ตับ ตับ ตับ “ไขมันพอกตับ”



วิถีการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน เป็นปัจจัยส่งเสริมให้คนเรามีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สำคัญในการควบคุมระดับนํ้าตาลในร่างกาย จนบางคนเกิดไขมันคั่งสะสมในตับ ปัจจุบันพบคนไทยเป็นโรคไขมันคั่งสะสมในตับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน  ซึ่งจัดเป็นโรคร้ายที่มักถูกมองข้าม เนื่องจากผู้ป่วยไม่มีอาการให้เห็นจากภายนอก

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระ พิรัชวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการอาวุโสและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสถาบันโรคตับและระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ให้ความกระจ่างถึงอันตรายของไขมันสะสมในตับ ซึ่งในปัจจุบันพบว่ากว่าร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคอ้วน มีภาวะไขมันคั่งสะสมในตับ

ตับ เป็นเสมือนโรงงานเคมีในร่างกาย สร้างและควบคุมเมตาโบลิซึม สารอาหารที่สำคัญทั้งคาร์โบไฮเดรท ไขมัน และโปรตีน ทำหน้าที่สะสมพลังงาน กำจัดสารพิษ ช่วยสร้างน้ำดีและโปรตีนที่สำคัญๆ ของร่างกาย ช่วยย่อยไขมัน โดยธรรมชาติตับของเราจะมีสีน้ำตาลแดง หากตับมีภาวะความเสี่ยงที่มีไขมันสะสมจะเริ่มกลายเป็นสีขาว เนื่องจากมีไขมันคั่งอยู่ในตับ

ยาที่ใช้ในการรักษาที่สำคัญคือ ยากระตุ้นความไวอินซูลินในกรณีที่มีเบาหวาน หรือมีภาวะดื้ออินซูลิน เช่น กลุ่มยา Metformin ยาลดไขมันในเลือดในกรณีผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง ในกรณีที่ยังมีการอักเสบของตับ แพทย์จะพิจารณาให้ยาที่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ เช่น พวก Antioxidants

ผู้ป่วยไขมันคั่งสะสมในตับ ควรติดตามดูแลรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูการตอบสนองต่อการรักษา เฝ้าระวังการดำเนินของโรค และติดตามดูโรคอื่นใน Metabolic syndrome ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

หัวใจสำคัญในการรักษาไขมันคั่งสะสมในตับ คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่น้ำหนักเกิน ควบคุมอาหารและออกกำลังกาย งดแป้งและน้ำตาล ทานอาหารที่มีกากใยสูง ผลไม้ควรเป็นชนิดที่หวานน้อย เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล ทานโปรตีนที่ดี แต่ไขมันไม่สูง สัตว์ทะเลที่มีโอเมก้า 3 เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลม่อน ปลาซาดีน ถั่วเหลือง ในกรณีโปรตีนจากสัตว์ควรเป็นเนื้อแดง ทางที่ดีควรรับประทานด้วยวิธี ต้ม นึ่ง ถ้าจะให้ดีควรใช้น้ำมันมะกอกในการปรุงอาหาร

สำหรับคนที่ดื่มกาแฟ การศึกษาพบว่า กาแฟมีฤทธิ์เป็น Antioxidant แต่ควรดื่มกาแฟดำ ไม่ใส่ครีมและน้ำตาล สำหรับผู้ป่วยไขมันคั่งสะสมในตับ ไม่ควรดื่มสุราเด็ดขาด เพราะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับมากขึ้น ถึงแม้จะดื่มในปริมาณน้อยกว่าระดับที่ทำให้เกิดโรคตับก็ตาม และทางที่ดี คนทำงานอย่างเราๆ ท่านๆ ควรพักผ่อนและดูแลสุขภาพควบคู่กันไปกับการทำงาน และเป็นไปได้ควรหาเวลาเช็คร่างกายปีละหนึ่งครั้ง


Fatty Liver Disease (FLD)

Lifestyle of people nowadays is an important factor to cause insulin resistance syndrome which the liver will be failed to control blood sugar levels and later may causes fatty liver disease. In present, there are a significant number of Thai people having fatty liver disease (FLD); a severe unnoticeable disease since most patients will not show any symptom externally.

Associate Professor Teerha Piratvisuth, Senior Director and Specialist Physician in Hepatology and Endoscopy at Samitivej Sukhumvit hospital enlightens the danger of fatty liver disease which is found over 70% of obese patients also have fatty liver disease.

In addition to the duty of human liver, it acts as a chemical plant inside human body that creates and controls important nutrient metabolism including carbohydrate, lipid and protein as well as accumulates energy, eliminates toxin, creates bile and important proteins for human body and digest lipid. Normally, human liver is a reddish brown organ, but if liver carries a risk of fat accumulating inside, it will turn white.

Anti-diabetic drugs, such as Metformin, are the most important group of drugs for treatment of fatty liver. Drugs to reduce blood lipids are also useful in patients with hyperlipidemia. And in case of liver inflammation existed, physician may consider giving Antioxidant drugs to patient.

Patients with fatty liver should consult with physician to receive continual treatment in order to monitor the disease progression and other Metabolic syndromes that may arise in future.

The most important key to cure fatty liver disease is to change the lifestyle including weight loss in obese patients, exercise and dietary control to reduce carbs and sugar while high fiber food and less sweet fruit such as guava and apple are recommended along with high protein with low fat meat and Omega-3 seafood such as tuna, sardine, salmon, soybean, etc. Red meat should be boiled or steamed and olive oil is highly recommended for food cooking.

Coffee drinker should be happy to know that coffee contains Antioxidant, but it should be drank black without cream and sugar while patients with fatty liver should refrain from alcohol beverages to lower the risk of cancer. And last but not least, everyone should get good enough sleep and take good care of ourselves along with working routines and if it is possible, a regular physical checkup should be conducted at least once a year.

Comment Box