Fri. Sep 21st, 2018
‘แจ็คหม่า’ เยือนไทย อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยได้อะไร?

‘แจ็คหม่า’ เยือนไทย อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยได้อะไร?

เชื่อเหลือเกินว่าเมื่อเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมาไม่มีข่าวเศรษฐกิจไหนฮอตไปกว่าการมาเยือนไทยของ ‘แจ๊คหม่า’ เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซแห่งแดนมังกรนาม ‘อาลีบาบากรุ๊ป’ เพื่อเข้าพบ ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรีไทยอีกแล้ว

การมาเยือนไทยครั้งนี้ไม่ได้มามือเปล่า เพราะได้ประกาศเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานภาครัฐของไทยในระยะยาว ผ่านการลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) กับรัฐบาลไทยเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล หลังมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และผลักดันให้สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ในเวทีโลกผ่านนวัตกรรมด้านดิจิทัลต่าง ๆ ได้

ก่อนจะกล่าวถึงความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับอาลีบาบากรุ๊ป ขอพื้นที่สำหรับกล่าวถึงภาพรวมของโครงการต่าง ๆ ภายใต้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทยครั้งใหญ่นี้สักหน่อย เพราะไฮไลท์อย่างการลงทุนสร้าง ‘ดิจิทัล ฮับ’ (Smart Digital Hub) ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นับเป็นเรื่องน่าสนใจมาก

หลังอาลีบาบากรุ๊ปได้ทำการศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบในระดับภูมิภาคและตัดสินใจที่จะลงทุนที่ประเทศไทยเนื่องจากเชื่อมั่นในนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มการก่อสร้าง Smart Digital Hub ได้ภายในปี 2561 และเริ่มเปิดดำเนินการได้ในปี 2562

วัตถุประสงค์ของการสร้างดิจิทัลฮับในไทยครั้งนี้ คือ การช่วยเชื่อมโยงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทยในทุกระดับทุกท้องถิ่นรวมถึงกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศและกลุ่มผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ให้สามารถเข้าถึงตลาดจีนและตลาดโลก

โดยอาศัยเทคโนโลยีระดับโลกของอาลีบาบากรุ๊ปในการประมวลข้อมูลด้านโลจิสติกส์ ผ่านธุรกิจโลจิสติกส์ในเครือชื่อ ไช่เหนี่ยว (Cainiao Network) เพื่อทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีน การขนส่งสินค้าผ่านพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) รวมถึงไปยังที่อื่น ๆ ในโลกมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากที่สุด

การตั้งศูนย์ Smart Digital Hub จะเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมวิจัยพัฒนาดิจิทัล ผ่านการเชื่อมประสานกับเขตนวัตกรรมดิจิทัล (ดิจิทัลพาร์ค: EECd) และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ด้วย

ขณะที่โครงการอื่น ๆ ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทางอาลีบาบาและกระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกันเปิดตัว Thai Rice Flagship Store บนเว็บไซต์ Tmall.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์ระดับโลกที่เน้นร้านค้าแบรนด์ชั้นนำและร้านค้าตัวแทนที่มีความน่าเชื่อถือ หวังช่วยผลักดันยอดขายผลิตผลทางการเกษตรของไทย เริ่มต้นจาก ‘ข้าว’ และผลไม้ต่าง ๆ ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ทุเรียน’ ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีนอย่างมาก

โดยอาลีบาบากรุ๊ปยังได้ลงนามในข้อตกลงเป็นตัวแทนจำหน่าย ‘ทุเรียนหมอนทอง’ กับรัฐบาลไทยมูลค่ากว่า 428 ล้านเหรียญสหรัฐหรือมากกว่า 13,400 ล้านบาทผ่านทางเว็บไซต์ทีมอลล์ (Tmall)

และก่อนที่ ‘แจ๊คหม่า’ จะลงนามในเอ็มโอยูกับรัฐบาลไทย 1 วันอาลีบาบาได้ขายทุเรียนหมอนทองมากกว่า 80,000 ลูกทางเว็บไซต์ได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น นับเป็นข่าวที่สร้างทั้งปรากฏการณ์และความประหลาดใจให้กับคนไทยอย่างมาก! เป็นการพีอาร์โปรแกรมการมาเยือนไทยของ ‘แจ๊คหม่า’ และทำให้คนไทยสนใจในตัวเจ้าพ่อยักษ์อีคอมเมิร์ซชาวจีนคนนี้ได้อย่างแยบคาย

นอกจากนี้ ทางอาลีบาบากรุ๊ปยังได้เสนอให้สถาบันพัฒนาบุคลากรในเครืออย่าง ‘วิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา’ (Alibaba Business School: ABS) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองหางโจวร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซของ SMEs ไทยทุกกลุ่ม เพื่อให้เข้าถึงตลาดจีนและตลาดอื่น ๆ ในระดับภูมิภาคกับระดับสากล

จุดนี้ถือเป็นจุดที่ผู้ประกอบการโรงแรมและที่พักต้องจับตาและติดตามข่าวสารไว้ให้ดี เพื่อเรียนรู้และพัฒนาความสามารถด้านดิจิทัลนำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณเอง ในยุคที่โลกท่องเที่ยวมุ่งสู่การติดต่อซื้อขายห้องพักผ่านช่องทางออนไลน์จนแทบจะเต็มตัวแล้ว!

ด้านโครงการอบรมพัฒนาดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent) โดย Alibaba Business School จะร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มุ่งพัฒนา ‘ดาวเด่นดิจิทัล’ ในไทยเนื้อหาครอบคลุมหลายหลักสูตร โดยจะเปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย อาจารย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐร่วมเข้ารับการฝึกอบรมพัฒนาในด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง พร้อมสร้างเครือข่ายกับดาวเด่นทั่วโลกที่ประเทศจีน

ขณะที่ความร่วมมือเกี่ยวกับ ‘อุตสาหกรรมท่องเที่ยว’ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ลงนามร่วมมือกับอาลีบาบากรุ๊ปและฟลิกกี้ (Fliggy) บริษัทด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำของจีน เพื่อมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวดิจิทัลและผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายย่อยในไทย

โดย Fliggy จะใช้ประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีช่วยจัดทำ Thailand Tourism Platform ให้กับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไทยเช่น ระบบการจำหน่ายตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ คู่มือมัคคุเทศก์ออนไลน์ เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกในด้านการท่องเที่ยวต่าง ๆ

นอกจากนี้ Fliggy กับ Ant Financial ซึ่งเป็นบริษัทเจ้าของระบบชำระเงิน Alipay ในอาลีบาบากรุ๊ปอยู่ระหว่างการเจรจากับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลแบบครบวงจรต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การจับมือกันระหว่างททท. กับ Fliggy ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่นัก เพราะเคยดำเนินแผนความร่วมมือกันเมื่อ 2 ปีที่แล้ว สมัย Fliggy ยังใช้ชื่อว่า ‘อาลีทริป’ (Alitrip) เพื่อร่วมกันสกรีนและแลกเปลี่ยนข้อมูลบริษัทนำเที่ยวต่าง ๆ ให้เกิดภาพการเดินทางท่องเที่ยวแบบมีคุณภาพ

พอ ‘แจ๊คหม่า’ มาเยือนไทย ททท. ก็จะทำงานร่วมกับทีมของ Fliggy เพื่อ ‘เจียระไน’ แหล่งท่องเที่ยวในเมืองรองร่วมกัน หวังดึงนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะมาท่องเที่ยวไทยมากกว่า 11 ล้านคน ให้กระจายการเดินทางจากเมืองท่องเที่ยวหลักเช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต กระบี่ และเชียงใหม่ ไปยังแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรองมากยิ่งขึ้น

โดยจะใช้ฐานข้อมูลโซเชียลเครดิตที่มีคุณภาพของอาลีบาบา เพื่อโปรโมทดึงชาวจีนกลุ่มใช้จ่ายสูงให้มาท่องเที่ยวและใช้จ่ายที่เมืองไทย ประกอบกับขณะนี้ชาวจีนแทบจะไม่พกเงินสดแล้ว เพราะหันมาใช้จ่ายผ่าน E-Wallet โดย Alipay เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการรายใหญ่ของจีน ซึ่งทางททท.ก็จะขอข้อมูลเพื่อศึกษาว่าชาวจีนนิยมไปท่องเที่ยวที่ไหน และใช้จ่ายอะไรบ้าง และนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการทำตลาดต่อไป

คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับอาลีบาบากรุ๊ปในครั้งนี้ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นให้กับเศรษฐกิจไทยในภาพรวม รวมถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างไร

ผู้ประกอบการโรงแรมและท่องเที่ยวเห็นแล้วจงฉกฉวยโอกาสนี้ไว้ อย่าปล่อยให้เสียของไปเป็นอันขาด!