ค่าจ้างขั้นต่ำ (อีกครั้ง)



หลังจากมีประกาศของคณะกรรมการค่าจ้างให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทุกจังหวัดตามนโยบายรัฐบาล (ที่หลีกไม่ได้เนื่องจากไปหาเสียงไว้) ประมาณ 40% เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา มีผลให้ 7 จังหวัดมีค่าจ้าง 300 บาทต่อวัน และจังหวัดที่เหลือก็จะขึ้นให้ครบ 300 บาทในวันที่ 1 มกราคม 2556  สมาคมและสภาต่างๆ ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการได้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนโดยขอให้ขึ้นเป็นขั้นๆ จนครบ 300 บาทต่อวันในปีที่ 3 หรือให้ยกเว้นกิจการบางประเภทที่มีเงินได้และสวัสดิการเกินกว่าค่าจ้างขั้นต่ำมากแล้ว เป็นต้น แต่ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลแม้แต่อย่างเดียว

สมาคมโรงแรมไทยได้ร่วมหารือกับฝ่ายทรัพยากรบุคคลของโรงแรมสมาชิกเพื่อกำหนดท่าทีและได้ออกหนังสือขอเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพื่อขอเข้าพบปรึกษาหารือแนวทางการเยียวยาปัญหาต่างๆ ที่จะมีผลตามมาแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง

สมาคมฯ จึงตัดสินใจจัดการสัมมนาเพื่อคลี่คลายปัญหาแต่ก็ไม่สามารถทำความกระจ่างให้สมาชิกได้ จึงได้สอบถามสมาชิกที่มีประสบการณ์กับศาลสถิตยุติธรรมและค้นคว้าคำพิพากษาเพิ่มเติม จึงได้พบความจริงดังนี้ ต่อคำถามที่ว่าค่าบริการ (Service Charge) จะสามารถรวมเป็นค่าจ้างได้หรือไม่ ตอบว่า “ได้” และ “ไม่ได้” ขึ้นอยู่กับวิธีปฏิบัติของแต่ละโรงแรม ดังนี้

  1. กรณีค่าบริการสามารถนำมารวมเป็นค่าจ้างได้ ท่านต้องปฏิบัติดังนี้
    1.1 นำเงินที่เรียกเก็บจากผู้มาใช้บริการมาบันทึกเป็นรายได้ของโรงแรม
    1.2นำเงินค่าบริการมารวมกับเงินเดือนของพนักงานที่มีรายได้ต่ำสุดให้ครบตามค่าจ้างขั้นต่ำที่ประกาศแต่ละจังหวัด เงินค่าบริการที่นำมาจ่ายออกจากบัญชีของโรงแรมมาสมทบกับเงินเดือนนี้เรียกว่าค่าจ้าง
    1.3 เงินค่าบริการตามข้อ 1.2 โรงแรมต้องจ่ายเท่ากันทุกคนและทุกเดือน (Guarantee Service Charge) หากมีเงินเหลือจะจ่ายเพิ่มเติมให้กับพนักงานหรือจะเก็บสำรองไว้ก็ได้ แต่ถ้าเดือนใดเงินที่สัญญาไว้ไม่พอ โรงแรมก็ต้องจ่ายเพิ่มเติมให้ครบ
    ตัวอย่างที่ 1 โรงแรม ก. ในกรุงเทพมหานคร เรียกเก็บเงินค่าบริการจากลูกค้ามาแบ่งเฉลี่ยให้พนักงานได้ประมาณเดือนละ 2,000 บาทต่อคน พนักงานที่ได้เงินเดือนต่ำสุด 6,000 บาท โรงแรม ก. สามารถนำเงินค่าบริการ 2,000 บาทมารวมเป็นค่าจ้างได้และจะต้องจ่ายเพิ่มเติมอีก 1,000 บาท เพื่อให้ครบตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของกรุงเทพมหานคร (ฎีกาที่ 6349/2541)
    ตัวอย่างที่ 2. โรงแรม ข. ในกรุงเทพมหานคร รับเงินค่าบริการประมาณเดือนละ 10,000 บาทต่อคน พนักงานที่ได้รับเงินเดือนต่ำสุด 5,500 บาท ให้โรงแรมนำเงินค่าบริการแยกเป็นสองส่วน ส่วนแรกจำนวน 3,500 บาท นำมารวมเป็นค่าจ้างได้ ส่วนที่เหลือก็จ่ายออกเป็นปกติให้พนักงานเช่นที่เคยปฏิบัติ (ฎีกาที่ 1969/2528 และฎีกาที่ 7287/2537)
  2. กรณีที่ค่าบริการไม่สามารถนำมารวมเป็นค่าจ้างได้
    ตัวอย่าง โรงแรม ค. เรียกเก็บเงินค่าบริการจากลูกค้าแล้วแยกเงินจำนวนนี้ออกโดยไม่บันทึกเป็นรายได้ของบริษัท เมื่อสิ้นเดือนก็หักค่าทรัพย์สินเสียหายส่วนที่เหลือทั้งหมดก็แบ่งเฉลี่ยให้พนักงานทั้งหมดซึ่งแต่ละเดือนไม่เท่ากัน เงินที่แบ่งให้พนักงานเช่นนี้ ไม่ถือเป็นค่าจ้าง (ฎีกาที่ 8794/2550)

อนึ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับปีล่าสุดจะมีผลให้ลบล้างคำพิพากษาเดิมได้นั้น จะต้องเป็นกรณีเดียวกันเท่านั้น ดังนั้นหากเป็นกรณี Guarantee Service Charge ตามกรณีที่ (1) จะนำกรณี (2) มาหักล้างไม่ได้เพราะวิธีการปฏิบัติใน 2 กรณีดังกล่าวไม่เหมือนกัน
ดังนั้น ขอให้ท่านสมาชิกยึดถือคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นหลักในการกำหนดนโยบายการจ่ายค่าจ้างจึงจะเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด

ขณะนี้เราจะเห็นว่ามีขบวนการที่พยายามออกมาสนับสนุนแนวทางการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นระยะเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ที่คัดค้านแนวคิดดังกล่าวเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว จนมีการพูดแบบไม่รับผิดชอบออกมาว่า 500 บาทต่อวันก็ไม่น่ามีปัญหาแต่จนบัดนี้พนักงานของผู้พูดยังไม่ได้ 400 บาทเลย

อีกคนหนึ่งบอกว่าการขึ้นค่าแรงไม่มีผลกระทบเพราะยกเลิกการทำงานล่วงเวลาทั้งหมด แปลว่าพนักงานต้องทำงานหนักขึ้นแต่ได้เงินกลับบ้านเท่าเดิม อย่างนี้เรียกว่าพูดโดยไม่รับผิดชอบ

การทำธุรกิจโรงแรมแปลกกว่าธุรกิจอื่นตรงที่เวลาเราตั้งคำถามผู้ประกอบธุรกิจอื่นทั่วๆ ไป เราจะถามว่าธุรกิจกำไรดีไหม แต่เวลาตั้งคำถามกับชาวโรงแรมกลับถามว่ามีผู้มาพักเยอะไหม ถ้ามีมาก (เกิน 70% ขึ้นไป) ผู้คนก็สันนิษฐานว่ากำไรดี ทั้งๆ ที่ต้นทุนของการทำธุรกิจโรงแรมสูงขึ้นตลอดเวลา แต่ค่าห้องพักเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยมากเนื่องจากมีการแข่งขันที่รุนแรง

เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนเพียงเรื่องเดียวโดยไม่ต้องนำต้นทุนอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องคือค่าจ้างขั้นต่ำนี่แหละ เมื่อปี 2541 ค่าจ้างขั้นต่ำกรุงเทพมหานครและอีก 6 จังหวัด 162 บาท/วัน ค่าโรงแรม 3 ดาว 800-1,000 บาท/ห้อง/คืน ปี 2555 ค่าจ้าง 300 บาท/วัน ค่าโรงแรม 3 ดาว 1,000-1,200 บาท/ห้อง/คืน

จึงคิดว่าต่อไปเราคงต้องปรับวิธีการบอกกล่าวการทำธุรกิจโรงแรมใหม่ แทนที่จะพูดเรื่องจำนวนของผู้พักเฉลี่ยต่อเดือนอย่างเดียว ควรต้องเพิ่มว่ากำไร/ขาดทุนเท่าไรเป็นข้อมูลประกอบด้วย มิฉะนั้นเวลาเกิดวิกฤตรัฐบาลทุกรัฐบาลมักจะคิดเอาเองว่าธุรกิจโรงแรมไม่ต้องช่วยเพราะรวยแล้ว.


After the announcement of wage commission to increase the minimum wage approximately 40% in every province in accordance with government’s policy, effective on 1 April 2012 causes 7 provinces to have minimum wage at 300 baht per day immediately, while the rest provinces will be leveled up within 1 January 2013. Many associations and councils as the representatives of entrepreneurs have demanded government to reconsider the step increment until reaching 300 baht per day in the third year or give exception to some business that employee has already had income and welfare way over this rate. However, these demands are turned down by government.

Thai Hotels Association (THA) consults with human resource department of hotel members to set up the attitude and release the official meeting letter to Minister of Labour in order to discuss all problems and seek for solution on those aftereffects, but it has never been responded once so ever.

This frustration encourages THA to arrange seminar in the hope to clarify all doubts and confusions to its members, but it doesn’t get any better. Eventually, THA asks its members who have experiences with court of justice and research some verdict until the truth has been founded as follows

To the question whether Service charge can be combined as the wage or not, the answer can be “Yes” and “No” depending on the practice of each hotel as follows

(1) In case service charge can be combined as wage, hotel needs to do as follows
1.1 Collect those service charges as hotel’s revenues.
1.2 Combine service charge with employee’s lowest salary to complete the minimum wage being announced for specific province. Thus, service charge being paid from hotel’s account to combine with salary calls wage.
1.3 In addition to service charge on item 1.2, hotel must equally pay to everyone and in every month (Guarantee service charge). In case of surplus service charge, hotel may pay extra to employee or keep those in reserve; on the other hand hotel needs to compensate the incompletion as promise when the revenue is not enough to cover the minimum wage rate each month.

Example 1 Hotel A located in Bangkok collects service charges from customers and share those to its employees approximately 2,000 baht per person. The least salary here is 6,000 baht so hotel A can combine 2,000 baht service charges to regular salary and add another 1,000 baht to complete minimum wage per month for Bangkok area (Thai Supreme Court No. 6349/1998).

Example 2 Hotel B located in Bangkok pays service charges to its employee approximately 10,000 baht per person. The least salary here is 5,500 baht so hotel can divide service charge in two, the first 3,500 baht will be combine with regular salary to complete the minimum wage rate, while the remainder will be paid to employee as usual (Thai Supreme Court No. 1969/1985 and 7287/1994).
(2) In case service charge can’t be combined as wage

Example 3 Hotel C collects service charges from customers and divides them up without noting as hotel’s revenues. At the end of month after the deduction of asset lost and damaged, hotel will share the remainder to all employees which each month employee may receive inconsistent incomes. This practice isn’t considered as wage (Thai Supreme Court No. 8794/2007).

In addition to latest year Thai Supreme Court’s verdict volume, to confute the previous verdict must be the same case as shown, therefore in case of Guarantee service charge in the first case can’t be confuted by the latter case because these two practice cases are not the same.

Thus, to be on the safe side, hotel members shall stick with the verdicts of Thai Supreme Court as the guide to set policy for your own wage pay.

Comment Box