ดัน ‘ไทย’ ฮับท่องเที่ยวเรือสำราญ



นับเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญที่หลายๆ ประเทศใน ‘อาเซียน’ มองตรงกัน นั่นคือ การเร่งผลักดัน ‘การท่องเที่ยวทางเรือสำราญ’ ให้แจ้งเกิดโดยเร็วที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มตลาดใหม่สำหรับภาคท่องเที่ยวอาเซียนที่มีศักยภาพการเติบโตสูงมาก และยังคุ้มค่าต่อการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว


ผู้หลงใหลการล่องเรือเป็นชีวิตจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนขยายท่าเรือสำหรับจอดเรือสำราญ  (ครุยส์) พร้อมกับเชื่อมเส้นทางจอดเรือหลายๆ จุดที่น่าสนใจ ในภูมิภาคนี้หลัง ‘สิงคโปร์’ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการเป็นท่าเรือจอดรับผู้โดยสารและสิ้นสุดการเดินเรือ หรือ ‘โฮมพอร์ต’  ขึ้นเป็นผู้นำเดียวในตลาดนี้ ประกอบกับมีการคาดการณ์ว่าในอนาคตศูนย์กลาง (ฮับ) ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางเรือ จะย้ายฐานจากฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกา มายังฝั่งเอเชียแทน โดยมีท่าเทียบเรือในภูมิภาคที่ได้รับความนิยม ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ เกาะเจจู (เกาหลีใต้) ปีนัง ภูเก็ต กัวลาลัมเปอร์ คีลัง (ไต้หวัน) และ โฮจิมินห์ เป็นจิ๊กซอว์สำคัญของภาพใหญ่นี้

เนื่องจากนักท่องเที่ยวตลาดนี้ในแถบเอเชียมีแนวโน้มเติบโต สูงมาก ทั้งชาวจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และอินเดีย ประกอบกับ
ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเรือสำราญเปลี่ยนไปจากภาพจำเดิมๆ ที่ต้องเป็นเศรษฐีผู้มั่งมีเท่านั้น ถึงจะล่องเรือสำราญได้ โดยปัจจุบันค่าใช้จ่ายบนเรือสำราญถูกลงพอสมควร เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 100 เหรียญดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ขณะที่ภาพลักษณ์หรือสถานะทางสังคมที่ผู้โดยสารได้รับนั้นยังถือว่าดีมาก

หนุนให้ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้โดยสารเรือสำราญทั้งหมด 24.5  ล้านคน คาดว่าจะเติบโตเป็น 25.5 ล้านคนในปี 2560 คุณแทชเชอร์ บราวน์ ประธาน ดรีม ครุยส์ บริษัทเรือสำราญ บอกว่า เป้าหมายของบริษัทฯ คือ การพัฒนาอาเซียนให้เป็นฮับการท่องเที่ยวเรือสำราญอีกแห่งหนึ่งของโลก จึงตัดสินใจนำ เรือหรูขนาดใหญ่กว่า 1.51 แสนตัน นาม ‘เกนติ้ง ดรีม’ มาแล่น รับผู้โดยสาร ภายในมีรีสอร์ตถูกออกแบบเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวอาเซียนโดยเฉพาะ

และได้เลือก ‘สิงคโปร์’ เป็นโฮมพอร์ตตลอดปี 2561 หลังได้เริ่ม จอดไปตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ปี 2560 โดยจะเดินทางแวะจอดมากกว่า 10 ท่าเรือสำคัญทั่วอาเซียน กระจายอยู่ในสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และขึ้นไปถึงเวียดนาม

นอกจากนี้ ผลวิจัยหัวข้อ ‘พัฒนาการท่องเที่ยวทางเรือ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ของ เบอร์เมลโล อาจามิล แอนด์ พาร์ทเนอร์ส ยังระบุด้วยว่า เมื่อปี 2557 การท่องเที่ยวทางเรือได้สร้างงานให้กับประชากรถึง 3.4 หมื่นตำแหน่ง สามารถสร้างรายได้โดยตรงกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท หนุนให้เกิดเม็ดเงินสะพัดต่อเนื่องถึง 1.15 แสนล้านบาท

และถ้าทุกประเทศในอาเซียน เร่งดำเนินการตามมาสเตอร์แพลน ในการพัฒนาตลาดเรือสำราญอย่างเต็มที่ คาดว่าในปี 2578 จะมีนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มนี้เข้ามาอีกกว่า 4.5 ล้านคน เลยทีเดียว คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เล่าว่า ประเทศไทยเองก็มีแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างท่าเรือ ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่อง

เที่ยวทางน้ำ (Maritime Tourism) เพื่อส่งเสริม การเดินเรือฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ทั้งในรูปแบบการเป็น โฮมพอร์ต และ ‘พอร์ต ออฟ คอล’ หรือท่าเรือแวะพัก มุ่งดึงดูด เรือสำราญที่ล่องมาในน่านน้ำอาเซียน เลือกไทยเป็นหนึ่งใน จุดหมายของการเดินทาง

ก่อนหน้านี้ คุณกอบกาญจน์ได้มีโอกาสหารือกับบริษัทเดินเรือสำราญ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง Genting Hong Kong และ Carnival Corporation ซึ่งทั้งสองบริษัทต่างเห็นตรงกันเกี่ยวกับ ศักยภาพของไทยในการเป็นโฮมพอร์ตของตลาดเรือสำราญอาเซียน เนื่องจากมีปัจจัยบวกอย่างปริมาณเที่ยวบินจากจีนและอินเดียรองรับการเดินทางเชื่อมต่อจำนวนมาก

แต่จุดที่ยังขาดคือมาตรฐานบริการแก่ผู้โดยสารเรือสำราญ ที่เพียงพอ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จึงได้ทำงานร่วมกับ ‘การท่าเรือ แห่งประเทศไทย’ มุ่งพัฒนา 2 ท่าเรือในไทย ที่แรก คือ ท่าเรือพาณิชย์ ‘แหลมฉบัง’ จังหวัดชลบุรี มีข้อ ได้เปรียบเรื่องที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ใกล้แหล่งท่องเที่ยวหาดทรายชายทะเลชื่อดังของไทย ปัจจุบันมีท่าเรือ A1 รองรับเรือ

ท่องเที่ยวโดยเฉพาะ 1 ท่า และอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางความเป็นไปได้ในการลงทุนก่อสร้างท่าเทียบเรือท่องเที่ยวแห่งที่ 2 ซึ่งอยู่ในโครงการก่อสร้างระยะ (เฟส) ที่ 3 ของท่าเรือแหลมฉบัง อย่างไรก็ตาม ระหว่างรอข้อสรุป สิ่งที่การท่าเรือฯ จะเดินหน้าอย่างแน่นอน คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตัวอาคาร ผู้โดยสารประจำท่าเรือ A1 ซึ่งมีพื้นที่ราว 8,655 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารสูงสุดได้ 1,500 คน ให้มีมาตรฐานและทันสมัยมากขึ้น เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน

ปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบังให้บริการรองรับเรือสำราญ 2 ลักษณะ คือ ‘การล่องเรือในภูมิภาค’ (Regional Cruise) ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ แวะพักท่าเรือ 7-8 แห่งภายในภูมิภาค อาทิ เส้นทางแหลมฉบัง-เกาะสมุย-สิงคโปร์-จาการ์ตา-มะนิลา-ไฮฟอง- โฮจิมินห์-สีหนุวิลล์-แหลมฉบัง จุดขายของเส้นทางล่องเรือในภูมิภาค คือ สามารถดึงดูดผู้โดยสารได้หลากหลายกลุ่ม เนื่องจากใช้ระยะเวลาการเดินทางไม่นานทำให้ราคาแพ็กเกจ ไม่สูงมาก และเริ่มได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ มากขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียที่มองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวแตกต่างจากทั่วๆ ไป

ส่วน ‘การล่องเรือรอบโลก’ (World Cruise) ใช้เวลาเฉลี่ย 3 เดือน เริ่มจากท่าเรือใดท่าเรือหนึ่งแล้วจบที่เดิม แน่นอนว่าโปรแกรมระหว่างจะมีการแวะท่าเรือใหญ่ในเมืองหลักๆ รอบโลก โดยเรือสำราญที่ให้บริการนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ มียูโรป้า, คริสตัล เซเรนิตี้ และควีน แมรี่ 2

ปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบังมีอัตรารับเรือโดยสารเมื่อปี 2559 ประมาณ 55 เที่ยว มีลูกเรือรวมมากกว่า 5 หมื่นคน ขณะที่ยอดผู้โดยสารเฉลี่ยมีไม่ต่ำกว่า 2,000 คนต่อลำ รวมยอด ผู้โดยสารทั้งสิ้นกว่า 2.28 แสนคน เติบโตกว่า 30%  เมื่อเทียบกับตัวเลขปี 2558

“ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ถือเป็นพื้นที่สำคัญที่ต้องส่งเสริมการท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาล โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ วางเป้าหมายพัฒนาการท่องเที่ยวทางน้ำให้เชื่อมกับแผนการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง หนุนเส้นทาง ท่องเที่ยวเชื่อมโยงจากพัทยา ชลบุรี ไปยังเมืองกัมปอตและ สีหนุวิลล์ของกัมพูชา ยาวไปถึงฟูก๊วกของเวียดนาม”

ด้าน ‘ท่าเรือกรุงเทพฯ’ หรือที่คนไทยคุ้นหูกันในนาม ‘ท่าเรือคลองเตย’ มีทำเลโดดเด่นที่สามารถเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวกสบาย ปัจจุบันมีท่ารองรับ นักท่องเที่ยว 1 ท่า แต่ด้วยหน้ากว้างและความลึกของท่า ยังเหมาะสำหรับรองรับเรือขนาดกลางถึงเล็ก หรือ ‘ยอช์ทคลับ’ สถิติเมื่อปี 2559 พบว่ามีจำนวนเรือท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการ 12 ลำ มีผู้โดยสารขาเข้า-ขาออกรวม 8,589 คน

โดยมีแผนขยายให้สามารถจอดเรือได้ 2 ลำพร้อมกัน พร้อมสร้างอาคารที่ทำการหลังใหม่ เป็นที่ตั้งหน่วยงานตรวจคน เข้าเมือง กรมศุลกากร ศูนย์สินค้าปลอดภาษีอากร ศูนย์จำหน่ายสินค้าโอท็อป และอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีแผนปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกรวมถึงการยกระดับระบบดูแลความปลอดภัยด้วย

ฟากท่าเรือฝั่งอันดามัน คุณกอบกาญจน์ บอกว่า แม้ภูเก็ตจะมีจุดจอดและท่าเรือสำราญอยู่บ้างแล้ว แต่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ มองว่าจำเป็นต้องมีท่าเรือที่มีขนาดร่องน้ำลึกรองรับเรือที่มี ผู้โดยสารเกิน 3,000 คนอยู่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างผลักดันให้พัฒนาท่าเรือสำราญบริเวณ ‘อ่าวมะขาม’ หลังบริษัท วิน อินเวสต์เมนต์ ชนะการประมูลสัมปทานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และนี่คือภาพรวมทั้งหมดของการพัฒนาการท่องเที่ยวเรือสำราญของไทย คงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะแผนเหล่านี้ จะสามารถขับเคลื่อนได้รวดเร็วอย่างที่เราๆ ท่านๆ หวังหรือไม่


Promote Thailand as ‘Cruise Ship Hub’

Promote Thailand as ‘Cruise Ship Hub’

It is considered as the major strategy that several countries in ASEAN have thought the same way to make the first debut of their ‘Cruise Ship Tourism’ as soon as possible because this is a new market group for ASEAN tourism sector, which has very high growth potential and it is worth the investment on infrastructure development in order to give convenience to tourists who are fascinated by cruising.

This comprises of the investment on the port expansion for docking the cruise ships and linking several interesting docking ports within this region after Singapore was so successful for being the port to pick up passengers and end up the cruise as called ‘Home Port’, which is the only leader in this market. In addition, it has been expected that in the future the hub of cruise ship tourism industry shall be dislocated from Europe and America to Asia instead, while the most popular ports in this region shall include Singapore, Hong Kong, Shanghai, Jeju island (South Korea), Penang, Phuket, Kuala Lumpur, Keelung (Taiwan), and Ho Chi Minh as the major jigsaws of this big picture.

This is because tourists from this market in Asia tends to have a leap growth coming from China, Japan, Korea, Taiwan and India, while image of cruising has completely changed from the old memory that only millionaire can cruise the ship, but now the cost of cruise ship reasonably drops down in average of $100 US dollar per day only, while image or social status of passengers shall still look very good.

This derives overall numbers of cruise ship passengers around the world rising up to 24.5 million nowadays, which this number is expected to grow up to 25.5 million passengers in 2017.

Mr. Thatcher Brown, President of Dream Cruises Co., Ltd. told that the goal of company is to develop ASEAN as another one of cruise ship hubs of the world, and then the company made decision to bring in a big luxurious cruise ship with the weight over 151,000 tons, called ‘Genting Dream’ to pick up passengers, while inside the ship offers resort designed to specially take up the lifestyle of ASEAN tourists.

The company chose ‘Singapore’ as its home port throughout 2018, after start docking the ship since December 2017. Genting Dream shall be docked at over 10 major ports across ASEAN spreading out in Singapore, Malaysia, Indonesia, Thailand, and cruising up to Vietnam as well.

Besides, research result under the topic ‘Cruising Tourism Development in South East Asia Region’ of Bermello Ajamil & Partners indicated that in 2014, cruising tourism had offered the job to people up to 34,000 work positions, which could generate direct income over 57,000 million baht, and leaded to the sequential income generation up to 1.15 hundred billion baht.

And if every country in ASEAN fully rushes to follow through the master plan for cruise ship market development, it is expected that in 2035 over 4.5 million tourists in this specific group shall travel to ASEAN.

Ms. Kobkarn Wattanavrangkul, Minister of Tourism and Sports said that Thailand itself also has major infrastructure plan such as sea port in order to promote Thailand as Maritime Tourism hub in order to support navigation both in the Gulf of Thailand and Andaman coasts in the form of Home Port and ‘Port of Call’, or Stop by Port, which this is aimed to attract the cruise ships navigating in ASEAN territorial waters to choose Thailand as one of their cruising destinations.

Earlier, Ms. Kobkarn had gotten opportunity to discuss with 2 gigantic cruising companies as Genting Hong Kong and Carnival Corporation, which both companies agreed on Thailand’s potential to become home port of ASEAN cruise ship market since there are some positive factors as flight volume from China and India that can take up a large volume of connecting travels, while what to be missing is the adequate service providing standard for cruise ship’s passengers.

Therefore, Ministry of Tourism and Sports has cooperated with ‘Port Authority of Thailand’ aiming to develop 2 sea ports in Thailand.

The first is the commercial sea port ‘Laem Chabang’, Chonburi province, which has virtue of its geographical location in close proximity to tourist attractions; Thailand’s famous beach and sea. Currently, there is a port A1 that specially takes up cruise ships, and now it is in the middle of studying the possibility for investment on the 2nd cruise ship port, which is contained in construction project phase 3 of Laem Chabang Sea Port.

However, meanwhile what Port Authority of Thailand shall definitely take action is to develop passenger terminal facility for port A1 in order to obtain better quality standard and modernity, and impress all guests. With approximate area of 8,655 square metre., this terminal can capacitate up to 1,500 passengers.

Currently, Laem Chabang port takes up 2 types of cruise ships as ‘Regional Cruise’; usually takes 2 – 3 weeks, and stops by 7 – 8 ports within the region such as the route Laem Chabang – Koh Samui – Singapore – Jakarta – Manila – Haiphong – Ho Chi Minh – Sihanoukville – Laem Chabang. In addition, the selling point of regional cruise route is that it can attract several groups of passengers since it takes such a short period of time per trip making the package less expensive, while this travel style starts to gain more popularity among new generation tourists especially in Asia who are looking for different travel experiences.

And ‘World Cruise’; usually takes 3 months in average starting from any certain port and ending at the same port. Definitely, it requires stopping by the big ports in major cities around the world throughout its itinerary. In addition, cruise ships to offer services to this group of customers include Europa, Crystal, Serenity and Queen Marry 2.

Laem Chabang port had cruise ship arrival rate in 2016 approximately 55 trips with the total crews over 50,000 people, while the average of passengers cruising was no less than 2,000 passengers per ship. This made the total passengers reaching up to 228,000 passengers, which was considered to grow by 30% comparing to the number in 2015.

“Eastern Economic Corridor, or EEC is considered as the important area to promote tourism following the government’s policy. Ministry of Tourism and Sports has aimed to develop maritime tourism to link up with Laem Chabang Port Development plan, which this shall support connecting tourism route from Pattaya – Chonburi to Kampot and Sihanoukville of Cambodia, and Phu Quoc of Vietnam.”

In addition to ‘Bangkok Sea Port’ or so called ‘Klong Toey Sea Port’, this port is located in the outstanding area where passengers can conveniently be transported to the heart of Bangkok. Currently, there is only one port to take up tourists, but with the port’s width and depth, this makes it suitable to take up medium to small size ship, or ‘Yacht Club’. The statistic in 2016 indicated that there were 12 cruise ships docking at the port, while the combined number of arrival – departure passengers was 8,589 people in total.

However, this port has set a plan to extend its size in order to dock 2 ships in the same time as well as build up a new office building to locate immigration center, Customs Department, Duty Free center, OTOP shop, and many more. Besides, the port has a plan to improve facilities as well as security system.

In addition to Andaman sea port, Ms. Kobkarn said that even though Phuket has already had some docking spots and cruise ship ports, Ministry of Tourism and Sports foresaw that it needs to have deep water port to take up the cruise ship with over 3,000 passengers. Currently, it is in the middle of pushing up the ‘Ao Makham’ port development after Win Investment Co., Ltd. had already won the concession auction.

These are the overall images of Thailand’s cruise ship tourism development. However, we have to see whether how fast these plans can be propelled as our expectation or not.

Comment Box