Fri. Sep 21st, 2018
บางประเด็นในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

บางประเด็นในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

ระยะนี้คนทำธุรกิจอาจจะต้องให้ความสนใจกับเรื่องกฎหมายเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจของเราเอง ที่กล่าวเช่นนี้เพราะส่วนราชการทั้งหลายคิดตรงกันว่า กฎหมายที่ส่วนราชการอยากปรับปรุงแก้ไขสามารถทำได้เร็วกว่าในสภาพการเมืองปรกติ เราจึงเห็นว่ามีการผลิตกฎหมายออกมาด้วยความรวดเร็ว ซึ่งมีผลในการบังคับใช้โดยที่บางครั้งผู้เกี่ยวข้องไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพวกเราก็มีกฎหมายหลายฉบับ ทั้งที่กำลังพิจารณาอยู่ เช่น กฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่เสร็จไปนานแล้ว แต่บางแห่งยังไม่บังคับใช้และกำลังพิจารณาบังคับใช้ เช่น การเก็บค่าบำบัดน้ำเสียในกรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าจะเริ่มจัดเก็บภายในปีนี้ ก็เป็นเรื่องที่โรงแรมต้องมีต้นทุนในการบริหารโรงแรมเพิ่มขึ้น

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญเนื่องจากความเติบโตทางด้านการท่องเที่ยวมีผลให้เกิดธุรกิจโรงแรมเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับจำนวนที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว ทำให้เกิดการขาดแคลนบุคลากรและเป็นเหตุให้โรงแรมบางแห่งจำเป็นต้องอาศัยวิธีลัด คือ การจ้างเหมาบริการจากบุคคลหรือบริษัทภายนอกในลักษณะที่เราเรียกว่า Outsource ซึ่งก็สามารถทำได้ แต่เราก็ต้องทราบว่าเรื่องนี้มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551 มาตรา 11/1 ได้บัญญัติไว้ว่า

“ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิได้ประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ และโดยบุคคลนั้นจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือรับผิดชอบในการจ่าย ค่าจ้างให้แก่คนที่มาทำงานนั้นหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานดังกล่าว

“ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างในสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ”

ตามมาตรานี้หมายความว่า พนักงานที่เรา Outsource มามีนายจ้างสองคน คนที่หนึ่งคือคนที่ส่งพนักงานนั้นมาให้เรา คนที่สองคือเรา หมายถึงกฎหมายบอกว่า นายคนที่หนึ่งจ่ายค่าจ้างและสวัสดิการ นายคนที่สองต้องจ่ายสวัสดิการที่เหลือให้เท่ากับพนักงานประจำของตน

หากพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าท่านไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 11/1 มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

เรื่องที่สอง คือ เรื่องการเกษียณอายุของพนักงาน มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎหมายคุ้มครองงานฉบับที่ 6 พ.ศ. 2560 มาตรา 118/1 ซึ่งเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2560 นี้เอง ซึ่งมีเนื้อหาพอสรุปได้ว่า

  1. การเกษียณอายุจะตกลงกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หรือนายจ้างกำหนดเองก็ได้
  2. หากไม่ได้ตกลงกันหรือตกลงกันไว้เกินกว่าหกสิบปี ลูกจ้างที่มีอายุครบหกสิบปีขึ้นไปสามารถขอเกษียณได้และให้มีผลเมื่อครบสามสิบวันนับแต่วันแสดงเจตนา

ทั้ง 2 กรณี ถือว่าเป็นการเลิกจ้างและต้องจ่ายเงินชดเชยตามมาตรา 118