Sun. Sep 23rd, 2018
ไทยขึ้นแท่นเดสติเนชั่น สุขภาพ - ความงาม ต่างชาติแห่ใช้บริการ ตรวจสุขภาพ - ศัลยกรรม ภาพรวมขยายตัว 10% ต่อปี

ไทยขึ้นแท่นเดสติเนชั่น สุขภาพ – ความงาม ต่างชาติแห่ใช้บริการ ตรวจสุขภาพ – ศัลยกรรม ภาพรวมขยายตัว 10% ต่อปี

ต่างชาติแห่ทำศัลยกรรมพร้อมท่องเที่ยวไทย เทรนด์ใหม่มาแรงเบียดคู่แข่งสิงคโปร์ – เกาหลี อานิสงค์กระจายธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ททท. ชงกอบกาญจน์หารือสาธารณสุข ปรับกฎหมายโฆษณาสุขภาพ อิงโมเดล เกาหลีหวังทำตลาดแข่งวางเป้าหมายโตไม่ต่ำ 10% ต่อปี

ปัจจุบัน กระแสการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มาแรงเป็นอย่างมาก โดยนักท่องเที่ยวที่กำลังนิยมจะเป็นกลุ่มตะวันออกกลาง รวมถึง จีน ออสเตรเลีย ทำให้หลายๆ ประเทศในเอเชียต่างหันมาโฟกัส เพราะนอกจากจะสร้างรายได้เชิงการแพทย์แล้ว ยังเป็นการส่งเสริม การท่องเที่ยว ให้ผู้ประกอบการทุกภาคส่วนรับอานิสงค์ระหว่างที่พักฟื้นหลังการรักษาได้ไม่น้อย

งานนี้ คุณวิไลวรรณ ทวิชศรี รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยวการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ใช้โอกาสนี้ชิงส่วนแบ่งทางการตลาดเพื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย โดยระบุว่า นอกจาก ททท. ได้จัดโครงการ ไทยแลนด์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส ทัวร์ริสซึ่ม โชว์เคส 2015 ระหว่างวันที่ 14 – 17 กันยายนที่ผ่านมา มีบริษัทตัวแทนทำตลาดนี้โดยเฉพาะเข้ามาประมาณ 50 ราย จากประเทศเป้าหมาย เช่น จีน กลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง รัสเซีย อาเซียน และญี่ปุ่น เป็นต้น เพื่อเข้ามาเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย 36 ราย และสื่อมวลชนอีก 25 ราย สำหรับทำการเผยแพร่ข่าวสาร เพื่อแสดงศักยภาพของสินค้าบริการด้านสุขภาพไทย ให้เป็นที่รับรู้ในระดับนานาชาติ รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มชอบดูแลสุขภาพ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ จนสามารถสร้างรายได้โดยตรงประมาณ 500 ล้านบาทแล้ว

ระยะยาว ททท. ยังเตรียมเสนอ คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถึงแนวทางการปรับแก้คำประกาศกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโฆษณาสถานพยาบาลว่า จะสามารถหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ในการปรับแก้คำประกาศได้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้สามารถเพิ่มเนื้อหาโฆษณาหรือรูปแบบการโฆษณาดึงดูดและสร้างการรับรู้ข้อมูลให้กับนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ในลักษณะเดียวกับการโฆษณาทางการแพทย์ในประเทศเกาหลี ไต้หวัน ที่เจาะตลาดดูแลสุขภาพความงามเป็นหลัก

ต่างชาติแห่ทำศัลยกรรมพร้อมท่องเที่ยวไทย

“ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันกลุ่มสินค้าและบริการด้านสุขภาพของไทย เป็นที่รับรู้ในระดับนานาชาติมากขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าแต่ละปีธุรกิจน่าจะมีรายได้และจำนวนผู้ใช้บริการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% และเมื่อแยกตามประเภทแล้วมีหลายบริการที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะสุขภาพเวชศาสตร์ชะลอวัยและความงามที่เติบโตเฉลี่ยถึงปีละ 20% เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้ให้ภาคท่องเที่ยวสูง เพราะค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริปมากกว่า 1.3 แสนบาทขึ้นไป เป็นค่าใช้จ่ายด้านการรักษาราว 40% และท่องเที่ยวอีก 60% ทั้งอาหาร โรงแรมค่าเดินทาง รวมถึงยังมีค่าใช้จ่ายของผู้ติดตามที่มากับคนไข้ประมาณ 3 หมื่นบาทต่อคน พักพำนักประมาณ 5 – 7 วัน ทำให้ปีนี้คาดว่ารายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวจะเติบโต 10% ของเป้าหมายรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ 1.4 ล้านล้านบาท จากปี 2557 มูลค่า 1.54 แสนล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยว 3.3 ล้านคน”

รองผู้ว่าการฯ ททท. ระบุว่า นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาใช้บริการ ส่วนใหญ่มาจาก จีนและกลุ่มตะวันอกกลาง รัสเซีย ญี่ปุ่น รวมถึงออสเตรเลีย เพราะด้วยราคาที่สมเหตุสมผล การบริการที่ดี ประกอบกับไทยมีจุดแข็งของแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญ ทั้งไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ รองรับนักท่องเที่ยวให้สามารถไปพักผ่อนระหว่างรอผลการตรวจหรือพักฟื้นหลังจากรักษาแล้วเสร็จ

นอกจากนี้ ยังพบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง จะนิยมมาใช้บริการในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เช่น ทำเลเซอร์รักษาผิวหน้า, ฉีดโบท็อกซ์ โดยจะมีการใช้จ่ายประมาณ 2 – 3.5 หมื่นบาท ส่วนข้อมูลการใช้บริการเชิงสุขภาพด้านอื่นนั้น พบว่าหากเป็นการทำศัลยกรรมพลาสติกจะอยู่ที่ 1 – 3 สัปดาห์ การรักษาด้านผิวหนัง 3 วัน การตรวจเช็คสุขภาพประมาณ 3 วัน และการรักษาโรค 1 – 6 เดือน

“ตอนนี้ ภาพรวมคู่แข่งในตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในกลุ่มอาเซียน ประเทศไทยเรียกได้ว่ายังมีคู่แข่งที่สำคัญ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ โดยสิงคโปร์มีส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 9 หมื่นล้านบาท รองลงมา คือ ไทย สัดส่วน 26% คิดเป็นมูลค่า 7 หมื่นล้านบาท แต่ประเทศไทยจะสร้างจุดขายที่แตกต่างจากสิงคโปร์ที่เป็นคู่แข่งในอาเซียน เพราะสิงคโปร์มีจุดยืนด้านการตลาดที่ชัดเจน คือ เน้นการแพทย์ในเชิงซับซ้อนอาศัยเทคโนโลยีในการรักษาโรคต่างๆ พร้อมกับประกาศว่าจะตั้งเป้าดึงตลาดรัสเซียเข้ามาเป็นอันดับต้นๆ

ส่วนเราเชื่อว่าไทยมีศักยภาพในการทำตลาดรัสเซียไม่ด้อยไปกว่ากัน เพราะจากผลการสำรวจพบพฤติกรรมชาวรัสเซียนิยมศาสตร์การรักษาที่ผสมผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออก ซึ่งไทยก็มีจุดเด่นในเรื่องสมุนไพรและแพทย์แผนไทยที่สามารถนำเสนอกับลูกค้าได้เช่นกัน นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งในเรื่องเวลเนส สปา จนเป็นที่ยอมรับจากหลายสถาบันทั่วโลกว่าเป็นเมืองหลวงของสปาในเอเชีย รวมถึงเป็นผู้นำด้านการทำศัลยกรรมพลาสติก ศัลยกรรมกระดูก และมีบุตรยาก”

ท้ายที่สุดแล้ว ภาคธุรกิจบริการสุขภาพเพื่อความสวยงามตลอดจนท่องเที่ยว จะได้อานิสงค์จากเป้าหมายที่ ททท. กำหนดไว้จะเติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 10% ได้หรือไม่ และจะส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจเชื่อมโยง โดยเฉพาะในพื้นที่หลักๆ ของเมืองไทยในระยะยาวมากน้อยเพียงใด คงต้องมองทีนโยบายการสนับสนุนของภาครัฐ และคุณภาพด้านการบริการ เพราะเชื่อว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดนี้ไม่ใช่กลุ่มที่อ่อนไหวต่อสถานการณ์ แต่เป็นกลุ่มที่ยินดีเพื่อสุขภาพและความงาม