Sun. Sep 23rd, 2018
เบนเข็มท่องเที่ยวรุกตลาดมุสลิมเที่ยวไทย หวังเจาะฐานกลุ่มศักยภาพดึงรายได้เข้าประเทศเพิ่ม

เบนเข็มท่องเที่ยวรุกตลาดมุสลิมเที่ยวไทย หวังเจาะฐานกลุ่มศักยภาพดึงรายได้เข้าประเทศเพิ่ม

ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวข้ามพรมแดนมีมากขึ้น เพราะด้วยสายการบินที่มีความเชื่อมโยง หลากหลาย ทำให้เกิดการเดินทางข้ามประเทศ ข้ามวัฒนธรรม เพื่อเปิดโลกกว้าง สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ

ตลาดมุสลิม ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่หลายประเทศต่างมองว่ามีศักยภาพ มีกำลังซื้อในระดับสูง จึงไม่พลาดที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะใช้โอกาสนี้ สรรหากลยุทธ์ต่างๆ มาจับตลาดกลุ่มนี้ โดยหวังเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวและเพิ่มรายได้เข้าประเทศ

ปัจจุบัน ฐานประชากรมุสลิมที่มีขนาดใหญ่กว่า 1.6 พันล้านคน คิดเป็น 23% ของประชากรโลก และนับวันจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประเมินว่าในปี 2573 ประชากรชาวมุสลิมจะเพิ่มเป็น 2.2 พันล้านคน หรือประมาณ 26.4% ของประชากรโลก ขณะที่มูลค่าตลาดฮาลาลทัวริสซึ่มตามรายงานของเครสเซนต์เรตติ้งเมื่อปี 2556 ระบุว่า อยู่ที่ 1.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 ล้านล้านบาท) ครองสัดส่วน 13% ของมูลค่าตลาดท่องเที่ยวทั่วโลก และคาดการณ์ว่าในปี 2563 มูลค่าฮาลาลทัวริสซึ่ม จะเพิ่มเป็น 1.92 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.15 ล้านล้านบาท)

ด้วยเหตุนี้ ททท. นำโดยคุณจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกาตะวันออกกลางและอเมริกา จึงได้นำผู้ประกอบการท่องเที่ยวของไทยจำนวน 59 ราย เข้าร่วมงานอาราเบียน ทราเวล มาร์เก็ต (เอทีเอ็ม) 2015 ที่เมืองดูไบสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวของชาวตะวันออกกลางที่ต้องการหนีอากาศร้อนพำนักยังประเทศไทย เพราะช่วงเวลาดังกล่าวประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหน้าฝน (กรีนซีซั่น)

เบนเข็มท่องเที่ยวรุกตลาดมุสลิมเที่ยวไทย

โดยคุณจุฑาพร มองว่า ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2558 ตลาดกลุ่มนี้จะมีการเติบโตดีขึ้น ทั้งช่วงเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงหลังเดือนรอมฎอน รวมถึงเดือนธันวาคมซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวและตรงกับช่วงปิดเทอม นักท่องเที่ยวจึงมองหาสถานที่ท่องเที่ยวต่างแดนทั้งในดูไบ อิสตันบูล และยุโรป ในส่วนของทวีปเอเชียประเทศไทยถือว่าได้รับความสนใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นอันดับต้นๆ อย่างไรก็ตาม วางเป้าหมายว่า ภายในปี 2563 จะมีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางแตะ 1 ล้านคน

ด้านคุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า รัฐบาลต้องการรุกหนักตลาดท่องเที่ยวฮาลาล โดยมีแผนส่งเสริมให้ภาคเอกชนร่วมโครงการพัฒนามาตรฐานบริการฮาลาล เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวมุสลิม ทั้งกลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร ซึ่งที่ผ่านมาการมีจุดยืนเข้มแข็งของจังหวัดท่องเที่ยวทางภาคใต้อย่างกระบี่หรือภูเก็ต ที่ประกาศความพร้อมเป็นจุดหมายท่องเที่ยวหลักของตลาดมุสลิม จะเป็นปัจจัยเสริมให้ไทยแข่งขันกับคู่แข่งที่เป็นประเทศมุสลิมได้มากขึ้น เพราะหากมีความพร้อมด้านบริการฮาลาลแล้ว เชื่อว่าไทยยังสามารถรับการขยายตัวของตลาดตะวันออกกลางได้อีกมาก ทั้งการมีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ อาทิ ธีมปาร์ค ที่รองรับกลุ่มมุสลิมที่นิยมเดินทางเป็นครอบครัวได้ และสร้างความน่าสนใจใหม่ๆ ให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางซ้ำ ซึ่งสำหรับไทยมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สูงถึง 70%

เจาะกลุ่ม อารบิก นิว เจน

นอกจากนี้ คุณกอบกาญจน์ ยังได้พบผู้บริหารระดับสูงของ 2 สายการบินหลัก คือ เอมิเรตส์และเอทิฮัด เพื่อส่งเสริมการเดินทางของทั้งตลาดตะวันออกกลางและผู้โดยสารจากยุโรปละตินอเมริกาและแอฟริกา ที่มีเครือข่ายเส้นทางเชื่อมโยงมาไทย โดยมียูเออีเป็นจุดแวะพัก โดยความร่วมมือกับสายการบินเอมิเรตส์ จะจัดกิจกรรม 7 บล็อกเกอร์ส 7 เดย์ เดสติเนชั่น อิน อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ ช่วงสิงหาคม – กันยายนนี้ โดยจะเลือกบล็อกเกอร์ที่มีผู้ติดตามไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคนเป็นสื่อกลางเจาะกลุ่ม ‘อารบิก นิว เจน’ อายุระหว่าง 21 – 35 ปี เพื่อมาเที่ยว 7 เส้นทางท่องเที่ยวใหม่ภายใต้แนวคิดเมืองต้องห้ามพลาด รวมถึงความพยายามผลักดันแหล่งท่องเที่ยว 12 เมือง ต้องห้ามพลาดบรรจุในโปรแกรมการขายทัวร์ด้วย

นักท่องเทียวมุสลิมเที่ยวไทย

ส่วนความร่วมมือกับเอทิฮัด โครงการเด่นในปีนี้ คือ เอทิฮัด เตรียมให้พื้นที่พาวิลเลียน ในงานเอ็กซ์โปที่มิลาน อิตาลีแก่ไทยระหว่าง 16 – 22 กรกฎาคม เพื่อจัดเป็นกิจกรรม ‘ไทยแลนด์ วีค แอท เอทิฮัด พาวิลเลียน, มิลาน เอ็กซโป’ เพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศผ่านการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างไรก็ตาม การที่สหภาพยุโรปบางประเทศประกาศยกเว้นวีซ่าให้กับประชากรของยูเออี ตั้งแต่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นประเด็นต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าจะทำให้นักท่องเที่ยว

กำลังซื้อสูงเบนเข็มไปเที่ยวยุโรปมากขึ้น โดยเฉพาะด้านช้อปปิ้งและการท่องเที่ยวเชิงแพทย์ ดังนั้น ไทยต้องเร่งแก้ไขเรื่องความสะดวกเรื่องวีซ่าให้มากขึ้น แต่ในภาพรวมแล้ว เชื่อมั่นว่าไทยยังเหนือกว่าในเรื่องสินค้าท่องเที่ยวอื่นๆ ขณะที่คนจากตะวันออกกลาง ท่องเที่ยวนอกประเทศเฉลี่ย 3 ครั้งต่อปี จึงยังมั่นใจว่าไทยจะยังคงเป็นตัวเลือกในการเดินทาง เนื่องจากการช้อปปิ้งในยุโรปนั้นจะมีขึ้นเฉพาะในบางช่วง เช่น คริสต์มาส ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากับที่ไทยเน้นตลาดตะวันออกกลาง ที่ส่วนใหญ่ตรงกับช่วงฤดูฝนที่ชาวอาหรับจะหนีอากาศร้อนไปพักผ่อนฤดูฝนในเอเชีย

ด้านคุณสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เห็นว่า สำหรับภาคธุรกิจโรงแรมเองมั่นใจว่ามีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวมุสลิมจากตลาดตะวันออกกลาง รวมถึงตลาดนักท่องเที่ยวอิสลามจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ตามที่ ททท. มุ่งเน้นเจาะกลุ่มนี้เป็นพิเศษ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (กรีนซีซั่น) เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ภาคเอกชน กับ ททท. ได้หารือเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องอาหารที่ถือเป็นหัวใจหลักของตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ที่แต่ละโรงแรมต่างเคร่งครัดเพียงแต่บางโรงแรมอาจไม่ได้ขึ้นป้ายว่าเป็นฮาลาล ซึ่งทางสมาคมคงต้องประสานงานเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป

“ตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ถือว่ามีศักยภาพในการใช้จ่าย ซึ่งส่วนใหญ่จะเข้าพักโรงแรมระดับ 4 – 5 ดาวขึ้นไป นิยมท่องเที่ยวในกลุ่มพื้นที่ชายทะเล ทั้งพัทยา หัวหิน ภูเก็ต กระบี่ หากโรงแรมต้องปรับปรุงคงเป็นเรื่องการที่ให้โรงแรมติดสัญลักษณ์ว่าทิศใดเป็นทิศใดในห้องพัก เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถทำละหมาดได้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากรัฐบาลบุกตลาดนี้จริงถือเป็นเรื่องดี เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพ คาดว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการจะช่วยเพิ่มยอดนักท่องเที่ยวได้ 10 – 15%”

ที่ผ่านมา ททท. เอาจริงกับการเจาะตลาดประเทศมุสลิมมาตลอดในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา ปีนี้ก็เป็นอีกปีหนึ่ง ที่ ททท. หวังว่าตลาดมุสลิมจากตะวันออกกลาง จะเข้ามาช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ท่องเที่ยวของไทย ให้มียอดรายได้แตะ 2.2 ล้านล้านบาท ตามเป้าหมาย การทำการตลาดแบบกระจายความเสี่ยงถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ทั้งนี้ ก็ขอเตือนให้ผู้ประกอบการที่ต้องการต้อนรับตลาดนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม ต้องเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะเรื่องอาหารและเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว