้ ประการแรก พนักงานต้องคำนึงถึง 3 ประโยชน์ คือ ต่อประเทศชาติ ต่อประชาชน และต่อ บริษัท ประการที่สอง ซีพีเอฟนั้นมีเครือข่ายธุรกิจที่กว้างและ หลากหลาย จำเป็นต้องสอนให้คนทำเรื่องยากๆ เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ประการที่สาม ปลูกฝังให้พนักงานเน้นความรวดเร็วทว่ามีคุณภาพ ประการที่สี่ ความคิดสร้างสรรค์ หรือ Innovation ในภาษาอังกฤษ ประการที่ห้า ยอมรับทุกการเปลี่ยนแปลง เพราะในเมื่อทุกวินาทีล้วนมีความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฏหมาย การตลาด ผู้บริโภค การแข่งขัน วัฒนธรรม ฯลฯ และประการที่หก ก็คือความเป็นคนดี มีคุณธรรม ที่จะต้องมีอยู่ภายในใจพนักงานซีพีเอฟทุกคน

ข้อสี่ ความรู้ความสามารถด้านภาษา และการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างไป

ข้อห้า ซีเอสอาร์ เนื่องจากมีข้อพิสูจน์ว่าความยั่งยืนของธุรกิจจะดำรงอยู่ เพราะจิตสำนึกในเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคม

“ส่วนใหญ่เราจะเน้นการพัฒนาคนเองเป็นหลักแต่มีบ้างที่ต้องซื้อคนที่มีประสบการณ์เข้ามา ซึ่งจะเป็นคนที่มีทักษะความรู้เกี่ยวกับธุรกิจหรือหน่วยงานที่ซีพีเอฟยังไม่ ชำนาญ เช่น อาหาร โลจิสติกส์ ซึ่งเรายังสร้างคนไม่ทัน แต่หน่วยงานพวกอาหารสัตว์ หน่วยงานฟาร์มซึ่งเราเข้มแข็งอยู่แล้วคงไม่มีความจำเป็น”

อดิเรกเล่าให้ฟังเรื่องโมเดลการจ้างงานของซีพีเอฟ ว่าเมื่อครั้งที่ไปลงทุนที่ประเทศฟิลิปปินส์ก็ว่าจ้างคนฟิลิปปินส์ทำงาน และกลับพบว่าคนฟิลิปปินส์ มีทักษะภาษา อังกฤษที่ดีมาก ดังนั้นเมื่อซีพีเอฟไปลงทุนธุรกิจเลี้ยงกุ้งที่ประเทศอินเดียจึงได้ให้คนฟิลิปปินส์ที่ฝึกฝนจนเก่งเป็นผู้ไปบุกเบิกและถ่ายทอดความรู้ให้คนอินเดีย (มีทักษะภาษาอังกฤษที่ดี เช่นกัน) และเมื่อซีพีเอฟจะไปลงทุนต่อที่ประเทศปากีสถาน และบังคลาเทศก็จะให้คนอินเดียที่เก่งแล้วเป็นผู้เข้าไปบุกเบิก ซึ่งซีพีเอฟใช้โมเดลแบบนี้เรื่อยมา

“คนในหลายประเทศติดบ้าน ไม่อยากไปทำงานที่ประเทศอื่น แต่คนไทยน่ารักกว่าบอกให้ไปไหนไปหมด เร็วๆ นี้เรากำลังจะไปลงทุนที่แอฟริกาปรากฏว่ามีอาสาสมัครเยอะมาก อย่างไรก็ดีเราพยายามดูแลพนักงานที่ไปทำงานต่างประเทศเหล่านี้ให้มีรายได้ที่สูงขึ้น มีความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน เราต้องให้กำลังใจพวกเขาที่ต้องไปบุกเบิก ไปลำบาก”

ปัจจุบันพนักงานซีพีเอฟทั้งหมดที่มีอยู่ 8 หมื่นคน มีพนักงานระดับหัวกะทิหรือที่เรียกกันจนฮิตติดปากว่า Talent อยู่ประมาณ 300 คน

“ในฐานะซีอีโอ ผมร่วมคัดเลือก Talent ติดตามโปรแกรมการพัฒนาพวกเขา รวมทั้งต้องประเมินผลจากการพัฒนาเป็นช่วงๆ แล้วคอยพิจารณาหาโปรแกรมและโอกาสที่ ให้พวกเขาไปทดลองทำดู แล้วค่อยดูว่าผลงานต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร” เพราะการได้ทดสอบความสามารถ จะทำให้ความจริงกระจ่างแจ้ง

อดิเรกอธิบายว่า ในบางครั้ง กับบางคนที่มองว่ามีแววดี น่าจะเป็นผู้บริหารที่ดีได้ แต่เมื่อให้ลองบริหารจริง ทำอะไรจริง ก็จะช่วยให้เห็นตัวตนที่แท้ว่าใครที่เก่งในการคิด ใครที่เก่งในทางปฏิบัติ หรือ ใครที่เก่งด้านการสร้างทีม ใครที่มองการณ์ไกล ใครที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง หรือใครที่ เก่งแค่เฉพาะตัวเองเท่านั้น

และถ้าใครที่เก่งจริง จะต้องเป็นคนที่บริษัทจำเป็นต้อง Fast Track ขับเคลื่อนให้เติบโตอย่างรวดเร็ว เหตุผลก็เพราะ Talent เป็นคนมีความสามารถพิเศษเหนือคนอื่น

อย่างไรก็ดีในความคิดเห็นของซีอีโอท่านนี้ยังมีความกังวลต่อระบบการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลิตคนเก่ง คนดีป้อนสู่องค์กรธุรกิจ

“เมื่อไม่นานผมได้คุยกับคุณก่อศักดิ์ (ซีพีออลล์) พวกเรามีความเห็นตรงกัน ก็คือ เด็กควรเน้นการปฏิบัติมากกว่าการเรียน เหมือนที่ประเทศเยอรมันที่บังคับว่าก่อนเด็กที่จะเรียนจบปริญญาตรีจะต้องไปทดลองทำงานจริงๆ ก่อนสองปี ผมเป็นห่วงว่าระบบการศึกษาของเราจะไม่ทันกับโลกความเป็นจริงของธุรกิจ”

ความเป็นจริงของธุรกิจที่ว่าคืออะไร อดิเรกบอกว่า หากศึกษาแต่ในตำราก็จะเจอแนวทาง กลยุทธ์ของบริษัทชั้นนำระดับโลกทั้งสิ้น เช่น ไมโครซอฟท์ หรือ จีอี ตรงกันข้ามที่ธุรกิจในประเทศไทยกระทั่งในอาเซียนไม่ได้เป็นระบบระเบียบที่หรูหราเช่นนั้น เพราะในความเป็นจริงในภูมิภาคแห่งนี้ ยังคงมีแต่ธุรกิจไซส์จิ๋ว ไซส์เอส ไซส์เอ็มอยู่เป็นจำนวนมาก นานๆ ทีถึงจะเห็นไซส์แอลโผล่ขึ้นมา

“โมเดลธุรกิจในเอเซียนอยู่ในขั้นกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมักเก่งภาคปฏิบัติ บริหารสไตล์ลูกทุ่ง พวกเขาไม่ใช้ทฤษฎีเลย ขณะที่ในห้องเรียนกลับเน้นสอนแต่ทฤษฏี ซึ่งถ้าเด็กติดในกรอบวิชาการจะไม่สอดคล้องความเป็นจริง”

แต่แม้จะเป็นมวยวัดหรือสไตล์ลูกทุ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะโกอินเตอร์ไม่ได้

Comment Box