Sun. Sep 23rd, 2018

‘หลีเป๊ะ’ สวยเตะตา ดาราแห่งอันดามัน

กัปตันสปีดโบ๊ทผิวกร้านแดดพาเราออกจากท่าเรือปากบาราช่วงบ่ายคล้อยเย็นไปเกาะหลีเป๊ะ ไม่น่าเชื่อว่าพระอาทิตย์ ยังส่องแสงแรงจ้า ทำหน้าที่ได้ดีไม่มีคำว่าเกรงใจ จนต้อง หยิบครีมกันแดดที่พกมาทาตัวจนทั่ว สงสัยว่าพระอาทิตย์คงกลัวว่ายอดขายครีมกันแดดจะออกมาไม่ดี งานนี้มีฮั้วกันแน่ๆ เรือเร็วเคลื่อนตัวเหนือคลื่นน้ำผิวเรียบได้เกือบชั่วโมง ก็แวะจอด ‘เกาะไข่’ เกาะเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเกาะตะรุเตากับเกาะอาดัง ไม่มีใครอาศัยอยู่บนนี้ ปลอดโปร่งสำหรับการขึ้นมา วางไข่เป็นจำนวนมากของเต่าทะเลในเดือนพฤศจิกายนอย่างยิ่ง ทุกอย่างดูเงียบสงบดี กระทั่งเรากับเพื่อนร่วมทริปเดินทางมาถึง (ฮา) เท้าทุกคู่ย่ำไปบนผืนทรายสีขาวนวล ผ่านแสงแดดลามเลียโขดหินเล็กใหญ่ พุ่งตรงไปยังซุ้มหินโค้งเบื้องหน้านี่สินะ…ที่เขาเรียกว่า ‘ซุ้มประตูรักนิรันดร์’ หน้าซุ้มมีแผ่นไม้

ระบุกลอนแปดอวยพรไว้ว่า… ‘ประตูหินโค้ง ตะรุเตา สตูล จุดเพิ่มพูน ตำนาน รักหนุ่มสาว แดนประเดิมเสริมรักให้ยืนยาว สองเราก้าวสู่ประตู…รักนิรันดร์’ คนสตูลเชื่อว่า หากคู่รักคู่ไหนเดินลอดซุ้มหินโค้ง จะสมหวังและได้ครองรักกันชั่วนิจนิรันดร์ ยิ่งในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ทะเลที่ว่าเค็มก็เปลี่ยนเป็นหวาน เพราะจะมีพิธีให้คู่รักเดิน ลอดซุ้มและจดทะเบียนสมรสกันที่นี่ บรรดาสาวโสดในทริปทำได้แค่ถอนหายใจ เพราะยังไม่มีใครมาจับมือลอดซุ้มพิสูจน์ความเชื่อไปด้วยกัน

หลีเป๊ะ

ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ สาวโสดอย่างเราจึงเฟ้นหามุมดีงาม ถ่ายรูป จนอิ่มหนำ กระทั่งได้เวลานั่งเรือไปเกาะหลีเป๊ะต่อ ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง เรือก็จอดเทียบ ‘หาดบันดาหยา’ บ้างเรียกว่า หาดพัทยา ให้เข้ากับบรรยากาศ เพราะเป็นหาดที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวหัวดำหัวทอง คึกคักที่สุดแล้วในบรรดาหาดบนเกาะหลีเป๊ะ เรารีบขนกระเป๋าไปเก็บที่รีสอร์ต พอสำรวจรีสอร์ตจนทั่ว เราออกมาเดินเล่นริมหาด แล้วตรงเข้าไปในตรอก ‘ถนนคนเดิน’ มีคนมาเดินเยอะสมชื่อ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงขายอาหารทะเล บาร์กินดื่ม ทัวร์ดำน้ำ เสื้อผ้าหลากสีสัน

และที่ขาดไม่ได้เลย คือ ร้านขายโรตีชาชัก มาถึงสตูลทั้งที ไม่กินชาชักได้ยังไง เราตัดสินใจหย่อนก้นในร้าน เตอร์บิลัง คนในพื้นที่เขาแนะนำเพราะขายมานาน เป็นต้นตำรับชาชักระดับโอท็อปของเมืองสตูลเลยทีเดียว ดีกรีไม่ธรรมดาขนาดนี้ จะสั่งโรตีกับชาชักแบบธรรมดาได้ยังไง รออะไร จัดเบิ้ล ไปอย่างละสองสามชุด ปรนเปรอกระเพาะกันแบบพิเศษ สุดๆ เมื่อไม่เหลือพื้นที่ให้อาหารเมนูอื่น เราจึงเดินย่อยโรตีริมหาด แล้วเดินกลับรีสอร์ต นอนเอาแรงไว้สำหรับทัวร์ดำน้ำในวันรุ่งขึ้น

บริการมอร์นิ่งคอลของรีสอร์ตทำหน้าที่ได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนข้างหัวเตียง หลังโดนเลื่อนปลุกครั้งแล้วครั้งเล่า เรารวบรวมกำลังภายใน เหยียดตัวลุกขึ้นทั้งที่ไม่อยาก นี่มันเตียงดูดวิญญาณชัดๆ พอนึกได้ว่าการออกเรือล่าประสบการณ์ใต้ ท้องทะเลวันนี้ต้องดีมากแน่ๆ จึงเลิกนั่งแช่แฟ้บ จัดการตัวเองให้เรียบร้อย แล้วลงไปทานมื้อเช้าตามที่ไกด์บอก เพราะทั้งวันต้องใช้พลังงานในการดำน้ำสูงมาก

หลีเป๊ะ

ขณะจัดมื้อเช้าจนใกล้อิ่ม ไกด์หนุ่มขอความร่วมมือลูกทัวร์ทุกคน ว่าอย่าเอาขนมปังติดมือไปด้วยเด็ดขาด นี่ ปลาทะเลนะ ไม่ใช่ปลาสวายตรงศาลาหน้าวัด จะได้โยนขนมปังให้กินได้ตามใจชอบ ไกด์พูดเหมือนรู้ทัน เพราะที่ผ่านมามีคนรู้ เท่าไม่ถึงการณ์ เอาขนมปังไปล่อให้ปลากินกับมือและถ่ายรูป เก็บไว้ ทั้งที่ปลาทะเลเหล่านี้ กินพวกแพลงก์ตอนซึ่งเกาะตามปะการังเป็นอาหารอยู่แล้ว เมื่อปลาไม่กินแพลงก์ตอน ทำให้สะสมตามแนวปะการังจนเกิดการอุดตัน ปะการังไม่โต เป็นการทำลายระบบนิเวศน์ด้วยประการฉะนี้ จุดหมายแรกของทัวร์ดำน้ำวันนี้ คือ ‘ร่องน้ำจาบัง’ ด้วยกระแสน้ำที่ค่อนข้างแรง ความไว้ใจที่เคยมีให้เสื้อชูชีพบนตัวจึงไม่เพียงพอ ต้องอาศัยการเกาะไปตามเชือก จับไว้ให้แน่น อย่าให้หลุดเชียว ประเดี๋ยวเป็นผีเฝ้าทะเลไม่รู้ด้วย แต่ที่ที่ขึ้นชื่อว่าเสี่ยงหรือเหนื่อยยากเพียงใด มักจะสวยจับใจเราเสมอ ร่องน้ำจาบังก็เช่นกัน ไฮไลต์ของจุดนี้ คือ ปะการัง 7 สี อยากได้รูปเก็บไว้ ต้องไหว้วานไกด์หนุ่มดำลึกลงไปแชะกล้องถ่ายใกล้ๆ

เกาะหลีเป๊ะ

ต่อกันที่ ‘หมู่เกาะดง’ มีเกาะบริวาร 6 เกาะ เกาะที่มีชื่อเสียงเรียงนามมากที่สุด คือ ‘เกาะหินซ้อน’ เพราะมีหินขนาดใหญ่สองก้อนซ้อนกันอยู่ เป็นแลนด์มาร์กบอกนักท่องเที่ยวว่านี่แหละ คือ เกาะหินซ้อนของแท้ ไกด์หนุ่มบอก แปลกใจ มากว่าซ้อนกันได้อย่างไร ต้องมีใครแอบเอากาวสองหน้า มาแปะ และเปลี่ยนทุกวันขึ้น 15 ค่ำเป็นแน่ ถึงได้ติดแน่น ติดทนขนาดนี้ เราได้ยินแล้วถึงกับสะอึก ไอ้มุขกาวสองหน้านี่…พี่ไม่ได้เล่นมุขนี้กับพวกเราเป็นครั้งแรกถูกมั้ย? หลังดำน้ำตื้นชมปะการัง ดอกไม้ทะเล และฝูงปลาหลากสีสัน ทั้งปลานกแก้ว (หายากขั้นสุด เจอตั้ง 1 ตัว!) ปลาสลิด หินลายเสือ ปลาการ์ตูน และอื่นๆ ที่ไม่รู้จักชื่อ (ฮา) รวมถึงหอยเม่นที่ไกด์ย้ำนักย้ำหนา ว่าอย่าเอาเท้าไปแตะเล่นเชียว ไม่งั้นงานงอกแน่ ก็ถึงเวลากินมื้อเที่ยง พักผ่อนเล่นน้ำ เดินชิลล์บน ‘เกาะราวี’ ก่อนจะไปเก็บแต้มดำน้ำกันต่อที่ ‘เกาะยาง’ น้ำใสไหลเย็น เห็นตัวปลามากๆ เราใส่สน็อกเกิลดูการใช้ชีวิตของสัตว์โลก ใต้น้ำกันต่อร่วมชั่วโมง ไกด์หนุ่มก็ส่งเสียงเรียกให้ลูกทัวร์ ขึ้นเรือ ไปชิลล์กันต่อที่ ‘เกาะหินงาม’ เกาะขนาดเล็กทางใต้ของเกาะอาดัง

ตอนแรกสงสัยเหมือนกัน ทำไมเรียกเกาะหินงาม พอมาถึงก็ร้องอ๋อ เพราะหาดเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหินสีดำกลมเกลี้ยงมันวาว ไม่มีเม็ดทรายแฝงตัวแม้แต่อณูเดียว ยิ่งเวลาโดนคลื่นซัดสาด ก้อนหินยิ่งส่องประกายมันวาว ท้าทายสายตาผู้มาเยือน หินเหล่านี้เดิมเคยเป็นก้อนใหญ่ แต่ถูกน้ำซัดกัดกร่อนจนแตกเป็นก้อนเล็กก้อนน้อย และเสียดสีกันจนเกิดความโค้งมน ว่ากันว่าหินทุกก้อนบนเกาะนี้มีคำสาปของเจ้าพ่อตะรุเตา หากใครนำติดตัวไป จะประสบ กับหายนะ! ก่อนขึ้นเรือกลับฝั่ง เราจึงเช็คแล้วเช็คอีก ว่าไม่ได้เผลอหยิบมาด้วย เพื่อความปลอดภัยของชีวิต

ทัวร์ดำน้ำหนึ่งวันเต็มจบลงด้วยความประทับใจ เช้าวันใหม่ เราตื่นแต่เช้ามืดตามคำแนะนำ เดินทางไปยังอีกหาดที่ยาวที่สุดของเกาะหลีเป๊ะ ‘หาดชาวเล’ อบอวลด้วยความเงียบสงบ เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่งดงาม เหมือนภาพวาด สีน้ำมันยังไงยังงั้น เมื่อก่อนเคยสงสัยเหมือนกัน ว่าคนเราตื่นเช้าไปเพื่ออะไร? ทุกคำตอบที่เคยข้องใจ…เฉลยต่อสายตาตรงหน้าแล้ว