Sat. Sep 22nd, 2018
เทรนด์ท่องเที่ยว ‘ปีระกา’ ยุคทองตลาดเอฟไอที ธุรกิจโรงแรมดี๊ด๊าเร่งปรับตัวอ้าแขนรับนักท่องเที่ยว

เทรนด์ท่องเที่ยว ‘ปีระกา’ ยุคทองตลาดเอฟไอที ธุรกิจโรงแรมดี๊ด๊าเร่งปรับตัวอ้าแขนรับนักท่องเที่ยว

กระแสการท่องเที่ยวในโลกปัจจุบันมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พลเรือนนานาประเทศต่างต้องการเดินทาง เพื่อค้นหาประสบการณ์แปลกใหม่แลกเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต วัฒนธรรมระหว่างกัน และไทยถือเป็นประเทศที่โชคดีนอกจากเป็นแลนมาร์คสำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลกที่นักท่องเที่ยวนิยมอยากมาสัมผัสมากประเทศหนึ่ง ยืนยันได้จากผลการจัดทำดัชนีเมืองที่ได้รับความนิยมในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวของโลก ปี 2559 โดย มาสเตอร์การ์ดยกให้กรุงเทพฯ เป็นแชมป์อันดับหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว 21.47 ล้านคน เป็นเครื่องการันตีแล้ว ไทยยังตั้งอยู่ในจุดภูมิศาสตร์ยอดเยี่ยม มีศักยภาพที่จะสามารถเป็นศูนย์กลางทางการบินของอาเซียนได้ จนอาจเรียกได้ว่าประเทศเราถือไพ่เหนือกว่าหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเดียวกัน

สอดคล้องกับความคิดเห็นของคุณศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย หรือทีเอชเอ ที่ระบุว่า ในปี 2560 หากไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เชื่อว่าการเติบโตของภาคธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนภาคโรงแรมจะมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น โดยกระแสนักท่องเที่ยวจะหันมาท่องเที่ยวด้วยตัวเอง (เอฟไอที) มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า รายได้จะกระจุกตัวอยู่โรงแรมระดับใดระดับหนึ่งเท่านั้น แต่จะกระจายไปแล้วแต่รสนิยม ความสามารถในการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวแต่ละราย ซึ่งเท่ากับว่า โรงแรมระดับใดก็ตาม โอกาสที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการก็ย่อมมีอยู่เสมอ

คุณศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย

คุณศุภวรรณ กล่าวว่า แนวโน้มการท่องเที่ยวด้วยตัวเองจะเพิ่มมากขึ้นตามเทคโนโลยีที่เปิดกว้าง ทำให้นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่หันมาสนใจเที่ยวแบบเอฟไอที เพราะสามารถทำตามใจตัวเองได้ทุกอย่างตั้งแต่เรื่องการเดินทาง ที่พัก หรือแม้แต่การจัดตารางกิจกรรมเที่ยวด้วยตัวเอง จากปัจจุบันสัดส่วนเอฟไอที กับนักท่องเที่ยวที่มากับบริษัทนำเที่ยวจะมีสัดส่วนไม่แตกต่างกัน แต่เชื่อว่าประมาณปี 2561 เป็นต้นไป

จะเห็นสัดส่วนกลุ่มไอทีแตะที่ระดับ 60% และกลุ่มทัวร์เหลือประมาณ 40% ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาคโรงแรมด้วย แม้การแข่งขันด้านการตลาด เพื่อนำเสนอสินค้าบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้นการอัดแคมเปญโปรโมชั่นต่างๆ จะดุเดือดมากขึ้นก็ตาม แต่ก็ทำให้สัดส่วนรายได้เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากอาจไม่ต้องเสียค่าส่วนลดให้กับกลุ่มบริษัทนำเที่ยวเหมือนที่ผ่านมา

“กระแสเรื่องการท่องเที่ยวเอฟไอทีที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ทางโรงแรมเองก็ต้องปรับตัวพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการมากขึ้นด้วยพร้อมกับอัดแคมเปญการตลาดให้เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ที่สำคัญยิ่งเป็นโรงแรมที่อยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวก็จะได้รับพิจารณาเป็นลำดับต้นๆ ทั้งนี้ สถานการณ์การท่องเที่ยวเริ่มเปลี่ยนไป ไม่ได้เน้นเที่ยวตามฤดูกาล แต่จะเที่ยวตามความสะดวก แม้ตลาดยุโรปส่วนใหญ่อาจจะยังเที่ยวตามช่วงฤดูกาลแต่ก็เริ่มเห็นตลาดนี้มาเที่ยวเมืองไทยช่วงนอกฤดูกาลมากขึ้นเรื่อยๆ อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การทำให้โรงแรมเป็นมิตรกับิ่งแวดล้อม หรือกรีน โฮเต็ล ซึ่งถือว่าจะตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้อย่างมาก โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นลำดับต้นๆ เผลอๆ มากกว่าเรื่องราคาค่าห้องพักด้วยซ้ำไป

จากข้อมูลยังพบว่าปกติตามโครงสร้างการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวแล้ว ส่วนใหญ่ค่าใช้จ่ายอันดับแรกจะหมดไปกับเรื่องที่พักประมาณ 26% รองลงมา 21.7% เป็นเรื่องการช๊อปปิ้ง ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายในการใช้บริการต่างๆ ประมาณ20.8% ส่วนค่าอาหารและเครื่องดื่มจะอยู่ที่ 19.4% ต่างกับเมืองอื่นๆ อย่างกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมืองโอซาก้าและกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายในเรื่องช้อปปิ้งสูงเป็นอันดับแรก โดยมีสัดส่วนสูงถึง 40% ของค่าใช้จ่าย เท่ากับว่า หากปี 2560 ธุรกิจโรงแรมสามารถปรับขึ้นราคาห้องพักได้ ก็จะเป็นโอกาสที่จะสร้างรายได้มากขึ้นตามลำดับ ซึ่งทางสมาคมพยายามตั้งเป้าปรับขึ้นค่าห้องพักให้ได้ 5-10% แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญ”

ท่องเที่ยวไทย ปี 2017

เปิดฉากปี 2560 แม้ไม่สามารถคาดการณ์ปัจจัยลบได้อย่างแม่นยำและสัญญาณการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มี ณ วันนี้จะเพิ่มขึ้นอีกมากน้อยแค่ไหน ธุรกิจโรงแรมก็พอจะรู้เทรนด์แล้วว่าตลาดเอฟไอทีมาแรง ดังนั้น ปัจจัยอะไรที่สามารถปรับปรุงพัฒนาโรงแรม แล้วทำให้ถูกใจตลาดกลุ่มนี้ได้ จำเป็นต้องกำหนดไว้เป็นแผนดำเนินการเร่งด่วน เพื่อจะได้อ้าแขนรับนักท่องเที่ยวแบบสบายๆ เพราะการเตรียมตัวที่ดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง