บุกป่าฝ่าดงหิน…เยือนถิ่น ‘ชัยภูมิ’



หากชีวิตของคุณมีแต่คำว่า ‘งาน…งาน…และงาน’ จนคำว่า ‘ชีวา’ เหือดหาย เติม ‘ความตื่นเต้น’ เข้าไป ให้หัวใจได้สูบฉีดเร็วขึ้น…แรงขึ้นสักหน่อย ชีวิตที่เหงาหงอยจะได้กลับมามีชีวาอีกครั้ง อาจออกทริปแนวแอดเวนเจอร์ ผจญภัยนิดๆ สมบุกสมบันหน่อยๆ ก็น่าสนไม่ต้องถึงขั้นบุกภูเขา เผากระท่อม เหมือนหนังอาหลอง-ฉลอง ภักดีวิจิตร ก็ได้ จุดหมายที่แนะนำอยากให้แพ็คกระเป๋าออกไปผจญภัยกัน คือ ‘ชัยภูมิ’ อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแมกไม้ หินผา น้ำตก

จากการจัดอันดับ ชัยภูมิถือเป็นเมือง ‘รวยป่า’ เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ รวยไม่พอ แถมยังสวยด้วย ได้ยินแค่ชื่อเสียงเรียงนามก็ใจสั่น พร้อมออกผจญภัยดื่มด่ำความร่ำรวยของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ชัยภูมิแล้ว สำหรับการเดินทางไปชัยภูมิ เพื่อให้เหมาะกับชาวขาลุย แนะนำให้ขับรถไปเองดีที่สุด ได้ทั้งบรรยากาศและความสะดวก เพราะแหล่งท่องเที่ยวแต่ละจุดค่อนข้างห่างกัน จะกระเตงกันไปเป็นครอบครัวก็เข้าท่า หรือรวบรวมเพื่อนฝูงไปสนุกกันก็เข้าที

หากตั้งต้นขับรถจากกรุงเทพฯ ให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ผ่านรังสิตวังน้อย จนถึงสามแยก จังหวัดสระบุรี เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) แล้วแยกซ้ายเข้าสู่ทางหลวง หมายเลข 201 ที่อำเภอสีคิ้ว อำเภอด่านขุนทด เข้าสู่จังหวัดชัยภูมิ รวมระยะทางประมาณ 342 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 5 ชั่วโมงครึ่ง
และถ้าตั้งต้น จากจังหวัดนครราชสีมา เดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ-ขอนแก่น) ผ่านตำบลจอหอ เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 205 ผ่านอำเภอโนนไทย ตรงไปจนถึงสี่แยก ตำบลหนองบัวโคก อำเภอจัตุรัส เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 201 เข้าสู่จังหวัดชัยภูมิ รวมระยะทาง 119 กิโลเมตร

จุดแรกที่แนะนำให้ไปโดน คือ ‘เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว’ ตั้งอยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยว 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอภูเขียว คอนสาร และเกษตรสมบูรณ์ เชื่อมรวมเป็นป่าผืนเดียวกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ 3 แห่ง ได้แก่ ผาผึ้ง ตะเบาะ-ห้วยใหญ่ และภูผาแดง กับอุทยานแห่งชาติอีก 4 แห่ง ได้แก่ ภูผาม่าน ภูกระดึง น้ำหนาว และตาดหมอก

กิจกรรมท่องเที่ยวในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว มีให้เลือกหลากหลาย สามารถศึกษาธรรมชาติตามเส้นทางที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ หรือใครที่พิสมัยในการดูนกชมไม้ เตรียมกล้องส่องนกให้พร้อม เพราะที่นี่เต็มไปด้วยนกนานาพันธุ์ เนื่องจากมีแหล่งน้ำเล็กใหญ่กระจายอยู่ตามทุ่งหญ้ากว้าง ชายป่า และในป่าลึก เหล่าบรรดาคนรักนกจะได้พบทั้งนกน้ำ นกทุ่ง และนกป่า รวมถึงนกหาดูได้ยาก เช่น นกกระสาดำ และนกที่ถูกจัดให้เป็นนกเฉพาะถิ่นในภูมิภาค อย่างไก่ฟ้าพญาลอ เพราะมีถิ่นกระจายพันธุ์ไม่กี่ประเทศในโลก

เสร็จจากภารกิจเดินชมนกชมไม้แล้ว ลุยกันต่อที่ ‘ทุ่งกะมัง’ สัมผัสบรรยากาศท่องเที่ยวแนวซาฟารี ทุ่งกะมังเป็นที่ราบทุ่งหญ้ากว้าง มีลักษณะคล้ายแอ่งกะละมังอยู่กลางผืนป่าภูเขียว ที่นี่มีการนำสัตว์ป่าคืนถิ่น ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เห็นสัตว์ป่าหายาก ทั้งเก้ง กวาง กระจง เนื้อทราย โดยจัดทำดินโป่งในบริเวณทุ่งกะมังเพื่อให้สัตว์มากินดินโป่งเป็นจุดๆ และเผาแปลงทุ่งหญ้าเพื่อให้เกิดหญ้าระบัด (การแตกหน่อใหม่ของต้นหญ้า) เป็นอาหารของบรรดาเก้ง

หลังจากบุกตะลุยเที่ยวป่าจนหนำใจ อีกไฮไลต์ที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง คือ ดงหินทรายสีขาวขนาดเขื่องเลื่องชื่อนาม ‘มอหินขาว’ ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘สโตนเฮนจ์ เมืองไทย’ ใครอยากสัมผัสแนวแท่งหินวางตัวเหนือพื้นพสุธาแบบ ‘สตรอง!’ สามารถพิชิตความแกร่งได้เลยทันทีที่นี่ ไม่ต้องบินไกลไปถึงอังกฤษ มอหินขาว ตั้งอยู่ที่บ้านวังคำแคน หมู่ 9 ตำบลท่าหินโงม อำเภอเมืองชัยภูมิ มีอายุล่วงมานานประมาณ 175 ล้านปีแล้ว เกิดจากการสะสมของตะกอนแป้งทรายและดินเหนียวจากทางน้ำ

แต่พอสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้การตกตะกอนเปลี่ยนเป็นทรายในสภาวะอากาศแห้งแล้งกึ่งร้อนชื้น ทับถมลงบนตะกอนทรายแป้งและดินเหนียวที่เกิดก่อนหน้า เกิดการแข็งตัวกลายเป็นหิน กระทั่ง 65 ล้านปีที่ผ่านมา เกิดการเคลื่อนไหวของเปลือกโลก จากแรงบีบด้านข้างทำให้มีการคดโค้ง แตกหัก ผุพังและการกัดเซาะทั้งในแนวตั้งและแนวนอน จนกลายเป็นเสาหินและแท่งหินเหมือนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

เนินเขาที่ตั้งของดงหินทรายสีขาวแห่งนี้ เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ใช้ความคิด สนุกสนานกับการจินตนาการอย่างสุดฤทธิ์ เพราะรูปร่างหน้าตาของกลุ่มหินขาวนั้นมีความพิเศษซ่อนอยู่ สามารถมองเห็นเป็นหน้าคนในสีหน้าต่างๆ บ้างปั้นปึ่ง บ้างแย้มยิ้ม

ช่วงเวลาที่แนะนำให้มาเยือน คือ ช่วงตะวันขึ้นและตะวันตก หากตัดสินใจยากนักว่าควรมาสัมผัสมอหินขาวในช่วงไหนดี ไม่ต้องจัดตารางให้มากพิธี มาทั้งสองช่วงเวลานั้นดีที่สุด เพราะแสงสีส้มในช่วงตะวันขึ้นและตะวันตกนั้นแตกต่าง และสวยละเอียดกันคนละแบบ เรียกได้ว่างานนี้ มีรักพี่เสียดายน้อง

นอกเหนือจากการบุกป่าฝ่าดงหินแล้ว อีกตัวเลือกที่เชื่อว่าจะช่วยคลายร้อนในช่วงซัมเมอร์ที่กำลังมาเยือนนี้ได้เป็นอย่างดี คือ ‘อุทยานแห่งชาติตาดโตน’  ตั้งอยู่ในตำบลนาฝาย ตำบลท่าหินโหม ตำบลห้วยต้อน และตำบลนาเสียว ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของเทือกเขาภูแลนคา เต็มไปด้วยน้ำตกหลากหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกตาดโตน น้ำตกตาดฟ้า และน้ำตกผาเอียง แต่ละที่สวยสด นำพาความสดชื่นแก่หัวใจดีนัก หากคิดว่าไม่น่าไปครบทุกจุด แนะนำให้แวะ ‘น้ำตกตาดโตน’ ใกล้ที่ทำการอุทยานฯ นั่งทอดอารมณ์สบายๆ ผ่อนคลายไปกับเสียงธารน้ำไหล หลังลุยป่าฝ่าดงมาตลอดทริป

หากใครมีโอกาสไปเยือนชัยภูมิในช่วงหน้าฝน ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมของทุกปี ทีเด็ดของชัยภูมิที่ต้องปักหมุดลงปฏิทินมาเยือนให้ได้ คือ ความสวยงามของ ‘ทุ่งดอกกระเจียว’ ที่บานสะพรั่งพร้อมอวดโฉมแก่ทุกสายตา ใครเคยเห็นแต่ในทีวี ไม่เคยไปสัมผัสของจริง ขับรถเลี้ยวเข้า ‘อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม’ ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเทพสถิตได้เลย เพราะนอกจากจะได้ชื่นชมดอกกระเจียวสีชมพูอมม่วงละลานตาแล้ว ยังได้สัมผัสอากาศเย็นฉ่ำชื่นปอด หยอกเย้ากับหมอกฝนล่องลอยเหนือยอดหญ้า ชวนให้หัวใจพองโตตื่นเต้นตลอดเวลา

และนี่คือส่วนหนึ่งของความตื่นเต้นทั้งหมดที่ทุกคนจะได้พบใน ‘ชัยภูมิ’


Make Through the Wood and Stone Jungle in ‘Chaiyaphum’

Make Through the Wood and Stone Jungle in ‘Chaiyaphum’It is time to pack your bag and take some adventurous trip, now the recommended destination to pump up your adrenaline and bring back you to life once again is ‘Chaiyaphum’ where is so abundant with woods, stones and waterfalls.

In addition, Chaiyaphum is so rich of woods and ranked as Thailand’s top cities in this regard. For those who are adventurers, it is best to drive their own cars to Chaiyaphum so that visitors will have more convenience and get full experiences because each tourist attraction tends to be far away from one location to another. However, it will be more fun to travel with your family or a bunch of friends so that you can share all wonderful experiences together.

For the road to Chaiyaphum, if starting from Bangkok, visitor takes Highway No. 1 (Phaholyothin road) passing Rangsit Wang Noi until hitting Saraburi intersection, then makes a right turn onto Highway No. 2 (Mittraphab road) before merging left onto Highway No. 201 at Sikhio district and passing Dan Khun Tod district and reach to Chaiyaphum province. The total distance is 342 km which takes approximately 5 hours and a half from Bangkok to Chaiyaphum. And if starting from Nakhon Ratchasima, visitor simply takes Highway No. 2 (Mittraphab Road – Khon Kaen) passing Joho sub-district and makes a left turn onto Highway No. 205 passing Non Thai district and keeps straight until hitting Nong Bua Khok sub-district, Chaturus district, then make a right turn onto Highway No. 201 to reach to Chaiyaphum with the total distance of 119 km.

The first attraction to visit is ‘Phu Khieo Wildlife Reserve’, situated in 3 overlapping districts as Phu Khieo, Kon San and Kasetsomboon districts which are merged into one forest area combining with 3 Wildlife Reserves as Pha Pueng, Ta Bo – Huai Yai and Phu Pha Daeng, and 4 National Parks as Phu Pha Man, Phu Kradueng, Nam Nao and Tad Mok.

There are plenty of tourism activities available in Phu Khieo Wildlife Reserve which visitor can choose to study natures on designated pathway or for those who like to watch birds, don’t forget to bring binocular because there are several species of birds living by the disseminated small and big water sources in widespread grasslands, edge of a forest and deeper woods.

Bird lovers will get opportunity to see waterfowls, terrestrial birds and forest birds as well as rare birds such as black stork as well as the one classified as local bird in region like Siamese fireback because there is less habitats existing in a few countries around the world for this kind of birds nowadays.

After completing the mission of bird watching, move on to ‘Tung Ka Mang’ field to experience safari tourism style. Tung Ka Mang is a board range of plain that has physical property similar to shallow lake basin situated in the heart of Phu Khieo forest. The wild animal back home project is conducted here according to the royal thought of H.M. the Queen Sirikit which offers opportunity for visitors to observe rare wild animals such as barking deer, deer, chevrotain, hog deer, etc. by making salt licks within the area of Tung Ka Mang to attract wild animals to eat those salt licks in each designated spot and burning grassland plot to rush the grasses to bud and become foods for a heard of barking deer.

After roaming about the forest, another highlight not to miss is the famous gigantic white sandstone jungle, called ‘Mor Hin Khao’, or so called ‘Stonehenge of Thailand’. Mor Hin Khao is situated in Baan Wang Kum Kan Moo 9, Ta Hin Ngom sub-district, Muang district assumed to be over 175 million years old.

These rocks were caused by the accumulation of the dregs of flours, sands and clays in the water. And when environment was changed, it turned sedimentation into the sand under the tropical wet and dry condition piling up over prior existed dregs of flours, sands and clays and hardening as the rocks. Until 65 million years ago, the crustal plates occurred and the side compression derived crooked, break, ruin and erosion both vertically and horizontally and became the rock poles and stone pieces up until now.

The hill situated this white sandstone jungle opens space for everyone to use their greatest imaginations because the appearances of the group of white sandstones have some hidden specialness which someone may see them as human faces in different expressions.

The recommended time of day to visit Mor Hin Khao is during sunrise and sunset. For those who have two minds may choose to visit in both periods since the orange glow light during sunrise and sunset has difference in beauty and detail.

Besides, another choice that believes to cool off the heat in this upcoming summer very well is ‘Tat Ton National Park’, situated in Na Fai sub-district, Ta Hin Hom sub-district, Huai Ton sub-district and Na Siew sub-district and covers some parts of Phu Lan Ka mountain range which features several waterfalls as Tat Ton waterfall, Tat Fha waterfall and Pa Aieng waterfall. For those who do not have time to visit all waterfalls, it is recommended to stop by ‘Tat Ton waterfall’, closed to Tat Ton National Park Office to sit and get lost in day-dreams with the sound of flowing stream after wandering around throughout the trip.

Last but not least, anyone who has a chance to visit Chaiyaphum during rainy season starting from June to August, that is when the major highlight ‘Siamese Tulip Field’ starts blooming to show off their beauty to eye-witnesses. Siamese Tulip field locates at ‘Pa Hin Ngam National Park’ in Thep Satit district which besides witnessing the beauty of plentiful pink purple Siamese tulips, visitors will feel the cool breeze amidst the mist covering over the top of Siamese tulip field.

And these are some parts of all excitement you can find in Chaiyaphum.

Comment Box