กระแส ตช.มาเที่ยวไทยพร้อมการดูแลสุขภาพ เทรนด์ใหม่-ค่าใช้จ่ายสูงตอบโจทย์เป้าหมาย รบ.



สัญญาณอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปีนี้ ถือว่า ยังแรงดีไม่มีท่าทีว่าจะตก เพราะนอกจากตลาดระยะไกลอย่างอเมริกา แอฟริกาใต้ ที่เริ่มหันมาเลือกเมืองไทยเป็นแลนมาร์คสำหรับพักผ่อนท่องเที่ยวมากขึ้นแล้ว ตลาดระยะใกล้เองก็ยังคงมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ช่วงต้นปีตลาดจะตกลงไปบ้าง เพราะผลพวงจากการปราบทัวร์ผิดกฎหมายของรัฐบาลไทย

ปลายปี 2559 จนส่งผลต่อเนื่องกับตลาดจีนเรื่อยยาวถึงปี 2560 แต่หลายหน่วยงานด้านธุรกิจก็ออกมาเน้นย้ำแล้วว่า บรรยากาศท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 3 ยาวไปถึงสิ้นปีจะยังสดใสอย่างแน่นอน แต่ก็มาพร้อมกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์การท่องเที่ยว ทั้งการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง (เอฟไอที) เพิ่มสูงขึ้น และกระแสการเดินทางท่องเที่ยวพร้อมกับการดูแลสุขภาพ (Wellness) ที่ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ

คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แสดงความเห็นว่า นอกจากความนิยมนักท่องเที่ยวแบบเอฟไอที จากทุกตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบันแล้ว กระแสการเดินทางเพื่อมา รักษาสุขภาพ หรือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของนักท่องเที่ยวจากกลุ่มตลาดต่างๆ เข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นเช่นกัน

ซึ่งเห็นว่า ทางผู้ประกอบการโรงแรม หรือแม้แต่บริษัททัวร์ก็ตาม ควรมองหาแนวทางรับมือกับปรากฏการณ์ที่กำลังจะ เกิดขึ้นนี้มากขึ้น ในเรื่องของห้องพักรับรองสำหรับตลาดกลุ่มนี้โดยเฉพาะ หรือบริการรับส่งไปตามสถานพยาบาลต่างๆ เพราะถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง และพร้อม ที่จะจ่าย

“กระทรวงท่องเที่ยวฯ ได้มีแผนส่งเสริมความต้องการนักท่องเที่ยว เจาะกลุ่มตลาดคุณภาพ ด้วยการนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณายกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวจากประเทศฟิลิปปินส์ ที่มีวัตถุประสงค์เข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทยให้พำนัก ระยะยาว 90 วัน และผู้ติดตามอีก 3 คนใช้สิทธิเดียวกัน  ซึ่งสาเหตุที่ต้องการเพิ่มจำนวนวันพักให้ตลาดนักท่องเที่ยวจากประเทศฟิลิปปินส์ เพราะต้องการขยายตลาดจากเดิมที่ ครม. อนุมัติให้กลุ่มประเทศ CLMV หรือกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม และประเทศจีนไปแล้ว เนื่องจากเห็นศักยภาพตลาดฟิลิปปินส์ที่มีการเติบโตสูง เป็นประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัว

มากที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน ใช้จ่ายในไทยค่อนข้างมาก ในแต่ละครั้ง” เช่นเดียวกับคุณยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ระบุว่า ททท. มีแนวคิดส่งเสริมการ ท่องเที่ยวเชิงกีฬา โดยนำรวมเข้ากับกลุ่ม Wellness หรือ การดูแลสุขภาพ เพราะเห็นว่าทั้ง 2 กลุ่มมีความสนใจใกล้เคียงกัน ประกอบกับกลุ่มนักกีฬาที่เดินทางมาแข่งขันปัจจุบันยังมีฐานตลาดไม่ถึง 1% แต่กลับมีศักยภาพในการเติบโตสูงมาก ซึ่ง ททท. เห็นว่า หากนำเสนอจุดขายสินค้าด้านการดูแลสุขภาพ

ที่โดดเด่นอยู่แล้ว เช่น การตรวจร่างกาย ฟื้นฟูและชะลอวัย ก็น่าจะทำให้เกิดการจับจ่ายเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 4-5 หมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า การใช้จ่ายของกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีค่าใช้จ่ายต่อการมาไทย 1 ครั้ง อยู่ที่ 1 หมื่นบาท ส่วนการเล่นกีฬา เช่น กอล์ฟมีค่าใช้จ่าย 7 พันบาท ดังนั้น  ค่าใช้จ่ายต่อหัวจะเพิ่มเป็น 1.7 หมื่นบาท และหาก ททท. สามารถเพิ่มกลุ่มนี้ได้ราว 3 ล้านคน หรือราว 9-10% ของ นักท่องเที่ยวที่เข้ามาทั้งหมด ก็จะทำให้ประเทศมีรายได้ ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นราว 5 หมื่นล้านบาท

“ททท. วางแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อส่งเสริมกลุ่มกำลังซื้อสูงจากตะวันออกกลาง โดยมุ่งเจาะเซกเมนต์ใหม่ที่มีศักยภาพ
เพิ่มเติม หลังจากที่ไทยสร้างฐานนักท่องเที่ยวเชิงแพทย์ (Medical Tourism) มาจนเป็นที่รู้จักในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งหลังจากการหารือกับบริษัทนำเที่ยว และสายการบินในพื้นที่ พบว่า ตลาดฮันนีมูน และกลุ่มเดินทางแบบครอบครัว ยังมีศักยภาพในการส่งเสริมให้เติบโตได้อีก ดังนั้น จึงได้ใช้ความร่วมมือจากการที่ ททท.ลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ร่วมกับ 4 สายการบินใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ เอทิฮัด เอมิเรตส์ กาตาร์แอร์เวย์ส และฟลายดูไบ เตรียมแบ่งการเจาะตลาดรายเซกเมนต์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจเดินทางได้ทันที”

นอกจากนี้ ยังเตรียมฟื้นฟูภาพลักษณ์ของไทยในฐานะจุดหมายที่เป็นมิตรกับมุสลิม (Muslim Friendly Destination) ขึ้นมา
อีกครั้ง โดยอาจจะผนวกนำเรื่องการส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ที่เป็นจุดขายหลัก นำมาแตกยอด
นำเสนอเรื่องอาหารสำหรับชาวมุสลิม เนื่องจากไทยมีบริการ ที่หลากหลายอยู่แล้ว เพื่อทำให้อันดับความนิยมด้านท่องเที่ยวขยับเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของมาสเตอร์การ์ด ร่วมกับ เครสเซนต์เรตติ้ง ในหัวข้อ ‘โกลบอล มุสลิม ทราเวล อินเด็กซ์’ ประจำปี 2560 พบว่า ไทย ยังคงรั้งอันดับ 2 ของประเทศ ที่ไม่ใช่มุสลิม ซึ่งได้รับความนิยมด้านท่องเที่ยวจากชาวมุสลิม มากที่สุด เป็นรองเพียงประเทศสิงคโปร์ แต่ในภาพรวมของระดับโลก เมื่อเทียบกับประเทศทั้งหมดทั้งที่ใช่และไม่ใช่มุสลิม ปีนี้ไทยขยับขึ้นจากอันดับที่ 20 มาอยู่ที่ 18 โดยมีมาเลเซียอันดับ 1 ของโลก ตามด้วยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินโดนีเซีย

ทิศทางการเจาะตลาดคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่มสุขภาพและกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสลาม ก็เป็นเสมือนกระจกสะท้อนถึงผู้ประกอบการที่ควรเตรียมตัวรับมือตอบโจทย์กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น  เพราะเมื่อกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้นจริง ถึงครานั้นผู้ประกอบการจะได้รับประโยชน์เต็มๆ ไม่ต้องปรับตัวแบบกะทันหัน


Foreigners’ Wellness Travel Trend
New Trend – High Expenditure Responding to the Government’s Goal

Foreigners’ Wellness Travel Trend New Trend - High Expenditure Responding to the Government’s Goal

The sign of tourism industry in the remaining period of this year is still in good acceleration with no sign of dropping because besides far range market such as America and South Africa starting to choose Thailand as their landmark for vacation in greater number, the number of tourists from closer range market has continually increased even though the beginning of this year,

the number of tourists traveling to Thailand might be dropped a little due to the consequence from Thai government’s illegal tour suppression by the end of 2016 causing serial effect to China market up to the year 2017. However, several business agencies had already emphasized that tourism atmosphere in the third quarter up to the end of this year shall definitely be cheerful. This also comes with the change in tourism trend including FIT and wellness groups tending to be more popular and increased in number.

Ms. Kobkarn Wattanavrangkul, Minister of Tourism and Sports expressed her opinion that rather than FIT tourists from every market tending to significantly increase at the moment, wellness tourism trend from several markets has been significantly increasing as well. Therefore, hotel entrepreneurs or even travel agents should find the way to take up this upcoming phenomenon especially for guestrooms to accommodate this certain group of tourists, or transport service to hospitals or medical clinics because these tourists are considered as quality group with high spending rate, and they are willing to pay money.

“Ministry of Tourism and Sports had released a plan to support tourists’ demand in order to penetrate into the group of quality markets by proposing the cabinet to consider visa exemption for tourists from Philippines who aim to have medical treatment in Thailand for 90 days of stay, while the same validation shall be provided to another 3 accompanies as well. The reason to increase the length of stay for tourist market from Philippines is because we want to expand this market from earlier which the cabinet had already allowed the group of CLMV countries (Cambodia, Lao, Myanmar and Vietnam as well as China). We see the potential of Philippines market that has high growing rate, while Philippines is considered one of the countries with the most economic expansion in ASEAN and Filipino tourists spend a lot of money each time of their visit to Thailand.”

Similar to the opinion of Mr. Yuthasak Supasorn, Governor of Tourism Authority of Thailand (TAT) as he indicated that TAT has idea to promote sports tourism by combining with the wellness group or health nourishing because TAT foresaw that these 2 groups has something in common, while the group of athletes traveling for tournament in Thailand has market base less than 1%, but they still have high growing capability. Therefore, TAT thought that if the country can offer selling point for being the most outstanding health nourishing such as physical check-up, restoration, and rejuvenation, this shall stimulate more spending no less than 40,000 – 50,000 million baht per year. In addition, the statistic indicated that money spending of the group of wellness tourism per visit is in average of 10,000 baht, while sports activity such as golf has average money spending at 7,000 baht. Therefore, money spending per head shall be increased up to 17,000 baht, and if TAT can add approximately 3 million tourists in this group, or approximately by 9 – 10% of all tourists traveling to Thailand, the country shall earn increase more tourism revenue approximately 50,000 million baht.

“TAT has set marketing strategic plan to promote the group of high purchasing power from Middle East by aiming to penetrate into a new segment that has additional capability after Thailand had already built up Medical Tourism Base and earned the world recognition at some point, which after consulting with travel agents and local airlines, it founded out that honeymoon and FIT market still has potential to grow even more. Therefore, TAT had signed MOU with 4 major airlines in Middle East region as Etihad, Emirates, Qatar Airways and Fly Dubai to prepare for dividing segment market penetration to reach target group and encourage immediate decision making for travel.”

Besides, TAT has prepared to restore image of Thailand as Muslim Friendly Destination once again, which may be combined with Gastronomy Tourism to offer cuisine for Muslim tourists since Thailand has already had service diversity. This effort aims to increase Thailand’s tourism popularity ranking.

However, the survey of Mastercard in-associated with Crescent Rating under the topic ‘Global Muslim Travel Index 2017’ founded that Thailand is still ranked no. 2 for Non-Muslim country that is so popular among Muslim tourists after Singapore. When comparing with combined Muslim and Non-Muslim countries in overall, this year Thailand is ranked no. 18 from earlier no. 20, while Malaysia is ranked no. 1 in the world following by United Arab Emirates and Indonesia.

Direction of quality market penetration particularly for the group of wellness and Muslim tourists is considered as reflective mirror to entrepreneurs that should prepare to take up the upcoming propositions because when the group of target tourists actually travels to Thailand in greater number, entrepreneurs shall earn full benefits with no need of rushing adjustment.

Comment Box