Sun. Sep 23rd, 2018
ความสุขของคนเดินช้า ณ เมืองน่าน

ความสุขของคนเดินช้า ณ เมืองน่าน

หากเปรียบเป็นอาหาร ‘เมืองน่าน’ คือ ของหวานชิ้น พอดีคำ ไม่ได้หวานล้ำจนเลี่ยนลิ้น แต่กลับรู้สึกอิ่มจนอยากกลับมาชิมซ้ำ ความงามของเมืองเหนือเล็กๆ แห่งนี้ หอบหุ้มไว้ด้วยความสุขอันแสนเรียบง่าย จนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้องบรรจุไว้เป็น 1 ใน 12 เมืองท่องเที่ยวดาวรุ่ง ภายใต้แคมเปญ ‘เมืองต้องห้าม…พลาด’

วัดภูมินทร์

อากาศอบอุ่นปลายหน้าร้อนก่อนเข้าหน้าฝน หาได้เป็นอุปสรรคในการเดินทอดน่องหรือปั่นจักรยานรอบตัวเมืองชมบรรยากาศสถาปัตยกรรมแห่งวัดวาอารามแบบล้านนา สัมผัสวิถีชีวิตของคนน่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป ชวนให้คนกรุงและคนเมืองใหญ่หันมาแตะเบรกชะลอความเร็ว ค่อยๆ ละเลียดลิ้มรส ดื่มด่ำกับวิถีชีวิตแบบ ‘สโลว์ ไลฟ์’ ตามไปด้วย มาถึงน่านทั้งที จะพลาดไฮไลต์ของการเดินทางเที่ยวนี้ได้อย่างไร

ปู่ม่าน ย่าม่าน

‘วัดภูมินทร์’ ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เราและเพื่อนมองหาจุดจอดพักจักรยาน แล้วปล่อยให้สองเท้าทำหน้าที่พาเราก้าวเข้าไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต หลังตั้งจิตอธิษฐานเสร็จ เสียงหวานเล็กเจื้อยแจ้วของใครบางคนดังมาจากอีกมุมหนึ่งของวัด เราและเพื่อนต่างหันไปมองตามเสียง กระทั่งเห็นร่างเล็กของมัคคุเทศก์ตัวน้อยคอยร้องลำนำบทกลอนสะดุดหู

“คำฮักน้อง กูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว
จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว…
ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม
จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม…
ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป
ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้…อะฮิอะฮี้
ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา…”

เด็กหญิงตัวจ้อยทำเสียงหวานอ้อยอิ่งคล้ายกระซิบกระซาบมือเล็กเคลื่อนขึ้นมาป้องปากเล่าความรู้สึกของชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งในภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังอันเปี่ยมด้วยเทคนิคการเขียน แนวคิดและการเล่าเรื่องอันทันสมัย ไม่มีคำว่าตกยุคชื่อของภาพเขียนนั้นหรือ คือ ‘ปู่ม่าน ย่าม่าน’ สมบูรณ์พร้อมด้วยอารมณ์สิเน่หา

เราตรงเข้าไปถามมัคคุเทศก์น้อยว่าภาพเขียนนี้เป็นฝีมือของใคร คนตัวเล็กเฉลยว่า เป็นฝีมือของศิลปินชาวไทลื้อ ไม่ได้เด่นดังหรือเป็นที่รู้จักในวงกว้างนัก หลายฝ่ายคาดกันว่าชื่อของเขา คือ ‘หนานบัวผัน’ มัคคุเทศก์ตัวน้อยขยายความให้เราฟังต่อว่า คำว่า ‘ม่าน’ ในที่นี้ คือ ‘พม่า’ ส่วน ‘ปู่’ คือ ผู้ชายที่พ้นวัยเด็ก ส่วน ‘ย่า’ คือ ผู้หญิงที่พ้นวัยเด็ก แต่ที่จริงออกเสียงว่า ‘ง่า’ ไม่ใช่ปู่ย่าตายาย

ปกติแล้ว ตามจารีตวิถีปฏิบัติ ถ้าเป็นหนุ่มสาวทั่วไปจะถูกเนื้อต้องตัวกันไม่ได้ แต่ในภาพ ปู่ม่านย่าม่าน เกาะไหล่กระซิบรักเผยชัดถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ว่าเป็นสามีภรรยาที่รักกัน ยากเหลือเกินที่จะมีใครเข้าไปแทรกกลางความสัมพันธ์ของทั้งสองได้ ภาพนี้จึงถูกขนานนามว่า ‘ปู่ม่านย่าม่าน กระซิบรักบันลือโลก’

วัดภูมินทร์

นักท่องเที่ยวคนไหนยังครองความโสดหรือฉายเดี่ยวมาเมืองน่านคนเดียวเที่ยวนี้ ถ้าเห็นภาพนี้เข้า บอกเลยว่ามีหนาวความรู้สึกอิจฉาตาร้อนคืบคลานมากัดกินหัวใจเป็นแน่

เราใช้เวลาชมความงามทั่ววัดภูมินทร์กันอีกพักหนึ่ง ก่อนจะหันไปชวนเพื่อนร่วมก๊วน ปั่นจักรยานจากตัวเมืองข้ามแม่น้ำน่านไปยังฝั่งตะวันออก เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกจุดสำคัญคือ ‘วัดพระธาตุแช่แห้ง’ เพราะว่ากันว่า “ใครมาเยือนเมืองน่านแล้วไม่ได้มานมัสการพระธาตุแช่แห้ง ก็เหมือนไม่ได้มาเมืองน่าน” เลยถือโอกาสขึ้นไปสัมผัสปูชนียสถานแห่งนี้เติมเต็มความรู้สึกภาคภูมิว่าครั้งหนึ่งได้มาถึงเมืองน่านแล้วเรียบร้อย

วัดพระธาตุแช่แห้ง สร้างขึ้นในสมัยเจ้าพระยาการเมือง เจ้าผู้ปกครองนครน่าน ระหว่าง ปี พ.ศ. 1869 – 1902 เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระมหาชินธาตุเจ้า 7 พระองค์ รวมถึงพระพิมพ์เงินและพระพิมพ์ทอง ที่ได้รับพระราชทานจากพระมหาธรรมราชาลิไทยเมื่อครั้งที่เจ้าพระยาการเมืองเสด็จไปช่วยสร้างวัดหลวงอภัย (นามวัดป่ามะม่วง จังหวัดสุโขทัยในปัจจุบัน) เมื่อปี พ.ศ. 1897

สำหรับองค์พระธาตุแช่แห้ง เป็นเจดีย์ทรงระฆัง สันนิษฐานว่าการออกแบบได้รับอิทธิพลจากเจดีย์พระธาตุหริภุญไชย ทางขึ้นสู่องค์พระธาตุเป็นตัวพญานาค หน้าบันเหนือประตูทางเข้าพระวิหารเป็นปูนปั้นลายนาคเกี้ยว อันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองน่าน พระบรมธาตุแช่แห้ง เป็นพระธาตุประจำปีกระต่าย ชาวล้านนาเชื่อว่าหากใครได้เดินทางมานมัสการพระธาตุปีเกิด จะได้อานิสงส์ผลบุญอย่างยิ่ง

เราใช้เวลาที่วัดพระธาตุแช่แห้งกันจนถึงเวลาแดดร่มลมตก พลันหันไปสบตาเพื่อน ก่อนปั่นจักรยานกลับตัวเมือง สำรวจบรรยากาศและหาร้านอาหารเล็กๆ แต่รสชาติเยี่ยมกันต่อ จนถึงช่วงค่ำก็ถึงเวลาเข้าพักโรงแรมเล็กๆ แต่ชื่อเสียงดังคับเมือง

วัดพระธาตุแช่แห้ง

โรงแรมที่ว่านั้น คือ ‘พูคาน่านฟ้า’ เจ้าของที่นี่ไม่ใช่ใครอื่นไกล คุณบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย ซึ่งตัดสินใจซื้อโรงแรมแห่งนี้ต่อจากเจ้าของเก่า นำมาปรับปรุงซ่อมแซมโรงแรมคงสภาพให้เหมือนเดิมมากที่สุดเหมือนเมื่อ 80 ปีที่แล้ว

เช้าวันต่อมา หันไปขอความเห็น (แกมบังคับ) จากเพื่อนร่วมทาง มาถึงเมืองเหนือทั้งที ไม่นั่งรถขึ้นไปเที่ยวดอยก็ดูแปลกๆ อยู่ เลยเสนอชื่อจุดหมายปลายทางของวันนี้ ไม่มีที่ไหนเหมาะไปกว่า ‘ดอยเสมอดาว’ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่านอีกแล้ว แวบแรกที่ได้ยินชื่อ ดอยเสมอดาว ใครนะเป็นคนตั้ง จั๊กกะจี้หูชะมัด ล้อเล่นกับหัวใจคนโสดอีกคำรบแล้วนะเมืองน่าน เราใช้เวลาช่วงกลางวันปั่นจักรยานเก็บรายละเอียดของเมืองน่านให้ทั่วกันอีกครั้ง จากนั้นช่วงบ่ายแก่ๆ ค่อยจัดการแบกเป้ขึ้นหลัง ซ้อนท้ายรถกระบะมุ่งหน้าสู่ยอดดอยเสมอดาวกัน

ทันทีที่มาถึง เราจัดการเลือกพื้นที่กางเต้นท์นอนบนลานดูดาวตรงยอดเนินฝั่งตะวันออก รอตะวันลับขอบฟ้า เสียงกีตาร์โปร่งครวญเพลงเหงาทักทาย แค่คิดว่าได้มานั่งนับดาวพราวฟ้ากับคนที่เรารักหรือแอบรักหัวใจพลันพองโต

เอาไว้หน้าหนาวก็แล้วกัน… คงจะดี… หากใครคนนั้นได้มาอยู่ด้วยกัน ณ ที่แห่งนี้